วางบิล เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ / สู่ร่มกาสาวพัสตร์ ความรักของจงจิต

วางบิล/เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์
สู่ร่มกาสาวพัสตร์ ความรักของจงจิต
“ว่าไปแล้ว คุณกับฉัน ใครคิดบ้างว่าเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้น ไม่มีใครรู้ถึงความสัมพันธ์ของเรามากไปกว่าเราสองคน เมยเองไม่คิดมาก่อนว่าเหตุการณ์จะแปรเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้ แม้เคยวิตกบ้างก็ตาม
คุณเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งผู้คอยให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษาหารือ เป็นผู้ช่วยแก้ปัญหา เป็นผู้ทำให้ชีวิตฉันมีความหวังและมีคุณค่าขึ้นมาก
ความคิดของคุณเป็นความคิดของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาความรักและชีวิต คุณสามารถแก้ไขและผ่อนคลายความตึงเครียดได้เป็นอย่างดี คุณเองกลับทำตัวเป็นเด็ก ซึ่งคุณเคยบอกกับเมยว่า คุณไม่ต้องการเป็นผู้ใหญ่ แต่คุณไม่ได้อธิบายเหตุผล และฉันเองไม่อยากรู้ จึงไม่ได้ถามถึงเหตุผล
ฉันออกจะโกรธตัวเองเหมือนกันที่ทำกับคุณอย่างนี้ ทั้งที่คุณไม่รู้เรื่องด้วย ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก ทุกสิ่งทุกอย่างเมยเป็นผู้ทำขึ้นเองทั้งนั้น
จะทำอย่างไรได้ ในภาวะที่ฉันเกิดวิกฤตการณ์ทางใจ มีคุณเพียงคนเดียวที่ทำให้ฉันรอดพ้นจากสภาพคนที่จมปลักในความทุกข์แสนเข็ญ
แล้วในที่สุด ฉันกลับเป็นผู้ทำลายทุกสิ่งลงเอง ถึงกระนั้น ฉันเองเวลานี้มิใช่จะมีความคิดอิสระในเรื่องของชีวิต ความผิดพลาดครั้งนั้นทำให้ฉันต้องยอมจำนนกับพ่อแม่ ไม่อาจขัดขืนได้
เมยเคยตามใจตัวเองอย่างมหาศาล ถึงขนาดนั้น มาครั้งหนึ่ง ผลที่สุดก็พังลงอย่างไม่เป็นท่า ทำให้ต้องมาอยู่ที่นี่ อยู่ในสภาพอย่างนี้
ความคิดนี้อาจจะล้าสมัย แต่จะทำอย่างไรได้ ใจฉันไม่แข็งพอที่จะขัดขืนกับพ่อแม่ต่อไปได้ และฉันก็ไม่ต้องการที่จะเห็นท่านต้องเจ็บช้ำเพราะฉันอีก
คุณเป็นคนดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยรู้จักและรัก แต่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอให้เห็นใจเมยในเรื่องนี้เถิด
เมยบอกคุณตามตรงว่า ยังรักคุณ รักจริงๆ อย่างที่รับรักกับคุณเมื่อคุณเอ่ยปากบอกรัก
แต่ฉันต้องทำให้คุณเสียใจอย่างรุนแรง
เดี๋ยวนี้ฉันบอกคุณได้อย่างหนึ่งว่า ความรักที่มีกับคุณจะไม่มีใครได้ไปอีก
ฉันทำทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วฉันทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะกับคุณ
อภัยให้ฉันด้วยเถิด ยกโทษให้ฉันด้วยเถิด คุณคะ… ฉันต้องกราบขอโทษสักพันครั้งสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
แน่ละ เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น คุณมักจะบอกว่า ไม่เป็นไร ไม่มีปัญหา คุณอยู่ได้
แต่ฉันรู้ว่าใจของคุณนั้นแหลกลาญเพียงใด ฉันรู้ว่าคุณรักเมยด้วยบริสุทธิ์ใจตั้งแต่แรกเมื่อเรารู้จักกัน และยิ่งกระชับมั่นขึ้น แต่…
