bg-single

ประวัติศาสตร์สังคมซอยหวั่งหลีที่ถูกลืม (1) | ชาตรี ประกิตนนทการ

09.08.2023

พื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัดยานนาวา ตั้งแต่ริมน้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าเรือสาทรยาวมาจนถึงถนนเจริญกรุง (มองเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อยื่นอยู่บนสถานที่รถไฟฟ้าสะพานตากสิน) หลายคนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่คงไม่ทราบว่า พื้นที่นี้เคยเป็นพื้นที่ชุมชนที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์สังคมและการค้าของชาวจีนในกรุงเทพฯ รู้จักกันดีในชื่อ “ซอยหวั่งหลี”

แต่ด้วยแนวคิดการพัฒนาที่ดินที่ไม่สนใจประวัติศาสตร์สังคม อีกทั้งยังขาดวิสัยทัศน์ที่ดีเพียงพอของวัดยานนาวา (ในฐานะเจ้าของพื้นที่) ทำให้ในราวปี พ.ศ.2548-2549 วัดได้ตัดสินใจยกเลิกสัญญาเช่าของชุมชน และรื้อตึกแถวทั้งหมดลงจนในปี พ.ศ.2550 เพื่อเปิดทางให้กับโมเดลการพัฒนาพื้นที่เชิงธุรกิจเต็มรูปแบบจากนายทุนได้เข้ามาเช่าที่แทน

อย่างไรก็ตาม ด้วยอุปสรรคมากมายที่จะไม่ขอกล่าวในรายละเอียด ทำให้การพัฒนาในช่วงเวลากว่า 16 ปีที่ผ่านมา ทำไม่สำเร็จจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

สิ่งที่ทำสำเร็จมีเพียงอย่างเดียวคือ การเทพื้นคอนกรีตขนาดใหญ่ทิ้งไว้ โดยบางช่วงเวลาก็ใช้ประโยชน์เพียงเล็กน้อยในการเป็นที่จอดรถ

ภาพพื้นที่ที่เคยเป็นชุมชนซอยหวั่งหลี (พื้นที่ลานคอนกรีตด้านขวาของวัดยานนาวา)

ผมเองได้เคยเข้าไปมีส่วนร่วมเล็กๆ ในช่วงเวลาที่วัดตัดสินใจจะไล่รื้อชุมชน และมีโอกาสเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ของพื้นที่เอาไว้อยู่บ้าง ซึ่งทำให้มองเห็นแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากของพื้นที่

ทุกครั้งที่มีโอกาสขับรถผ่านก็อดเสียดายประวัติศาสตร์และความทรงจำมากมายที่ถูกทำให้หายไปพร้อมๆ กับการรื้อชุมชน และยิ่งหดหู่ขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้นๆ แต่สุดท้ายพื้นที่นี้ก็ไม่ได้ถูกนำไปพัฒนาอะไร

คงไม่เกินไปนักที่จะสรุปว่า การไล่รื้อชุมชนเมื่อ พ.ศ.2550 คือความล้มเหลว

แต่เมื่อเราไม่สามารถย้อนอดีตกลับไปได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือ การคิดไปข้างหน้าว่าพื้นที่นี้ควรจะทำอะไรต่อไป

 

ต้องยอมรับนะครับว่า ตัวที่ดินมีศักยภาพในการพัฒนาสูงมาก ทั้งตั้งอยู่กลางเมือง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ติดถนนเจริญกรุง และมีรถไฟฟ้าอยู่ใกล้เพียงแค่ไม่กี่ก้าวเดิน ซึ่งสามารถทำโครงการได้มากมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

ส่วนตัวผมไม่มีไอเดียอะไรนะครับ แต่สิ่งที่อยากจะนำเสนอในเบื้องต้นก่อนก็คือ ข้อมูลทางประวัติศาสตร์และความทรงจำของชุมชนที่ผมเคยได้ศึกษาเอาไว้ เผื่อว่าจะมีหน่วยงานไหนสักหน่วยงานเห็นถึงความสำคัญและนำข้อมูลเล็กๆ ชิ้นนี้ไปคิดต่อยอดเป็นโครงการที่ดีๆ ในอนาคต

