bg-single

จาก Podcast สู่ทอล์กโชว์

09.08.2023

หลังลับแลมีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ

 

จาก Podcast สู่ทอล์กโชว์

 

ท่านทั้งหลายรู้จักสิ่งที่เรียกว่า Podcast ไหมครับ

ไม่ต้องอายครับถ้าจะตอบว่าไม่รู้จัก เพราะเจ้าตัวที่ว่านี้ผมก็เพิ่งรู้จักเมื่อไม่ช้านานมานี้เอง

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ในบรรดาสื่อที่คนวัยเดียวกับผมรู้จักคุ้นเคยมาตั้งแต่แรกเกิด นอกจากหนังสือและหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นสื่อกระดาษแล้ว สื่อในรูปแบบอื่นที่เราได้ใช้งานอยู่บ่อยครั้งก็คือวิทยุและโทรทัศน์

โทรทัศน์นั้นผมได้ดูมาตั้งแต่เป็นเด็กและยังมีเพียงแค่สองช่อง คือช่องบางขุนพรหมและช่องสนามเป้า จนเดี๋ยวนี้มีโทรทัศน์นับร้อยช่องให้ดูไม่หวาดไม่ไหว แต่บนเงื่อนไขว่าบางช่องดูฟรี บางช่องต้องจ่ายสตางค์นะ

แต่แรกทีเดียวถ้าเราติดใจรายการโทรทัศน์รายการใด เราต้องคอยจ้องจออยู่ทีเดียวว่าถึงเวลารายการนั้นจะออกอากาศหรือยัง ถ้าพลาดไปไม่ได้ดูก็เป็นอันว่าต้องนั่งเสียใจอย่างเดียว เพราะไม่มีระบบอะไรที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลให้เราดูรายการทีวีย้อนหลังได้

แต่มาถึงสมัยนี้แล้ว ทุกอย่างสบายมาก เราเริ่มต้นจากการมีวิดีโอรายการโทรทัศน์หรือหนังสนุกเรื่องต่างๆ ให้เราเลือกชมได้ในเวลาที่เราสะดวก จากวิดีโอก็มาเป็นแผ่นซีดีกลมๆ บางๆ พกพาไปไหนได้สะดวกกว่าวิดีโอตั้งเป็นกอง

พอมาถึงสมัยนี้ผมไม่ต้องซื้อวิดีโอหรือซีดีแล้วครับ ใช้วิธีสมัครเป็นสมาชิกออนไลน์ของสื่อต่างๆ ที่อยู่ทั้งในโทรทัศน์ iPad และโทรศัพท์มือถือของผม ไม่ว่าจะเป็น Netflix ดิสนีย์ฮอตสตาร์ หรืออื่นๆ อีกมากมาย

อยากดูรายการหรือหนังประเภทใดก็เลือกดูได้ตามเวลาและสถานที่ที่เราปรารถนา

 

คราวนี้ก็มาถึงเรื่องวิทยุบ้าง เมื่อครั้งผมเป็นเด็ก รายการวิทยุที่น่าสนใจมีหลายรายการ ถ้าเป็นตอนที่โรงเรียนปิดเทอม ช่วงบ่ายแก่โทรทัศน์ไม่มีออกอากาศนะครับ ผมต้องอาศัยวิทยุแก้เหงา นอนฟังละครวิทยุคณะโน้นคณะนี้กันเพลินไป

แต่เช่นเดียวกันกับโทรทัศน์ คือถ้าเปิดวิทยุฟังไม่ตรงเวลาก็เป็นอันว่าอด อดแล้วอดตลอดไปด้วยเพราะไม่มีการนำมาออกอากาศซ้ำ

ถ้าเรานึกว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา ถึงยุคนี้ปัญหาก็แก้ตกได้สบายมาก เพราะมี Podcast มาช่วยตอบโจทย์ เพราะ Podcast เป็นรายการเสียงที่บันทึกไว้อย่างมีคุณภาพ และเผยแพร่ในระบบออนไลน์ เราสามารถไปค้นดูในสารบบของบริษัทเจ้าของรายการ รื้อค้นดูใน Google ก็ได้

ถ้าเราหา Podcast พบแล้ว เราจะเลือกฟังรายการอะไรก็ได้ที่เขาบันทึกเสียงเผยแพร่ไว้ตรงนั้น ว่างเมื่อไหร่ นั่งนอนอยู่ที่ไหนก็ฟังได้ทั้งนั้น

เสียงชัดแจ๋วแหววทีเดียวครับ

 

