bg-single

CRINK : พันธมิตร 4 สหาย ท้าทายโลกตะวันตก!

12.06.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

ยุคสมัยของ “มหาอำนาจเดี่ยว” ที่มีอเมริกาเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของคนทั้งโลกกำลังจะสลายตัว

กลายเป็น “โลกหลายขั้ว” หรือ Multipolar World ดั่งที่ผู้นำจีนและรัสเซียประกาศเอาไว้เมื่อเดือนที่ผ่านมา

สี จิ้นผิง กับวลาดิมีร์ ปูติน จะประกอบร่างของโลกใหม่ที่มีอำนาจหลายขั้วสำเร็จหรือไม่ และโลกที่ว่านี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรยังไม่มีใครทำนายได้

แต่ที่แน่ๆ คือมีสัญญาณหลายประการที่ชี้ไปในทางเดียวกันว่าอำนาจและบารมีของ “ตำรวจโลก” อย่างสหรัฐกำลังเสื่อมถอยลงอย่างมิอาจปฏิเสธได้

มองอีกแง่หนึ่ง โลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่ของ “สงครามเย็น” รูปแบบใหม่

อันหมายถึงโลกที่ไม่ได้แบ่งขั้วด้วยอุดมการณ์คอมมิวนิสต์กับเสรีนิยมเหมือนศตวรรษที่ 20 อีกต่อไป

หากแต่เป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย “ผลประโยชน์ ความหวาดระแวง และการต่อต้านระเบียบโลกเดิม” ที่สหรัฐเป็นผู้นำ

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มใช้คำว่า “CRINK” เพื่อเรียกกลุ่มประเทศที่กำลังขยับเข้าหากันมากขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่ China, Russia, Iran และ North Korea – หรือจีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ

ก่อนหน้านี้ ทั้ง 4 ประเทศนี้ถูกมองว่าเป็นเพียง “รัฐปัญหา” เพราะปะทะกับตะวันตกในเกือบจะทุกมิติ

แต่วันนี้ ภาพเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะทั้งสี่ประเทศกำลังสร้างความร่วมมือที่เชื่อมโยงกันทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ข่าวกรอง และยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ

สงครามอิหร่านปีนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกเริ่มตระหนักว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือสัญญาณของ “ระเบียบโลกใหม่” ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างจริงจัง

อีกด้านหนึ่งของโลก สหรัฐและ NATO ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจโลกหลังสงครามเย็น ก็กำลังเผชิญปัญหาภายในอย่างหนัก

โดยเฉพาะจากท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่แสดงความไม่พอใจต่อ NATO อย่างต่อเนื่อง

ทั้งเรื่องงบประมาณ การแบ่งภาระทางทหาร และคำถามว่า “ทำไมอเมริกาต้องปกป้องยุโรปตลอดเวลา?”

วันนี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ใครจะชนะ” ในสงครามอิหร่าน แต่คือ “โลกหลังจากนี้จะถูกจัดระเบียบใหม่อย่างไร”

และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่อาจกำหนดอนาคตของศตวรรษที่ 21

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับ CRINK คือ ทั้งสี่ประเทศไม่ได้มีอุดมการณ์เหมือนกันเลย

จีนเป็นคอมมิวนิสต์แบบทุนนิยม

รัสเซียเป็นชาตินิยมแบบอำนาจนิยม

อิหร่านเป็นรัฐอิสลามปฏิวัติ

ส่วนเกาหลีเหนือคือเผด็จการตระกูลการเมืองที่ปิดประเทศที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แต่สิ่งที่เชื่อมทั้งสี่สหายเข้าด้วยกันคือ “ศัตรูร่วม” นั่นคือ ระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นผู้นำ

ทั้งสี่ชาติต่างมีประสบการณ์คล้ายกัน คือ ถูกคว่ำบาตร ถูกกดดัน ถูกโดดเดี่ยว หรือรู้สึกว่าถูกสหรัฐพยายามจำกัดอำนาจ

รัสเซียโกรธและระแวง NATO ที่ขยายตัวเข้ามาใกล้พรมแดนหลังสงครามเย็น

จีนไม่พอใจการปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐในเอเชีย

อิหร่านมองว่าสหรัฐพยายามเปลี่ยนระบอบการปกครอง

ส่วนเกาหลีเหนือเชื่อมาตลอดว่า หากไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ รัฐบาลของตนคงถูกโค่นไปนานแล้ว

สงครามยูเครนที่เริ่มตั้งแต่ปี 2022 เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้กลุ่มนี้เริ่มใกล้ชิดกันอย่างรวดเร็ว

รัสเซียถูกตะวันตกคว่ำบาตรอย่างหนัก จึงหันไปพึ่งจีนมากขึ้น อิหร่านส่งโดรนให้รัสเซีย ส่วนเกาหลีเหนือถูกกล่าวหาว่าส่งกระสุนและขีปนาวุธ

