bg-single

‘ไล่น้ำ-ส่งน้ำ’ ให้น้ำลด

18.10.2026

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

“เดือนสิบเอ็ด น้ำนอง” หมายถึงเดือน 11 (จันทรคติ) ตรงกับปฏิทินสากลราวกันยายน-ตุลาคม มีฝนตกต่อเนื่อง และมีน้ำหลากจากที่สูงลงที่ราบลุ่ม แล้วท่วมข้าวในนาที่กำลังตั้งรวงอร่าม

น้ำนองท่วมข้าวในนา ถ้านานไปจะส่งผลให้ข้าวออกรวงเน่าตายในน้ำท่วมนั้น

ชาวนาดั้งเดิมนับถือศาสนาผี มีความเชื่อว่าน้ำมีแหล่งอยู่เป็นที่ทางโดยเฉพาะเรียก “บาดาล” ซึ่งมีพญานาคเป็นเจ้าบาดาลดูแลอยู่ใต้พิภพ (ใต้ดิน)

ดังนั้น ชาวนาเชื่ออีกว่า ถ้าจะให้น้ำท่วมลดลงหรือหมดไปต้องไล่น้ำหรือส่งน้ำลงบาดาลด้วยพิธีกรรมเกี่ยวข้องการคุ้ยควักน้ำให้ไหลลงเร็วๆ ได้แก่ ลอยเรือ, แข่งเรือ, ไล่น้ำ, ส่งน้ำ ฯลฯ

ทางลงบาดาลต้องมีรูซึ่งเรียก “รูนาค” (หมายถึงทางขึ้นลงบาดาลของพญานาค) ชาวบ้านดั้งเดิม (ก่อนอโยธยา-อยุธยา) สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อว่ารูนาคอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบางขดาน เพราะมีน้ำวนกลางแม่น้ำอยู่บริเวณนั้น

ดังนั้น ชาวนาสมัยดั้งเดิมจึงลงเรือคุ้ยควักน้ำด้วยพายและถ่อไปทำพิธีบริเวณรูนาคกลางแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางขดาน (ปัจจุบันเชื่อว่าบริเวณบางปะอิน)

พิธีกรรมที่ทำตรงรูนาคคือเห่กล่อมและ “สู่ขวัญ” ด้วยการวิงวอนร้องขอต่อน้ำทั้งหลายให้ไหลไปเร็วๆ ลงรูนาค เมื่อน้ำลด ชาวนาจะได้ลงนาเกี่ยวข้าวมีอาหารเลี้ยงชีวิต

[พิธีสู่ขวัญด้วยการเห่กล่อมตรงนี้เองที่ถูกพัฒนาเป็น “เห่เรือ” ทุกวันนี้]

ไล่เรือด้วยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคกระบวนใหญ่สุด (เต็มสำรับ) ของกรุงศรีอยุธยา ในพิธีกรรมเกี่ยวกับน้ำและดินเป็นประจำทุกปี เพื่อขอให้ไพร่บ้านพลเมืองอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร โดยไม่พบหลักฐานการเห่เรือขณะขบวนเรือเคลื่อนไป
[ภาพพิมพ์โดยนักทำแผนที่ชาวฮอลันดา พ.ศ.2262 ตรงกับแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ จากห้องสมุดส่วนบุคคล ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช พิมพ์ในหนังสือ กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง สำนักพิมพ์มติชน 2549]

“ไล่เรือ” ไปบางปะอิน

พิธีกรรมของชาวนาถูกราชสำนักอยุธยาพัฒนาเป็นพระราชพิธี พบในเอกสารโบราณ สรุปดังนี้

ขบวนเรือของกษัตริย์อยุธยาจากเกาะเมืองอยุธยา ล่องลงไปบางปะอิน ทำพิธีให้น้ำลดด้วยการเห่กล่อมขอน้ำไหลลงตาน้ำส่งกลับบาดาลเพื่อชาวนาเก็บเกี่ยว (ไม่มีเห่เรือ)