ช่วงโควิดระบาดมากๆ มีสื่อมวลชนออนไลน์รายหนึ่งชื่อ The Cloud มาชักชวนผมทำรายการบนระบบ Podcast ดูบ้าง ผมซักไซ้ไล่เลียงดูแล้วเห็นว่าเข้าท่าก็เลยลองทำดูครับ รายการของผมชุดนั้นมีชื่อว่า “วัยรุ่น ’70” ด้วยความตั้งใจที่จะให้มีสองความหมาย

ความหมายที่หนึ่งคือพูดถึงวัยรุ่นในทศวรรษประมาณปี 1970 หรือบวกลบก่อนหลังนั้นนิดหน่อย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมมีชีวิตความเป็นวัยรุ่น อยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างชั้นมัธยมกับชีวิตมหาวิทยาลัยหรือเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ กำลังไปเรียนต่อที่เมืองนิวยอร์ก อารมณ์ประมาณนั้น

ส่วนความหมายที่สอง คือเป็นเรื่องราวของวัยรุ่นคนหนึ่งที่เวลานี้อายุใกล้จะถึง 70 ปีบริบูรณ์อยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวผมเอง

ผมทำรายการที่ว่านี้อยู่ 20 ตอน โดยมีคณะทำงานยกกองกันมาบันทึกเสียงผมที่บ้าน แต่ละตอนใช้เวลาประมาณ 30 นาที บันทึกเสียงแต่ละคราวผมทำรายการได้สองตอนก็หมดแรงแล้ว เพราะต้องใช้สมองคิดไประหว่างเวลาที่พูด นึกย้อนกลับไปหาอดีตนานหลายสิบปี ต้องพูดให้คนฟังสนุก ขณะเดียวกันก็ต้องพูดด้วยอัตราความเร็วที่กำลังพอดีและชัดถ้อยชัดคำ ท่านผู้ฟังจะได้สบายหู

หลังจากทำรายการไปได้ 20 ตอน เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วผมมีอาการป่วยด้วยกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท จึงต้องของดรายการไป

งดไปงดมา เลยงดมาถึงตอนนี้แหละครับ

แต่เรื่องที่ผมบันทึกเสียงไว้ 20 ตอนก็ยังย้อนฟังดูได้ทุกขณะ ผมเล่าอะไรไว้มากมายหลายเรื่อง เช่น เรื่องสยามสแควร์ซึ่งผมได้มองเห็นความเป็นไปของศูนย์การค้าแห่งนั้นตั้งแต่เขาเริ่มสร้างเริ่มปลูกกันเลยทีเดียว และก็ยังได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของบริเวณนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

ลองหาฟังดูได้นะครับ

 

นอกจากรายการ Podcast ของผมเองซึ่งมีคนฟังบ้างไม่ฟังบ้างแล้ว รายการ Podcast ก็ยังมีอีกมากมายหลายรายการ และน่าชื่นใจที่รายการบางรายการเป็นรายการที่มีผู้คนติดตามฟังเป็นจำนวนมาก หนึ่งในรายการที่มีลักษณะอย่างว่านี้คือรายการ “ประวัติศาสตร์ 8 นาที” หรือ “8 Minute History” ของคุณวิทย์ สิทธิเวคิน หรือผู้ที่ใครต่อใครเรียกว่า เฮียวิทย์ เป็นรายการที่จัดทำโดยสื่อออนไลน์เครือเดอะสแตนดาร์ด

ไม่น่าเชื่อว่าเฮียวิทย์ทำรายการที่ว่านี้มาถึง 200 กว่าตอนแล้ว

ผมสอบสวนดูแล้วได้ความว่าชื่อรายการนั้นตั้งขึ้นโดยเจตนาจะชวนให้นึกถึงงานวิจัยเรื่องหนึ่งที่บอกว่าคนไทยอ่านหนังสือวันละไม่เกินแปดบรรทัด ทีนี้ถ้าไม่ใช่เรื่องอ่านหนังสือ แต่เป็นการฟังเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ซึ่งฟังดูก็เป็นยาขมหม้อใหญ่แล้ว เราจะอดรนทนฟังได้เกิน 8 นาทีหรือไม่

และเอาเข้าจริงแล้วรายการของเฮียวิทย์แต่ละตอน แต่ละตอน ล้วนมีความยาวเกิน 8 นาทีไปถึงไหนๆ และมีคนติดตามฟังมหาศาลเสียด้วย

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เดอะสแตนดาร์ดและเฮียวิทย์ ได้นำรายการ Podcast ที่ว่า มาอยู่บนเวทีสยามพิฆเนศแถวสยามสแควร์ เราจะเรียกกิจกรรมนี้ว่าเป็นทอล์กโชว์ก็พอได้ครับ โรงละครสยามพิฆเนศมีความจุประมาณ 1,000 คน เขาจัดเป็นสามรอบ ขายตั๋วออนไลน์ น่ามหัศจรรย์ใจมากที่ตั๋วทุกที่นั่งทุกรอบขายหมดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