ตั้งแต่แรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อรัชกาลที่ 1 มีแนวคิดสร้างพระบรมมหาราชวังขึ้น ณ บริเวณที่เป็นชุมชนชาวจีนแต่เดิม พระองค์จึงโปรดให้ย้ายชุมชนชาวจีนมาอยู่บริเวณย่านสำเพ็งแทน

โดยต่อมา เมื่อมีการตัดถนนเจริญกรุงใน พ.ศ.2405 ชาวจีน (รวมถึงชาวต่างชาติอื่นๆ) ก็ได้ขยายชุมชน การค้า และย่านพักอาศัย ทอดยาวขยายตัวต่อเนื่องออกไปตามริมสองฟากฝั่งถนนเจริญกรุง ขนานไปตามลำน้ำเจ้าพระยา จนทำให้ย่านสำเพ็งและเจริญกรุงกลายเป็นย่านเศรษฐกิจที่สำคัญ พื้นที่ระหว่างแม่น้ำกับถนนเจริญกรุง เต็มไปด้วยที่พักอาศัยชาวต่างชาติ ห้างร้าน โรงงาน โรงสี ท่าเรือ ฯลฯ

วัดยานนาวา เป็นวัดสำคัญหนึ่งที่ตั้งอยู่ในย่านนี้ โดยเป็นวัดโบราณมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง เดิมเรียกว่า “วัดคอกควาย”

ต่อมาในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “วัดคอกกระบือ”

พอล่วงมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์วัด และสร้างพระอุโบสถใหม่

สมัยรัชกาลที่ 3 วัดคอกกระบือทรุดโทรมลง พระองค์จึงโปรดให้บูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2387 มีการสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่พร้อมกับพระเจดีย์ขึ้นเป็นประธานของวัด

ภาพท่าเรือเมล์จีน บริเวณชุมชนซอยหวั่งหลี สมัยที่ยังคึกคักไปด้วยผู้คนและการค้า ท่าเรือแห่งนี้เป็นท่าเรือสำคัญที่ใช้ขนส่งสินค้าและเดินทางไปต่างประเทศ ในภาพเป็นบรรยากาศขณะรอเรือกำลังออกจากท่า สันนิษฐานว่าน่าจะถ่ายในช่วงประมาณปลายรัชกาลที่ 7 ถึงต้นรัชกาลที่ 8 (ภาพจากชาวบ้านในชุมชนซอยหวั่งหลี)

เจดีย์ของวัดยานนาวา มีแนวคิดในการสร้าวที่แปลกออกไปจากวัดอื่น โดยรัชกาลที่ 3 ทรงเห็นว่า การจะสร้างเป็นพระสถูปหรือพระปรางค์ก็มีอยู่ที่วัดอื่นมากอยู่แล้ว จึงทรงคิดต่อว่า แต่ก่อนมาเรือที่ใช้ไปมาค้าขายกับต่างประเทศใช้เรือสำเภาเป็นพื้น

แต่ในเวลานั้น (ในช่วงรัชกาลที่ 3) ได้เกิดต่อเรือกำปั่นใบอย่างฝรั่งใช้กันมากขึ้นทุกที ซึ่งพระองค์ทรงพยากรณ์ว่า เรือสำเภาคงจะสูญไปในไม่ช้า ดังนั้น จึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์ในวัดยานนาวาให้มีฐานเป็นสำเภาเท่าเรือสำเภาจริง เพื่อที่คนภายหน้าอยากจะเห็นสำเภาว่าเป็นอย่างไร จะได้มาดู

