| สุจิตต์ วงษ์เทศ
“เดือนสิบเอ็ด น้ำนอง” หมายถึงเดือน 11 (จันทรคติ) ตรงกับปฏิทินสากลราวกันยายน-ตุลาคม มีฝนตกต่อเนื่อง และมีน้ำหลากจากที่สูงลงที่ราบลุ่ม แล้วท่วมข้าวในนาที่กำลังตั้งรวงอร่าม
น้ำนองท่วมข้าวในนา ถ้านานไปจะส่งผลให้ข้าวออกรวงเน่าตายในน้ำท่วมนั้น
ชาวนาดั้งเดิมนับถือศาสนาผี มีความเชื่อว่าน้ำมีแหล่งอยู่เป็นที่ทางโดยเฉพาะเรียก “บาดาล” ซึ่งมีพญานาคเป็นเจ้าบาดาลดูแลอยู่ใต้พิภพ (ใต้ดิน)
ดังนั้น ชาวนาเชื่ออีกว่า ถ้าจะให้น้ำท่วมลดลงหรือหมดไปต้องไล่น้ำหรือส่งน้ำลงบาดาลด้วยพิธีกรรมเกี่ยวข้องการคุ้ยควักน้ำให้ไหลลงเร็วๆ ได้แก่ ลอยเรือ, แข่งเรือ, ไล่น้ำ, ส่งน้ำ ฯลฯ
ทางลงบาดาลต้องมีรูซึ่งเรียก “รูนาค” (หมายถึงทางขึ้นลงบาดาลของพญานาค) ชาวบ้านดั้งเดิม (ก่อนอโยธยา-อยุธยา) สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อว่ารูนาคอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบางขดาน เพราะมีน้ำวนกลางแม่น้ำอยู่บริเวณนั้น
ดังนั้น ชาวนาสมัยดั้งเดิมจึงลงเรือคุ้ยควักน้ำด้วยพายและถ่อไปทำพิธีบริเวณรูนาคกลางแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางขดาน (ปัจจุบันเชื่อว่าบริเวณบางปะอิน)
พิธีกรรมที่ทำตรงรูนาคคือเห่กล่อมและ “สู่ขวัญ” ด้วยการวิงวอนร้องขอต่อน้ำทั้งหลายให้ไหลไปเร็วๆ ลงรูนาค เมื่อน้ำลด ชาวนาจะได้ลงนาเกี่ยวข้าวมีอาหารเลี้ยงชีวิต
[พิธีสู่ขวัญด้วยการเห่กล่อมตรงนี้เองที่ถูกพัฒนาเป็น “เห่เรือ” ทุกวันนี้]

[ภาพพิมพ์โดยนักทำแผนที่ชาวฮอลันดา พ.ศ.2262 ตรงกับแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ จากห้องสมุดส่วนบุคคล ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช พิมพ์ในหนังสือ กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง สำนักพิมพ์มติชน 2549]
“ไล่เรือ” ไปบางปะอิน
พิธีกรรมของชาวนาถูกราชสำนักอยุธยาพัฒนาเป็นพระราชพิธี พบในเอกสารโบราณ สรุปดังนี้
ขบวนเรือของกษัตริย์อยุธยาจากเกาะเมืองอยุธยา ล่องลงไปบางปะอิน ทำพิธีให้น้ำลดด้วยการเห่กล่อมขอน้ำไหลลงตาน้ำส่งกลับบาดาลเพื่อชาวนาเก็บเกี่ยว (ไม่มีเห่เรือ)
เมื่อทำพิธีทุกอย่างแล้วน้ำไม่ลด พระเจ้าแผ่นดินเสด็จลงเรือไปกลางน้ำ ถือพระแสงดาบฟันน้ำเพื่อบงการให้น้ำลด (เป็นคำบอกเล่าในคำให้การ แต่ไม่พบหลักฐานว่ามีจริง)
พิธีกรรม ได้แก่ ทำขวัญ และเห่กล่อมบริเวณ “ดินสะดือ” คือ ตาน้ำ หรือซัม, ซำ อยู่บางขดาน (บางปะอิน) คนแต่ก่อนเชื่อว่าเป็น “รูนาค” หมายถึงทางขึ้น-ลงของพญานาคซึ่งสถิตอยู่ใต้ดิน เรียกบาดาล
ทำขวัญ โดย “หมอพราหมณ์” (คือหมอขวัญที่บวชพราหมณ์) เริ่มต้นทำพิธีก่อนมีพิธีอื่นๆ ส่วนเห่กล่อม คือวิงวอนร้องขอให้ผีดินผีน้ำผีธรรมชาติไล่น้ำไหลลงบาดาลผ่านดินสะดือ คือรูนาค (เห่กล่อม ไม่ใช่เห่เรือ) ทั้งนี้ มาจากความเชื่อว่าน้ำทั้งหมดมีที่อยู่คือบาดาลของพญานาค ซึ่งอยู่ใต้ดิน และมีทางขึ้นลงคือดินสะดือ
ไม่มีเห่เรือในขบวนพยุหยาตรา พระราชพิธีเสด็จทางชลมารคไปทอดกฐิน, แข่งเรือ, ลอยโคม สมัยอยุธยา ถ้าจะเกี่ยวข้องเห่เรือบ้างแม้จะไม่กล่าวถึงโดยตรง แต่ชวนให้เชื่อได้ว่ามีพิธีขับลำนำเป็นทำนองวิงวอนร้องขอ เช่น ขอขมาดินและน้ำ ฯลฯ ก็จะมีในพิธีบริเวณ ต.บางขดาน