จากความร่วมมือเฉพาะกิจ กลายเป็นเครือข่ายยุทธศาสตร์ที่เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ

สงครามอิหร่านยิ่งเร่งกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้น

เมื่อสหรัฐและอิสราเอลโจมตีเป้าหมายทางทหารและนิวเคลียร์ของอิหร่าน หลายคนคิดว่า CRINK จะรวมตัวกันตอบโต้แบบเป็นเอกภาพ แต่เรื่องมันกลับซับซ้อนกว่านั้น

จีนและรัสเซียสนับสนุนอิหร่านทางการทูต ประณามการโจมตีของสหรัฐ แต่ไม่ได้ส่งทหารเข้าร่วมโดยตรง เกาหลีเหนือแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ก็ยังระมัดระวัง

สะท้อนว่า CRINK ยังไม่ใช่พันธมิตรทางทหารแบบ NATO ไม่มี “มาตรา 5” ที่ระบุว่า หากสมาชิกถูกโจมตี สมาชิกอื่นต้องเข้าช่วยทันที

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความ “หลวม” นี้อาจเป็นข้อได้เปรียบ

เพราะแต่ละประเทศสามารถช่วยกันในแบบที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ต้องผูกพันเกินไป

จีนช่วยทางเศรษฐกิจ รัสเซียช่วยด้านอาวุธ อิหร่านสร้างแรงกดดันในตะวันออกกลาง ส่วนเกาหลีเหนือสร้างความกังวลในเอเชียตะวันออก

ทั้งหมดนี้ทำให้สหรัฐต้องรับมือหลายแนวรบพร้อมกัน

นี่น่าจะเป็นประเด็นที่วอชิงตันกังวลมากที่สุด

ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกาสามารถรักษาอำนาจนำโลกได้ เพราะสามารถควบคุมยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียพร้อมกัน

แต่เมื่อคู่แข่งเริ่มประสานงานกัน แม้จะไม่ใช่พันธมิตรเต็มรูปแบบ ภาระของสหรัฐก็หนักขึ้นมหาศาล

จีนเข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด

ระหว่างที่สหรัฐทุ่มกำลังกับตะวันออกกลาง จีนใช้โอกาสนี้ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูตอย่างเงียบๆ

ทุกครั้งที่เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐต้องไปเฝ้าอ่าวเปอร์เซีย นั่นหมายถึงกำลังรบที่ลดลงในเอเชียแปซิฟิก

ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันพุ่ง เศรษฐกิจตะวันตกก็ถูกกดดัน

ทุกครั้งที่ NATO แตกความเห็นกันเอง จีนและรัสเซียก็ได้ประโยชน์ทางยุทธศาสตร์

รัสเซียเองก็ได้ประโยชน์จากสงครามอิหร่านเช่นกัน เพราะยิ่งสหรัฐสนใจตะวันออกกลางมากเท่าไร ความสนใจต่อยูเครนก็ลดลงเท่านั้น

ปูตินเข้าใจดีว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การชนะสงครามอย่างรวดเร็ว แต่คือ “การทำให้ฝ่ายตรงข้ามเหนื่อยล้า”

ในขณะที่อิหร่าน แม้จะเสียหายหนัก แต่ก็พิสูจน์ว่ายังสามารถสร้างความปั่นป่วนให้เศรษฐกิจโลกได้

ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีโครงสร้างพลังงาน หรือการสร้างความไม่แน่นอนในภูมิภาค

ส่วนเกาหลีเหนือกำลังเฝ้ามองทุกย่างก้าวอย่างละเอียด

สำหรับคิม จอง อึน สงครามอิหร่านคือบทพิสูจน์อีกครั้งว่า ประเทศที่ไม่มีนิวเคลียร์มีความเสี่ยงถูกโจมตี ส่วนประเทศที่มีนิวเคลียร์อย่างน้อยก็ยังอยู่รอด

นี่อาจนำไปสู่สิ่งที่อันตรายที่สุดอย่างหนึ่งของยุคใหม่ คือ การแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์

ในทางหนึ่ง ทรัมป์อาจกำลังทำในสิ่งที่สหภาพโซเวียตเคยทำไม่สำเร็จ นั่นคือ ผลักยุโรปให้เริ่มแยกตัวทางยุทธศาสตร์จากอเมริกา

ดังนั้น โลกอาจกำลังมุ่งไปได้หลายทางพร้อมกัน

ฉากทัศน์แรก คือ “สงครามเย็นใหม่”

โลกจะแบ่งเป็นสองค่ายใหญ่ ฝั่งหนึ่งคือสหรัฐ NATO ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และพันธมิตรอินโด-แปซิฟิก อีกฝั่งคือ CRINK และเครือข่ายประเทศที่ต่อต้านตะวันตก

