
หลังลับแลมีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ
จาก Podcast สู่ทอล์กโชว์
ท่านทั้งหลายรู้จักสิ่งที่เรียกว่า Podcast ไหมครับ
ไม่ต้องอายครับถ้าจะตอบว่าไม่รู้จัก เพราะเจ้าตัวที่ว่านี้ผมก็เพิ่งรู้จักเมื่อไม่ช้านานมานี้เอง
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ในบรรดาสื่อที่คนวัยเดียวกับผมรู้จักคุ้นเคยมาตั้งแต่แรกเกิด นอกจากหนังสือและหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นสื่อกระดาษแล้ว สื่อในรูปแบบอื่นที่เราได้ใช้งานอยู่บ่อยครั้งก็คือวิทยุและโทรทัศน์
โทรทัศน์นั้นผมได้ดูมาตั้งแต่เป็นเด็กและยังมีเพียงแค่สองช่อง คือช่องบางขุนพรหมและช่องสนามเป้า จนเดี๋ยวนี้มีโทรทัศน์นับร้อยช่องให้ดูไม่หวาดไม่ไหว แต่บนเงื่อนไขว่าบางช่องดูฟรี บางช่องต้องจ่ายสตางค์นะ
แต่แรกทีเดียวถ้าเราติดใจรายการโทรทัศน์รายการใด เราต้องคอยจ้องจออยู่ทีเดียวว่าถึงเวลารายการนั้นจะออกอากาศหรือยัง ถ้าพลาดไปไม่ได้ดูก็เป็นอันว่าต้องนั่งเสียใจอย่างเดียว เพราะไม่มีระบบอะไรที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลให้เราดูรายการทีวีย้อนหลังได้
แต่มาถึงสมัยนี้แล้ว ทุกอย่างสบายมาก เราเริ่มต้นจากการมีวิดีโอรายการโทรทัศน์หรือหนังสนุกเรื่องต่างๆ ให้เราเลือกชมได้ในเวลาที่เราสะดวก จากวิดีโอก็มาเป็นแผ่นซีดีกลมๆ บางๆ พกพาไปไหนได้สะดวกกว่าวิดีโอตั้งเป็นกอง
พอมาถึงสมัยนี้ผมไม่ต้องซื้อวิดีโอหรือซีดีแล้วครับ ใช้วิธีสมัครเป็นสมาชิกออนไลน์ของสื่อต่างๆ ที่อยู่ทั้งในโทรทัศน์ iPad และโทรศัพท์มือถือของผม ไม่ว่าจะเป็น Netflix ดิสนีย์ฮอตสตาร์ หรืออื่นๆ อีกมากมาย
อยากดูรายการหรือหนังประเภทใดก็เลือกดูได้ตามเวลาและสถานที่ที่เราปรารถนา
คราวนี้ก็มาถึงเรื่องวิทยุบ้าง เมื่อครั้งผมเป็นเด็ก รายการวิทยุที่น่าสนใจมีหลายรายการ ถ้าเป็นตอนที่โรงเรียนปิดเทอม ช่วงบ่ายแก่โทรทัศน์ไม่มีออกอากาศนะครับ ผมต้องอาศัยวิทยุแก้เหงา นอนฟังละครวิทยุคณะโน้นคณะนี้กันเพลินไป
แต่เช่นเดียวกันกับโทรทัศน์ คือถ้าเปิดวิทยุฟังไม่ตรงเวลาก็เป็นอันว่าอด อดแล้วอดตลอดไปด้วยเพราะไม่มีการนำมาออกอากาศซ้ำ
ถ้าเรานึกว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา ถึงยุคนี้ปัญหาก็แก้ตกได้สบายมาก เพราะมี Podcast มาช่วยตอบโจทย์ เพราะ Podcast เป็นรายการเสียงที่บันทึกไว้อย่างมีคุณภาพ และเผยแพร่ในระบบออนไลน์ เราสามารถไปค้นดูในสารบบของบริษัทเจ้าของรายการ รื้อค้นดูใน Google ก็ได้
ถ้าเราหา Podcast พบแล้ว เราจะเลือกฟังรายการอะไรก็ได้ที่เขาบันทึกเสียงเผยแพร่ไว้ตรงนั้น ว่างเมื่อไหร่ นั่งนอนอยู่ที่ไหนก็ฟังได้ทั้งนั้น
เสียงชัดแจ๋วแหววทีเดียวครับ
ช่วงโควิดระบาดมากๆ มีสื่อมวลชนออนไลน์รายหนึ่งชื่อ The Cloud มาชักชวนผมทำรายการบนระบบ Podcast ดูบ้าง ผมซักไซ้ไล่เลียงดูแล้วเห็นว่าเข้าท่าก็เลยลองทำดูครับ รายการของผมชุดนั้นมีชื่อว่า “วัยรุ่น ’70” ด้วยความตั้งใจที่จะให้มีสองความหมาย
ความหมายที่หนึ่งคือพูดถึงวัยรุ่นในทศวรรษประมาณปี 1970 หรือบวกลบก่อนหลังนั้นนิดหน่อย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมมีชีวิตความเป็นวัยรุ่น อยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างชั้นมัธยมกับชีวิตมหาวิทยาลัยหรือเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ กำลังไปเรียนต่อที่เมืองนิวยอร์ก อารมณ์ประมาณนั้น