เพราะบริเวณนี้เป็น “ดินสะดือ” หมายถึงมีน้ำวนเป็นเกลียวลึกลงไป ถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำ เป็นทางลงบาดาลของนาค ต้องทำพิธีกรรมเห่กล่อมวิงวอนร้องขอต่อ “ผี” คือนาคที่บันดาลให้เกิดน้ำ
นี่เองเป็นที่มาของ “เห่เรือ” เพื่อไล่น้ำหรือวิงวอนร้องขอให้น้ำลดลงเร็วๆ เห่กล่อมขณะเรือจอดอยู่กลางน้ำตรงบริเวณที่เรียก “ดินสะดือ” ไม่ใช่พายเรือแล้วเห่เรือ

เจ้าฟ้ากุ้ง ไม่มีเห่เรือ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (กุ้ง) ทรงพรรณนาประเพณีพิธีกรรม 12 เดือน เมื่อถึงเดือน 12 มีแต่ลอยโคม ไม่มีเห่เรือ ดังนี้
๏ เดือนสิบสองถ่องแถวโคม แสงสว่างโพยมโสมนัสสา
เรืองรุ่งกรุงอยุธยา วันทาแล้วแก้วไป่เห็น
๏ กติกมาสถ้อง แถวโคม
แสงสว่างแลลอยโพยม ผ่องแผ้ว
อยุธยาเปรียบแสงโสม ใสส่อง
ชมชื่นวันทาแล้ว นิ่มน้องฤๅเห็น
แม้พระนิพนธ์กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งก็ไม่พบหลักฐานว่าเคยใช้เห่เรือในยุคของพระองค์หรือยุคต่อมา
ฉะนั้น น่าจะเป็นพระนิพนธ์กาพย์กลอนสังวาสที่ใช้ลีลาเห่เรือจริงๆ ของราษฎรยุคนั้นมาแต่งเลียนแบบตามที่ทรงพระนิพนธ์ว่า “ร้องโห่เห่โอ้เห่มา” สอดคล้องกับยุคพระเจ้าบรมโกศนี้ โน้มหาธรรมชาติและความเป็นเสรีมากที่สุด มีตัวอย่างจำนวนมากในพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุ้ง (ได้แก่ นิราศธารโศก)
ในคำให้การขุนหลวงหาวัด พรรณนาถึงกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคก็ไม่มีเห่เรือ
ทอดกฐินทางเรือ ไม่มีเห่เรือ จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ของบาทหลวงตาชาร์ด (นายสันต์ ท. โกมลบุตร แปล กรมศิลปากรพิมพ์ พ.ศ.2517 หน้า 67-71, 92-93) พรรณนาอย่างละเอียดว่า พระนารายณ์เสด็จทางชลมารคทอดกฐิน โดยมีแข่งเรือ และลอยโคม แต่ไม่มีเห่เรือ
บางปะอิน อำนาจท้องถิ่น พระเอกาทศรถเสด็จไล่เรือถึงบางขดาน มีคำบอกเล่าว่าธิดาตระกูลขุนนางบางขดานเป็นชายาพระเอกาทศรถ มีโอรสเป็นพระอินทราชา ต่อมาคือ พระเจ้าทรงธรรม
บริเวณบางขดานถูกเรียก บางพระอินทราชา (ตามนามเดิมของพระเจ้าทรงธรรม) นานเข้าก็กร่อนเป็น บางปะอิน
1. บิดาพระเจ้าปราสาททองเป็นตระกูลขุนนางมีอำนาจอยู่บางขดาน (มารดาอยู่ย่านวัดไชยวัฒนาราม) และเป็นพี่ชายมารดาของพระเจ้าทรงธรรม
2. พระเจ้าทรงธรรมกับพระเจ้าปราสาททองเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน มีบรรพชนตระกูลขุนนางอิทธิพลอยู่บางขดานที่ได้ชื่อบางปะอิน
3. พระเจ้าปราสาททองเริ่มรับราชการเป็น “กลาโหม” ต่อมาทำ “อุบายมารยาทางการเมือง” แล้วยึดอำนาจได้เสวยราชย์อยุธยา
4. จากนั้นสถาปนาความสำคัญบางปะอินในฐานะ “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” (คือดินสะดือ หรือบางขดาน) และย่านบรรพชน 2 กษัตริย์
5. สมัยหลังต่อมาบริเวณ “ดินสะดือ” ทำเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ แล้วปลูกสร้างพระที่นั่งกลางสระน้ำและสร้างวัดชุมพลนิกายาราม มีเจดีย์ย่อมุม (ไม้สิบสอง) 2 องค์ โบสถ์หันหน้าทางตะวันออก (เข้าหาคลองบ้านเลน บริเวณบางขดาน)
