ต่างประเทศ
รัฐบาลทหารเมียนมากำลังดำเนินการอย่างระมัดระวังตามแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูสถานะทางการเมืองของประเทศขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างหน้าฉากเป็นรัฐบาลพลเรือน ในขณะที่เนื้อในตกอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารโดยแท้ รัฐบาลเมียนมาพยายามอ้างตัวว่าเป็นผู้ทำให้ประเทศมีเสถียรภาพ
แต่ความพยายามดังกล่าวไม่สามารถปกปิดข้อเท็จจริงที่ว่า กองกำลังฝ่ายต่อต้านระบอบทหารยังคงยึดครองดินแดนจำนวนมากของเมียนมาอยู่ในมือ
ด้วยเหตุนี้แผนการของรัฐบาลทหารเมียนมาจึงขึ้นอยู่กับความคืบหน้าในสมรภูมิ ความอดทนทางการทูต และขีดความสามารถในการโน้มน้าวเพื่อนบ้านใกล้เคียงกับผู้สังเกตการณ์นานาชาติให้ยอมรับการควบคุมของรัฐบาลทหารว่าเป็นเรื่องปกติสามัญ
ตามข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญ ในช่วงระหว่างเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ของปี 2025-2026 รัฐบาลทหารเมียนมาอาศัยช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง จัดการเลือกตั้งที่ค่อนข้างสับสนและซับซ้อนสำหรับบุคคลภายนอกขึ้น เพื่อใช้โอกาสนี้ปลูกฝังอำนาจภายในของตนเอง โดยอาศัยการปฏิเสธความเป็นจริง และสร้างอุปสรรคต่างๆ นานาขึ้นมาเพื่อว่าในที่สุดก็จะสามารถฟื้นฟูชื่อเสียงในเวทีระหว่างประเทศของตนเองขึ้นมาใหม่ให้จงได้
ผู้ที่รับผิดชอบในกระบวนการดังกล่าวนี้ คือกลุ่มนายพลทหารซึ่งต้องการควบคุมชะตากรรมของประเทศต่อไปโดยไม่ต้องตกเป็นเหยื่อถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ก่ออาชญากรรมสงครามขึ้น
พวกเขาอาศัยตำราการเมืองเก่าแก่ ในการทำให้อุดมการณ์ทางการเมืองของฝ่ายตรงกันข้ามอ่อนล้า แล้วอ้างตัวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดกรอบการเมืองของประเทศเสียใหม่ในอนาคต
ทั้งหมดถูกดำเนินการภายใต้หน้าฉากของการนำเสนอความหวังใหม่ การปฏิรูปภายในกลุ่มนายทหารเอง และความต้องการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในประเทศให้เต็มที่ แล้วใช้กลยุทธ์เท่าที่มี พลิกสถานการณ์ไม่นำเอาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาบังคับใช้ในทางปฏิบัติ ด้วยการนำเสนอยุทธวิธีทางกฎหมายใหม่ ที่เปิดทางให้กองทัพสามารถสร้าง “เวอร์ชั่นใหม่” ของอดีตและอนาคตของประเทศและประชาชนทีละเล็กทีละน้อย
ก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2025-2026 บรรดานายทหารสูงสุดประกาศให้มีการอภัยโทษนักโทษการเมืองหลายพันคน รวมทั้งอดีตประธานาธิบดีวิน มินท์ ที่ถูกรัฐประหารพ้นตำแหน่ง รวมทั้ง อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐอย่างออง ซาน ซูจี ผู้นำทางการเมืองที่ประสบผลสำเร็จในการเลือกตั้งสูงสุดเท่าที่เมียนมาเคยมีมา ก็ถูกลดโทษลงมาเหลือแค่การกักบริเวณไว้ภายในที่พัก ในเดือนเมษายน 2026 หลังจากมีรายงานว่า นางออง ซานได้พบหารือกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน
เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีมิน อ่อง ลาย ได้รับการยกระดับอำนาจขึ้นเป็นประธานาธิบดีในเดือนเมษายน 2026 หรือนานราว 5 ปี หลังการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางออง ซาน ประธานาธิบดีใหม่เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับฐานอำนาจของตนเองด้วยการแต่งตั้งพันธมิตรสำคัญๆ ให้เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารในหน่วยคุมกำลัง
สานความเป็นพันธมิตรกับพรรคการเมืองตัวแทนทหารอย่าง พรรคสหสามัคคีเพื่อการพัฒนา ที่เป็นผู้กุมเสียงข้างมากในสภา
โดยที่ไม่มีฝ่ายค้านที่มีความหมายปรากฏอยู่เลยแม้แต่น้อย
แต่ไกลออกไปจากเมืองหลวง อำนาจอิทธิพลของรัฐบาลลดน้อยลงมาก เผชิญกับการต่อต้านทั้งจากกลุ่มติดอาวุธของชนกลุ่มน้อย และกองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลเพื่อความเป็นเอกภาพแห่งชาติ (เอ็นยูจี) ส่งผลให้ยังคงเกิดการสู้รบอยู่ในหลายพื้นที่