จากนั้นไม่นาน เพียงราว 30 ปีต่อมา ใน พ.ศ.2417 การค้าด้วยเรือสำเภาก็สิ้นสุดลงจริงๆ และถูกแทนที่ด้วยเรื่อกลไฟสมัยใหม่ โดยเรือสำเภาลำสุดท้ายมีชื่อว่า “บ้วนเฮง” ซึ่งเป็นเรือสำเภาของ “ตระกูลพิศาลบุตร” (อ้างถึงใน พรรณี บัวเล็ก, “สยาม” ในกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลง : ประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5, หน้า 100)

ซึ่งทำให้พระเจดีย์รูปเรือสำเภาวัดยานนาวากลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่ระลึกของการค้าสำเภาสยามตามที่รักาลที่ 3 ตั้งใจไว้จริงๆ

 

นอกจากตัววัดยานนาวาจะเป็นสัญลักษณ์ที่ระลึกการค้าสำเภาจีนแล้ว พื้นที่โดยรอบของวัดก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะพื้นที่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัด

ในปลายรัชกาลที่ 5 พื้นที่ตรงนี้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นท่าเรือที่สำคัญแห่งหนึ่ง รู้จักกันในชื่อว่า “ท่าเรือเมล์จีน” โดยที่พระครูพรหมจริยาจารย์ (ยิ้ม พุทธสโร) เจ้าอาวาสองค์ที่ 8 ได้ทำการย้ายกุฏิสงฆ์ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศวันตกเฉียงเหนือของวัดออกไป

และให้ “บริษัทเรือเมล์จีนสยามทุนจำกัด” เช่าพื้นที่ดังกล่าวทำเป็นท่าเรือเมล์ ใน พ.ศ.2453

การตั้งท่าเรือเริ่มขึ้นใน พ.ศ.2451 กลุ่มพ่อค้าชาวจีนได้รวมตัวกันจัดตั้งบริษัทเดินเรือขึ้นเอง ใช้ชื่อว่า “บริษัทเรือเมล์จีนสยามทุนจำกัด” (The Chino-Siam Steam Navigation Ltd) ซึ่งมีสาเหตุมาจาก ความเดือดร้อนจากการถูกผูกขาดธุรกิจการเดินเรือขนส่งสินค้าไปยังสิงค์โปร์โดยบริษัทสัญชาติเยอรมัน ชื่อ บริษัทเยอรมันลอยด์ (อ้างถึงในวิทยานิพนธ์ของ พจนา เหลืองอรุณ เรื่อง การเดินเรือพาณิชย์กับเศรษฐกิจไทย พ.ศ.2398-2468, หน้า 103)

จุดประสงค์ของบริษัทเรือเมล์คือ เพื่อรับเดินเรือขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างกรุงเทพฯ-สิงคโปร์-ฮ่องกง-ซัวเถา และไฮเค้า และเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวตะวันตกปิดประตูการค้าเหมือนอย่างในอดีต

ซึ่งท่าเรือสำคัญที่ใช้ในการเดินเรือของบริษัทเรือเมล์จีนสยามทุนจำกัดก็คือ ท่าเรือบริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดยานนาวา

หรือที่รู้จักกันในเวลาต่อมาว่า “ซอยหวั่งหลี”

 

ชาวบ้านเก่าแก่ในชุมชนเล่าว่า ท่าเรือแห่งนี้ดั้งเดิมมีชื่อว่า “ฮั่วเสียม” แปลว่า “สยามรุ่งเรือง” ต่อมาหลังจากที่มีการตั้งบริษัทเรือเมล์จีนสยามทุนจำกัดแล้ว ท่าเรือแห่งนี้จึงถูกเรียกว่า “ท่าเรือเมล์จีน” นอกจากนี้ยังเล่ากันสืบมาว่า คนจีนโพ้นทะเลเกือบทุกคนที่เดินทางอพยพมาจากเมืองจีนจะมาขึ้นที่ท่าเรือแห่งนี้