ส่วนความหมายที่สอง คือเป็นเรื่องราวของวัยรุ่นคนหนึ่งที่เวลานี้อายุใกล้จะถึง 70 ปีบริบูรณ์อยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวผมเอง
ผมทำรายการที่ว่านี้อยู่ 20 ตอน โดยมีคณะทำงานยกกองกันมาบันทึกเสียงผมที่บ้าน แต่ละตอนใช้เวลาประมาณ 30 นาที บันทึกเสียงแต่ละคราวผมทำรายการได้สองตอนก็หมดแรงแล้ว เพราะต้องใช้สมองคิดไประหว่างเวลาที่พูด นึกย้อนกลับไปหาอดีตนานหลายสิบปี ต้องพูดให้คนฟังสนุก ขณะเดียวกันก็ต้องพูดด้วยอัตราความเร็วที่กำลังพอดีและชัดถ้อยชัดคำ ท่านผู้ฟังจะได้สบายหู
หลังจากทำรายการไปได้ 20 ตอน เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วผมมีอาการป่วยด้วยกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท จึงต้องของดรายการไป
งดไปงดมา เลยงดมาถึงตอนนี้แหละครับ
แต่เรื่องที่ผมบันทึกเสียงไว้ 20 ตอนก็ยังย้อนฟังดูได้ทุกขณะ ผมเล่าอะไรไว้มากมายหลายเรื่อง เช่น เรื่องสยามสแควร์ซึ่งผมได้มองเห็นความเป็นไปของศูนย์การค้าแห่งนั้นตั้งแต่เขาเริ่มสร้างเริ่มปลูกกันเลยทีเดียว และก็ยังได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของบริเวณนั้นมาจนถึงปัจจุบัน
ลองหาฟังดูได้นะครับ
นอกจากรายการ Podcast ของผมเองซึ่งมีคนฟังบ้างไม่ฟังบ้างแล้ว รายการ Podcast ก็ยังมีอีกมากมายหลายรายการ และน่าชื่นใจที่รายการบางรายการเป็นรายการที่มีผู้คนติดตามฟังเป็นจำนวนมาก หนึ่งในรายการที่มีลักษณะอย่างว่านี้คือรายการ “ประวัติศาสตร์ 8 นาที” หรือ “8 Minute History” ของคุณวิทย์ สิทธิเวคิน หรือผู้ที่ใครต่อใครเรียกว่า เฮียวิทย์ เป็นรายการที่จัดทำโดยสื่อออนไลน์เครือเดอะสแตนดาร์ด
ไม่น่าเชื่อว่าเฮียวิทย์ทำรายการที่ว่านี้มาถึง 200 กว่าตอนแล้ว
ผมสอบสวนดูแล้วได้ความว่าชื่อรายการนั้นตั้งขึ้นโดยเจตนาจะชวนให้นึกถึงงานวิจัยเรื่องหนึ่งที่บอกว่าคนไทยอ่านหนังสือวันละไม่เกินแปดบรรทัด ทีนี้ถ้าไม่ใช่เรื่องอ่านหนังสือ แต่เป็นการฟังเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ซึ่งฟังดูก็เป็นยาขมหม้อใหญ่แล้ว เราจะอดรนทนฟังได้เกิน 8 นาทีหรือไม่
และเอาเข้าจริงแล้วรายการของเฮียวิทย์แต่ละตอน แต่ละตอน ล้วนมีความยาวเกิน 8 นาทีไปถึงไหนๆ และมีคนติดตามฟังมหาศาลเสียด้วย
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เดอะสแตนดาร์ดและเฮียวิทย์ ได้นำรายการ Podcast ที่ว่า มาอยู่บนเวทีสยามพิฆเนศแถวสยามสแควร์ เราจะเรียกกิจกรรมนี้ว่าเป็นทอล์กโชว์ก็พอได้ครับ โรงละครสยามพิฆเนศมีความจุประมาณ 1,000 คน เขาจัดเป็นสามรอบ ขายตั๋วออนไลน์ น่ามหัศจรรย์ใจมากที่ตั๋วทุกที่นั่งทุกรอบขายหมดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
รอบที่ผมมีโอกาสวาสนาได้ไปดูเป็นรอบที่สองของการแสดงจำนวนสามรอบ ความยาวทั้งหมด 2 ชั่วโมงครึ่งเต็มๆ การเดินเรื่องตลอดเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งมีเฮียวิทย์ ยืนโรงอยู่บนเวทีโดยตลอด มีบางช่วงสั้นๆ ที่มีคนมาแจมบ้างเพียงแค่สองช่วง ช่วงหนึ่งคือคุณเคน นครินทร์ เบอร์หนึ่งของเดอะสแตนดาร์ดเอง และอีกช่วงหนึ่งคือคุณเผย ภรรยาของเฮียวิทย์
แบบนี้เราก็ต้องยอมเขานะครับ เฮียวิทย์แกจะไปเถียงไปห้ามอะไรสองคนนี้ได้ ฮา!
ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง บางเรื่องผมได้ทบทวนความรู้ของตัวเอง บางเรื่องเป็นเรื่องใหม่ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน บางเรื่องเป็นเรื่องที่อาจจะเคยรู้มาบ้างแล้วลืมไปหมดแล้ว แต่เฮียวิทย์ได้นำประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้มาร้อยเรียงปะติดปะต่อกันจนเราสามารถเห็นความเชื่อมโยงของเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในโลกตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อนมาจนถึงยุคปัจจุบัน
ผมสรุปความในสมองของผมเองหลังจากฟังเฮียวิทย์เล่าอะไรต่อมิอะไรจบแล้วได้สาระว่า ไม่มีประเทศใดหรือประวัติศาสตร์ของประเทศใดอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยวโดยลำพัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง หนังสือที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เล่มในซีกโลกข้างหนึ่ง ล้วนส่งผลต่อโลกใบนี้ทั้งสิ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือในยุคที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นในโลก ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ เอาเพียงแค่เครื่องจักรไอน้ำที่เกิดขึ้นในยุโรป ในเวลาใกล้เคียงกันก็มีการขุดคลองสุเอซ เกิดมีเรือกลไฟขึ้น เพียงแค่นี้ทวีปยุโรปกับบ้านเราซึ่งอยู่ห่างไกลกันหนักหนาสาหัสก็อยู่ใกล้กันขึ้นมาทันตาเห็น
ปริมาณการค้าเพิ่มมากขึ้น มีคนตะวันตกเดินทางมาบ้านเรามากขึ้น และในที่สุดก็มีสัญญาเบาริ่งเกิดขึ้น ตามมาด้วยเรื่องการปฏิรูปสยาม และอื่นๆ อีกมากมาย
ผมนึกเองเออเองว่าถ้าครูสอนประวัติศาสตร์ในชั้นเรียนของเรา สามารถโยงและย่อโลกทั้งใบมาให้เราได้เห็นความสัมพันธ์สอดคล้องกันในทำนองนี้ การเรียนประวัติศาสตร์ก็จะสนุกสนานและทำให้นักเรียนได้รับสมองลองความคิดในเชิงวิเคราะห์มากขึ้นด้วย
ไม่ใช่เรียนเพียงเพื่อทรงจำเท่านั้น
ลองนึกดูอีกตัวอย่างหนึ่งไหมครับ เมื่อนักคิด เช่น มองเตสกิเออ รุสโซ วอลแตร์ หรือคาร์ล มาร์กซ์ เขียนหนังสือเล่มสำคัญของแต่ละคนขึ้น ใครเลยจะนึกว่าหนังสือประเภทนี้จะเขย่าโลกได้ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการปฏิวัติในประเทศฝรั่งเศส ทำให้เกิดประเทศสหรัฐอเมริกา และทำให้รัสเซียมีหน้าตาอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ และบางเล่มก็มีบทบาทต่อการเขียนรัฐธรรมนูญในประเทศไทยด้วย
ผมอยากจะหยอดทิ้งท้ายว่า น่าจะถึงเวลาแล้วที่การเรียนประวัติศาสตร์ของเรา จะต้องโยงเรื่องราวของเราเข้ากับเรื่องราวของโลก มิเช่นนั้นแล้วเราก็จะเผลอตัวนึกว่า เมืองไทยของเราทำอะไรก็ได้เพราะไม่เกี่ยวกับใคร โลกไม่เกี่ยวกับเรา และเราก็ไม่เกี่ยวกับโลก
ถ้าบ้านเราเป็นแผ่นดินที่ลอยคว้างอยู่กลางอวกาศ ความคิดแบบนั้นก็คงไม่มีใครว่าอะไร
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เมืองไทยของเราเป็นเช่นไร โปรดลองตรึกตรองดูเถิด
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