แต่สงครามเย็นรอบนี้จะต่างจากอดีต เพราะเศรษฐกิจโลกยังเชื่อมโยงกันอยู่ จีนยังค้าขายกับตะวันตก โลกจึงจะไม่แยกขาด แต่จะเป็น “โลกสองระบบ” ที่แข่งขันกันทั้งด้านเทคโนโลยี AI ชิพ พลังงาน ข่าวสาร และการเงิน

ฉากทัศน์ที่สอง คือ “โลกหลายขั้ว”

ไม่มีใครครองโลกได้เด็ดขาด สหรัฐยังแข็งแกร่ง จีนมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ รัสเซียมีอำนาจทางทหาร อินเดียกลายเป็นมหาอำนาจอิสระ ตะวันออกกลางเล่นเกมถ่วงดุลหลายฝ่าย

หลายประเทศในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา อาจไม่เลือกข้างเต็มตัว แต่เลือกทำธุรกิจกับทุกฝ่าย

นี่อาจเป็นโลกที่วุ่นวาย แต่ยืดหยุ่น

ฉากทัศน์ที่สาม คือ NATO อ่อนแอลงอย่างจริงจัง

หากสหรัฐลดบทบาทลงเรื่อยๆ และยุโรปไม่สามารถสร้างระบบป้องกันตัวเองได้ทัน รัสเซียอาจใช้โอกาสนี้กดดันยุโรปตะวันออกอย่างหนัก

ฉากทัศน์ที่สี่ คือ CRINK เองแตกภายใน

แม้ทั้งสี่ประเทศจะร่วมมือกัน แต่ก็มีความขัดแย้งแฝงอยู่มาก จีนกับรัสเซียเคยแข่งขันกันในเอเชียกลาง อิหร่านมีอุดมการณ์ต่างจากจีน เกาหลีเหนือก็ไว้ใจใครยาก

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสี่ประเทศต่างมีปัญหาเศรษฐกิจและประชากรของตัวเอง

หากแรงกดดันภายในเพิ่มขึ้น CRINK อาจเป็นเพียง “พันธมิตรชั่วคราว” ที่เกิดจากศัตรูร่วม มากกว่าจะเป็นขั้วอำนาจถาวร

แต่ฉากทัศน์ที่น่าจับตาที่สุดอาจคือ “ศตวรรษของจีน”

หากสหรัฐค่อยๆ ถอยจากบทบาทผู้นำโลก ขณะที่จีนสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและขยายอิทธิพลผ่านโครงการ Belt and Road ได้สำเร็จ โลกอาจเข้าสู่ยุคที่จีนเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของยูเรเชีย

จีนอาจไม่ต้องยึดครองใครด้วยกองทัพ แต่ใช้การค้า เทคโนโลยี การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานสร้างอิทธิพลแทน

รัสเซียจะกลายเป็นแหล่งพลังงานของจีน

อิหร่านจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของตะวันออกกลาง

ส่วนเกาหลีเหนือจะเป็นตัวสร้างแรงกดดันต่อสหรัฐในเอเชีย

โลกจะไม่ใช่ “โลกต่อต้านอเมริกา” ตรงๆ แต่เป็น “โลกหลังอเมริกา”

ทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงสำคัญข้อหนึ่ง

ยุคที่สหรัฐครองโลกเพียงขั้วเดียวหลังสงครามเย็นอาจจบลงแล้ว

นั่นไม่ได้หมายความว่าอเมริกากำลังล่มสลาย สหรัฐยังมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เทคโนโลยีชั้นนำ กองทัพที่แข็งแกร่ง และพันธมิตรทั่วโลก

แต่โลกวันนี้ต่างจากปี 1991 อันเป็นปีที่สหภาพโซเวียตล่มสลายอย่างสิ้นเชิง

อำนาจกำลังกระจายตัว ความไม่ไว้วางใจกำลังเพิ่มขึ้น และมหาอำนาจกำลังกลับมาแข่งขันกันอีกครั้ง

CRINK อาจยังไม่ใช่ NATO ฝั่งตรงข้าม

แต่อาจเป็นสัญญาณว่า “ระเบียบโลกเดิม” กำลังหมดอายุ

คําถามสำคัญที่สุดของศตวรรษนี้จึงอาจไม่ใช่ “ใครจะเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่ง”?

แต่คือ “โลกจะสามารถผ่านการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้ โดยไม่ถลำเข้าสู่ความวุ่นวายระดับโลกได้หรือไม่”

เพราะประวัติศาสตร์สอนเราว่า ทุกครั้งที่ระเบียบโลกเปลี่ยนผ่าน มันไม่เคยเกิดขึ้นอย่างสงบหรือเรียบง่ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี
ยุทธศาสตร์คืนอาเซียน ของกองทัพเมียนมา
E-DUANG | จับตา ความแน่วแน่ DE กับ AI PASSPORT