ผลประโยชน์จากการให้เช่าทำเป็นท่าเรือถูกนำมาสร้างเป็อาคารไม้ชั้นเดียว ยาวตั้งแต่ปากซอยถนนเจริญกรุง 52 ส่วนพื้นที่ระหว่างแถวอาคารไม้ยาวไปจนถึงท่าเรือเมล์จีนนั้น เป็นพื้นที่ป่าช้าของวัดยานนาวา ซึ่งต่อมา บริษัท เรือเมล์จีนสยามทุน จำกัด ได้สร้างศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์ให้ทางวัด 3 หลังในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเป็นการตอบแทนวัดยานนาวาที่ได้ขอพระบรมราชานุญาตให้บริษัทสามารถเช่าที่ธรณีสงฆ์ได้

อย่างไรก็ตาม บริษัทเรือเมล์ดำเนินกิจการต่อมาได้ไม่กี่ปีก็ประสบปัญหาการขาดทุนและในที่สุดก็ถูกขายให้กับบริษัทที่กวางตุ้ง และในปี พ.ศ.2456 ก็เลิกล้มกิจการท่าเรือเมล์ในที่สุด

ล่วงมาจน พ.ศ.2466 วัดยานนาวาได้ทำการสร้างเขื่อนหน้าวัด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วรื้อกุฏิสงฆ์ร่วมถึงศาลาการเปรียญลง ในคราวนี้เองวัดได้ให้ นายแยมปักเลือก (YAM PAK RUK) มาเช่าที่ท่าเรือเมล์จีนเดิมที่ร้างอยู่ มาทำเป็นท่าเรือเมล์ขนส่งสินค้า

เรื่องเล่าในชุมชนกล่าวว่า นายแยมปักเลือกได้นำเงินค่าเช่ามาทำการรื้ออาคารไม้ชั้นเดียวลง และสร้างเป็นตึกแถวก่ออิฐฉาบปูนสองชั้นให้เช่าแทน เมื่อประมาณ พ.ศ.2469-2470 ซึ่งตึกแถวชุดดังกล่าว ชุมชนเชื่อว่าคือตึกแถวที่ปรากฏอยู่มาจนถึง พ.ศ.2550 ก่อนที่จะถูกรื้อไปโดยวัดยานนาวา

อย่างไรก็ตาม จากแผนที่ พ.ศ.2475 แสดงให้เราเห็นว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 2470 นั้น ในที่ดินผืนนี้ยังไม่มีตึกแถวสองชั้นดังกล่าว เกือบทั้งหมดของสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่คืออาคารไม้

และปรากฏอาคารไม้ที่สำคัญหลังหนึ่งริมถนนเจริญกรุง คือ “โรงหนังฮ่องกง”

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เปิดโผรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568” “ผีใช้ได้ค่ะ” ท็อปฟอร์มเข้าชิงสูงสุด 15 รางวัล
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (185)
ครุฑยุดนาค ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23)
เชลยศึกสงครามลาว (40)
พฤษภาเลือด เสียงปืน จาก บ่อนไก่ สวนลุม เสียงปืน ที่ราชปรารภ ดินแดง
ศรีเทพไม่ได้เป็นแค่ ‘เมืองโบราณ’ อาจเป็นกุญแจเปลี่ยนวิธีมอง ประวัติศาสตร์ไทยทั้งระบบ
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (184)
E-DUANG | เมื่อเบื้องหน้า ไชยชนก ยศชนัน ปรากฏ เงาร่าง รักชนก ศรีนอก
ดร.มัลลิกา นำทีม Dr.Mallika Skincare ฝึกซ้อมกู้ภัยและดับเพลิงประจำปี ยกระดับความปลอดภัยองค์กร รับมือเหตุฉุกเฉินอย่างมืออาชีพ
“ในหลวง-ราชินี” พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ “ปลัดกระทรวงมหาดไทย” นำคณะเข้าเฝ้าฯ
รมว.กลาโหม เชิญข่าวสดหารือแนวทางเสนอข่าวด้านความมั่นคง ไม่ให้เกิดผลกระทบในนาคต ชี้กรณีแผนที่ทหารไม่มีเจตนาร้าย ที่ผ่านมาข่าวสดและกองทัพประสานข้อมูลกันดีมาตลอด