หลังจากคุณลาสึกแล้ว หวังว่าเราคงจะเป็นเพื่อนที่รักกันที่สุด และไม่มีเรื่องชู้สาวมาเกี่ยวข้อง ทั้งคงเป็นคนที่เข้าใจซึ่งกันและกันมากที่สุด ซึ่งฉันว่าเป็นสิ่งที่หายากที่สุดในสังคมยุคปัจจุบัน
เมื่อฉันประสบปัญหานี้ ฉันเข้าหาภูเขา หาสีเขียว ส่วนคุณมีสติสามารถประคองใจได้ กลับเข้าหาสีเหลือง เมยขออนุโมทนา แต่คงไม่ไปงานบวชคุณแน่ เหตุผลธรรมดาคือ ไม่ไว้ใจตัวเอง และคงไม่กล้ามองหน้าคุณ กลัวคุณจะไม่สบายใจระหว่างพิธีบวช เอาไว้มีเวลาจะไปกราบขออโหสิที่วัดเอง
รัก
จงจิต
ป.ล. ครูใหญ่กับเมีย และเพื่อนครูบ่นเสียดายที่ไม่ได้ร่วมงานบวชคุณ ฝากต่อว่าที่คุณบอกกะทันหันจนตั้งตัวไม่ทัน เขาจะหาเวลามาเยี่ยมคุณเหมือนกัน คงเป็นระยะปีใหม่ โรงเรียนหยุดติดต่อกันหลายวัน
ป.ล. (อีกครั้ง) คุณรู้ไหมว่ากว่าเมยจะเขียนจดหมายฉบับนี้จบ ต้องเสียน้ำตาไปเท่าไหร่ ร้องไห้จนตาบวม ดีเหมือนกัน ต่อไปฉันจะไม่มีน้ำตาให้กับใครอีกแล้ว
เมย
พระปานจบจดหมายลงด้วยใจสงบนิ่ง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเขากับจงจิต น่าจะเป็นเพราะได้รับจดหมายระหว่างห่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้วก็ได้ จดหมายคงมาถึงระหว่างพิธีบวช หากได้รับก่อนบวช ยังไม่รู้เหมือนกันว่า จิตใจจะเป็นเช่นไร
พระปานบรรจงพับจดหมายกลับเข้าซองตามเดิม คิดหาที่เก็บจดหมายโดยไม่มีใครมารบกวน ที่สุดก็เก็บไว้ในซองกระเป๋าในย่ามรวมกับสิ่งของบางอย่างที่จงจิตให้ไว้เป็นที่ระลึกตั้งแต่เมื่อแรกติดต่อกัน
หยิบนาฬิกาพกจากในย่ามออกมาดูเวลา ยังไม่หกโมงเย็น รู้สึกเพลียและง่วงขึ้นมากะทันหัน ดึงหมอนเข้าหาตัวแล้วเอนกายลงนอนหลับไปในไม่นานนั้น
รู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงเณรพจน์มาเรียกปลุกให้ไปพบท่านเจ้าคุณใหญ่ ลุกขึ้นครองผ้าจีวรทุลักทุเล เณรพจน์มาช่วยจัดให้เข้าที่เข้าทาง
ท่านเจ้าคุณพระอุปัชฌาย์รับพานดอกไม้ธูปเทียนแพ และน้ำล้างปากแล้วถ่ายลงในถ้วยใหญ่ข้างตัว หยิบกระทงดอกไม้ไปวางไว้ข้างๆ
“คุณเป็นพระแล้ว การที่คุณนำดอกไม้ธูปเทียนกับน้ำล้างปากเพื่อมารับฟังอบรมอนุศาสน์ ถือเป็นการรับภาระปรนนิบัติรับใช้อุปัชฌายาจารย์อย่างหนึ่ง” ท่านเจ้าคุณใหญ่กล่าวเสียงไม่ดังไม่ค่อย ร่างท่อนบนห่มจีวรอย่างหลวมๆ เอนกายกับหมอนอิง ดัดนิ้วมือไปมา พระปานนั่งพับเพียบตรงหน้า พนมมือ ตั้งใจรับฟัง
“วันต่อไป คุณไม่จำเป็นต้องมาก็ได้ กุฏิอุปัชฌาย์ไกลจากกุฏิคุณ ที่นี่มีพระเณรเด็กเล็กคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่แล้ว การที่คุณรักษาศีลหมั่นปฏิบัติธรรม ทำความสะอาดบริเวณที่พัก บริเวณวัด เท่ากับรับใช้ปรนนิบัติอุปัชฌาย์เหมือนกัน” ท่านขยับตัวขึ้น รินน้ำชาจากป้านชาลงในถ้วยลายคราม ยกขึ้นจิบ ทำเสียงไล่เสมหะในคอ มืออีกข้างหยิบหมากพลูเข้าปาก พร้อมยาเส้น จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า
“วันนี้บอกอนุศาสน์พระบวชใหม่ไปแล้วเมื่อพิธีบวชเสร็จ เป็นภาษาบาลี ตอนนี้จะมาทวนให้ฟังอีกครั้ง เป็นการอธิบายให้เข้าใจจะได้ไม่ไปทำอะไรผิด เพราะบางอย่างทำแล้วขาดจากความเป็นพระ…”