เมื่อทำพิธีทุกอย่างแล้วน้ำไม่ลด พระเจ้าแผ่นดินเสด็จลงเรือไปกลางน้ำ ถือพระแสงดาบฟันน้ำเพื่อบงการให้น้ำลด (เป็นคำบอกเล่าในคำให้การ แต่ไม่พบหลักฐานว่ามีจริง)

พิธีกรรม ได้แก่ ทำขวัญ และเห่กล่อมบริเวณ “ดินสะดือ” คือ ตาน้ำ หรือซัม, ซำ อยู่บางขดาน (บางปะอิน) คนแต่ก่อนเชื่อว่าเป็น “รูนาค” หมายถึงทางขึ้น-ลงของพญานาคซึ่งสถิตอยู่ใต้ดิน เรียกบาดาล

ทำขวัญ โดย “หมอพราหมณ์” (คือหมอขวัญที่บวชพราหมณ์) เริ่มต้นทำพิธีก่อนมีพิธีอื่นๆ ส่วนเห่กล่อม คือวิงวอนร้องขอให้ผีดินผีน้ำผีธรรมชาติไล่น้ำไหลลงบาดาลผ่านดินสะดือ คือรูนาค (เห่กล่อม ไม่ใช่เห่เรือ) ทั้งนี้ มาจากความเชื่อว่าน้ำทั้งหมดมีที่อยู่คือบาดาลของพญานาค ซึ่งอยู่ใต้ดิน และมีทางขึ้นลงคือดินสะดือ

ไม่มีเห่เรือในขบวนพยุหยาตรา พระราชพิธีเสด็จทางชลมารคไปทอดกฐิน, แข่งเรือ, ลอยโคม สมัยอยุธยา ถ้าจะเกี่ยวข้องเห่เรือบ้างแม้จะไม่กล่าวถึงโดยตรง แต่ชวนให้เชื่อได้ว่ามีพิธีขับลำนำเป็นทำนองวิงวอนร้องขอ เช่น ขอขมาดินและน้ำ ฯลฯ ก็จะมีในพิธีบริเวณ ต.บางขดาน

เพราะบริเวณนี้เป็น “ดินสะดือ” หมายถึงมีน้ำวนเป็นเกลียวลึกลงไป ถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำ เป็นทางลงบาดาลของนาค ต้องทำพิธีกรรมเห่กล่อมวิงวอนร้องขอต่อ “ผี” คือนาคที่บันดาลให้เกิดน้ำ

นี่เองเป็นที่มาของ “เห่เรือ” เพื่อไล่น้ำหรือวิงวอนร้องขอให้น้ำลดลงเร็วๆ เห่กล่อมขณะเรือจอดอยู่กลางน้ำตรงบริเวณที่เรียก “ดินสะดือ” ไม่ใช่พายเรือแล้วเห่เรือ

แผนที่แสดงเส้นทางไล่เรือบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาจากเกาะเมืองอยุธยา ลงทิศใต้ไปทำพิธีที่บางปะอิน

เจ้าฟ้ากุ้ง ไม่มีเห่เรือ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (กุ้ง) ทรงพรรณนาประเพณีพิธีกรรม 12 เดือน เมื่อถึงเดือน 12 มีแต่ลอยโคม ไม่มีเห่เรือ ดังนี้

๏ เดือนสิบสองถ่องแถวโคม แสงสว่างโพยมโสมนัสสา

เรืองรุ่งกรุงอยุธยา วันทาแล้วแก้วไป่เห็น

๏ กติกมาสถ้อง แถวโคม

แสงสว่างแลลอยโพยม ผ่องแผ้ว

อยุธยาเปรียบแสงโสม ใสส่อง

ชมชื่นวันทาแล้ว นิ่มน้องฤๅเห็น

แม้พระนิพนธ์กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งก็ไม่พบหลักฐานว่าเคยใช้เห่เรือในยุคของพระองค์หรือยุคต่อมา