ประเด็นที่น่าสนใจในแนวรบต่างๆ ดังกล่าวเหล่านี้ก็คือบทบาทของจีน ที่กำหนดยุทธศาสตร์ของตนเองไว้กับการสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับบรรดาแกนนำในการปกครองของเมียนมา เพื่อรักษาผลประโยชน์จากการลงทุนเป็นเม็ดเงินมหาศาลในหลายๆ ด้านในเมียนมา
ตั้งแต่ท่อลำเลียงน้ำมันและก๊าซ โครงข่ายการคมนาคมขนส่งและโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ไปจนถึงเหมืองแร่และโครงการทางด้านการทหาร
ทั้งนี้ เพื่อใช้เมียนมาเป็นเส้นทางผ่านออกสู่มหาสมุทรอินเดียและยึดกุมสภาพตามแนวชายแดนเมียนมา-จีนบริเวณเชิงเขาหิมาลัยด้านตะวันออก
จีนแสดงความประสงค์ดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนนานหลายทศวรรษมาแล้วและยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนโครงการก่อสร้างเขื่อนมยิตโสน บริเวณต้นน้ำอิรวดี ขึ้นมาเป็นโครงการที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรกสุด
ทุ่มกำลังทั้งในเชิงพาณิชย์และในทางการทูตเพื่อก่อสร้างเขื่อนดังกล่าว ซึ่งได้รับการต่อต้านอย่างหนักหน่วงและจริงจังจากชุมชนและกองกำลังติดอาวุธชาวคะฉิ่น
มีรายงานการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นที่นี่เป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่เคยถูกเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้
การปล่อยตัวนักโทษและผู้นำทางการเมืองในอดีตของรัฐบาลทหารเมียนมา จึงไม่สามารถยึดถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง พลิกผันท่าทีเสียใหม่ จีนและผู้นำอาเซียนหลายชาติยังคงมองว่า รัฐบาลเผด็จการทหารในเมียนมายังคงเป็นปัญหาใหญ่อยู่ดี แม้ว่ารัฐบาลทหารจะพยายามทำให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องอึกทึกคึกโครมเพียงใดก็ตาม
โดยอ้างว่าการ “อภัยโทษ” นายวิน มินท์ เมื่อเดือนเมษายน 2026 เป็นการแสดงนัยถึงการปฏิรูปทางการเมือง เพื่อคืบคลานไปสู่การมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเต็มที่
โดยคาดหวังว่าด้วยการกระทำเช่นนี้จะส่งผลให้ทุกคนยอมรับในความเป็นจริง ว่าการเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองของทหารคือเรื่องสามัญปกติ
ถัดมาจากนั้น มิน อ่อง ลาย ใช้เวลาในปี 2026 พยายามหาหนทางเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้มากขึ้นกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ควบคู่ไปกับการดำเนินการ “โฆษณา” ตัวเองในระดับโลก ตั้งความหวังว่า ในที่สุดกลุ่มก้อนทางการเมืองในอดีตอย่างพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) จะค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของใครๆ พวกเขารู้ดีว่าออง ซาน ซูจี หลงเหลือพลังในทางการเมืองอีกไม่มากนักแล้ว แม้ว่าผู้สนับสนุนอีกเป็นเรือนล้านจะยังไม่ยอมพ่ายแพ้ก็ตาม
ผู้นำทหารเมียนมาเชื่อว่าภายใต้บริบทของสถานการณ์โลกในห้วงวิกฤตพลังงาน บวกกับความขัดแย้งไม่สิ้นสุดในตะวันออกกลางและยุโรป ล้วนส่งผลดีต่อสถานการณ์ของเมียนมา สาเหตุสำคัญก็คือความต้องการของจีนที่ต้องการใช้เมียนมาเป็นทางผ่านสู่มหาสมุทรอินเดียเพื่อแก้ปัญหาหากถูกปิดล้อม เมียนมายังมีพันธมิตรอีกจำนวนหนึ่ง อาทิ รัสเซีย เบลารุส นิการากัว และเกาหลีเหนือ และกำลังพยายามทุกทางเพื่อเพิ่มจำนวนเหล่านี้ให้มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่ชาติอาเซียนที่หลงเหลืออีก 10 ชาติ จะมีท่าทีต่อเมียนมาอย่างไร ประเทศอย่างไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ดูมีท่าทีเปิดกว้างที่สุดและพร้อมที่จะต้อนรับเมียนมากลับมาเป็นมิตรประเทศร่วมกลุ่มอีกครั้ง ในขณะที่ชาติอาเซียนอื่นๆ ยังมีท่าทีลังเล