รอบที่ผมมีโอกาสวาสนาได้ไปดูเป็นรอบที่สองของการแสดงจำนวนสามรอบ ความยาวทั้งหมด 2 ชั่วโมงครึ่งเต็มๆ การเดินเรื่องตลอดเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งมีเฮียวิทย์ ยืนโรงอยู่บนเวทีโดยตลอด มีบางช่วงสั้นๆ ที่มีคนมาแจมบ้างเพียงแค่สองช่วง ช่วงหนึ่งคือคุณเคน นครินทร์ เบอร์หนึ่งของเดอะสแตนดาร์ดเอง และอีกช่วงหนึ่งคือคุณเผย ภรรยาของเฮียวิทย์

แบบนี้เราก็ต้องยอมเขานะครับ เฮียวิทย์แกจะไปเถียงไปห้ามอะไรสองคนนี้ได้ ฮา!

 

ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง บางเรื่องผมได้ทบทวนความรู้ของตัวเอง บางเรื่องเป็นเรื่องใหม่ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน บางเรื่องเป็นเรื่องที่อาจจะเคยรู้มาบ้างแล้วลืมไปหมดแล้ว แต่เฮียวิทย์ได้นำประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้มาร้อยเรียงปะติดปะต่อกันจนเราสามารถเห็นความเชื่อมโยงของเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในโลกตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อนมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ผมสรุปความในสมองของผมเองหลังจากฟังเฮียวิทย์เล่าอะไรต่อมิอะไรจบแล้วได้สาระว่า ไม่มีประเทศใดหรือประวัติศาสตร์ของประเทศใดอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยวโดยลำพัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง หนังสือที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เล่มในซีกโลกข้างหนึ่ง ล้วนส่งผลต่อโลกใบนี้ทั้งสิ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือในยุคที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นในโลก ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ เอาเพียงแค่เครื่องจักรไอน้ำที่เกิดขึ้นในยุโรป ในเวลาใกล้เคียงกันก็มีการขุดคลองสุเอซ เกิดมีเรือกลไฟขึ้น เพียงแค่นี้ทวีปยุโรปกับบ้านเราซึ่งอยู่ห่างไกลกันหนักหนาสาหัสก็อยู่ใกล้กันขึ้นมาทันตาเห็น

ปริมาณการค้าเพิ่มมากขึ้น มีคนตะวันตกเดินทางมาบ้านเรามากขึ้น และในที่สุดก็มีสัญญาเบาริ่งเกิดขึ้น ตามมาด้วยเรื่องการปฏิรูปสยาม และอื่นๆ อีกมากมาย

ผมนึกเองเออเองว่าถ้าครูสอนประวัติศาสตร์ในชั้นเรียนของเรา สามารถโยงและย่อโลกทั้งใบมาให้เราได้เห็นความสัมพันธ์สอดคล้องกันในทำนองนี้ การเรียนประวัติศาสตร์ก็จะสนุกสนานและทำให้นักเรียนได้รับสมองลองความคิดในเชิงวิเคราะห์มากขึ้นด้วย

ไม่ใช่เรียนเพียงเพื่อทรงจำเท่านั้น

 

ลองนึกดูอีกตัวอย่างหนึ่งไหมครับ เมื่อนักคิด เช่น มองเตสกิเออ รุสโซ วอลแตร์ หรือคาร์ล มาร์กซ์ เขียนหนังสือเล่มสำคัญของแต่ละคนขึ้น ใครเลยจะนึกว่าหนังสือประเภทนี้จะเขย่าโลกได้ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการปฏิวัติในประเทศฝรั่งเศส ทำให้เกิดประเทศสหรัฐอเมริกา และทำให้รัสเซียมีหน้าตาอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ และบางเล่มก็มีบทบาทต่อการเขียนรัฐธรรมนูญในประเทศไทยด้วย

ผมอยากจะหยอดทิ้งท้ายว่า น่าจะถึงเวลาแล้วที่การเรียนประวัติศาสตร์ของเรา จะต้องโยงเรื่องราวของเราเข้ากับเรื่องราวของโลก มิเช่นนั้นแล้วเราก็จะเผลอตัวนึกว่า เมืองไทยของเราทำอะไรก็ได้เพราะไม่เกี่ยวกับใคร โลกไม่เกี่ยวกับเรา และเราก็ไม่เกี่ยวกับโลก

ถ้าบ้านเราเป็นแผ่นดินที่ลอยคว้างอยู่กลางอวกาศ ความคิดแบบนั้นก็คงไม่มีใครว่าอะไร

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เมืองไทยของเราเป็นเช่นไร โปรดลองตรึกตรองดูเถิด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