ฉะนั้น น่าจะเป็นพระนิพนธ์กาพย์กลอนสังวาสที่ใช้ลีลาเห่เรือจริงๆ ของราษฎรยุคนั้นมาแต่งเลียนแบบตามที่ทรงพระนิพนธ์ว่า “ร้องโห่เห่โอ้เห่มา” สอดคล้องกับยุคพระเจ้าบรมโกศนี้ โน้มหาธรรมชาติและความเป็นเสรีมากที่สุด มีตัวอย่างจำนวนมากในพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุ้ง (ได้แก่ นิราศธารโศก)

ในคำให้การขุนหลวงหาวัด พรรณนาถึงกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคก็ไม่มีเห่เรือ

ทอดกฐินทางเรือ ไม่มีเห่เรือ จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ของบาทหลวงตาชาร์ด (นายสันต์ ท. โกมลบุตร แปล กรมศิลปากรพิมพ์ พ.ศ.2517 หน้า 67-71, 92-93) พรรณนาอย่างละเอียดว่า พระนารายณ์เสด็จทางชลมารคทอดกฐิน โดยมีแข่งเรือ และลอยโคม แต่ไม่มีเห่เรือ

บางปะอิน อำนาจท้องถิ่น พระเอกาทศรถเสด็จไล่เรือถึงบางขดาน มีคำบอกเล่าว่าธิดาตระกูลขุนนางบางขดานเป็นชายาพระเอกาทศรถ มีโอรสเป็นพระอินทราชา ต่อมาคือ พระเจ้าทรงธรรม

บริเวณบางขดานถูกเรียก บางพระอินทราชา (ตามนามเดิมของพระเจ้าทรงธรรม) นานเข้าก็กร่อนเป็น บางปะอิน

1. บิดาพระเจ้าปราสาททองเป็นตระกูลขุนนางมีอำนาจอยู่บางขดาน (มารดาอยู่ย่านวัดไชยวัฒนาราม) และเป็นพี่ชายมารดาของพระเจ้าทรงธรรม

2. พระเจ้าทรงธรรมกับพระเจ้าปราสาททองเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน มีบรรพชนตระกูลขุนนางอิทธิพลอยู่บางขดานที่ได้ชื่อบางปะอิน

3. พระเจ้าปราสาททองเริ่มรับราชการเป็น “กลาโหม” ต่อมาทำ “อุบายมารยาทางการเมือง” แล้วยึดอำนาจได้เสวยราชย์อยุธยา

4. จากนั้นสถาปนาความสำคัญบางปะอินในฐานะ “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” (คือดินสะดือ หรือบางขดาน) และย่านบรรพชน 2 กษัตริย์

5. สมัยหลังต่อมาบริเวณ “ดินสะดือ” ทำเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ แล้วปลูกสร้างพระที่นั่งกลางสระน้ำและสร้างวัดชุมพลนิกายาราม มีเจดีย์ย่อมุม (ไม้สิบสอง) 2 องค์ โบสถ์หันหน้าทางตะวันออก (เข้าหาคลองบ้านเลน บริเวณบางขดาน)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กรุงเทพเนทีฟ แบบฉบับทรงวาด
คุยกับทูต | หลุยซา ราเกอร์ หวนคืนไทย…เปิดบทใหม่ไทย – อียู (จบ)
UNABOMBER | ‘พัสดุอันตราย’
‘เสือดาว, หมาไน, ผีเสื้อ’
Smoking Behind Supermarket with You : เรื่องโรแมนติกของควันบุหรี่
‘ไล่น้ำ-ส่งน้ำ’ ให้น้ำลด
บันเทิงที่”สั่นไหว” | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | การเมือง ที่ สร้างสรรค์ การเมือง ที่ อัปลักษณ์
เหรียญรุ่นพิเศษ 82 ปี หลวงพ่อจ้อย วัดวังเดื่อ อีกพระเกจิดังปากน้ำโพ
แผนรับมือน้ำ ‘ไทย-เทศ’ (1)
Mazda CX-6e เอสยูวีไฟฟ้า สวยสะกดกับราคาสุดเร้าใจ
‘ยาม่วง’ หรือ ‘ยาเจนเชียน’ และดอกหลงต่าน