
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่าน เอ็กซ์ (X) ว่า การที่คู่รักแต่งงานกัน ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน แต่ไม่ต้องการมีลูกนั้น … ไม่ใช่ “เรื่องบิดเบี้ยว” … แต่เป็น “เรื่องของเขา” ครับ
สืบเนื่องมาจาก รมว.สาธารณสุข ชลน่าน ศรีแก้ว พูดถึงความรับผิดชอบกระทรวงสาธารณสุขในด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ และการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของประเทศไทยที่เผชิญกับปัญหาเหมือนกับอีกหลายประเทศ นั่นคือ อัตราการเกิดต่ำ จึงต้องการผลักดันมาตรการส่งเสริมให้คนมีลูกเป็นวาระแห่งชาติ และนำมาสู่คำพูดที่ว่า
“ลูกมากจะยากจนต้องเอาออกจากสมองคนไทย คนไทยไม่ยอมมีลูกครับ โดยเฉพาะคนที่มีพื้นฐานการศึกษาที่ดี มีความรู้ มีความสามารถ มีฐานเศรษฐกิจที่รองรับ ไม่ยอมมีลูก หลายคู่แต่งงานปุ๊บ บังคับให้สามีทำหมันเลย ไม่อยากมีลูก นั่นคือสิ่งที่กำลังบิดเบี้ยวในสังคมไทย”
คำว่า “บิดเบี้ยว” ในที่นี้หมอชลน่านน่าจะหมายถึง คู่สามี-ภรรยา ที่มีความรู้ มีฐานะดี ไม่เดือดร้อนเรื่องการเงิน พูดง่ายๆ ว่า ความบิดเบี้ยวหมายถึงคนที่พร้อม ไม่อยากมีลูก แต่คนที่มีลูกดันเป็นคนที่ไม่พร้อม ในฐานะ รมว.สาธารณสุขเลยอยากแก้ไข “ความบิดเบี้ยว” นี้ ด้วยการทำให้การท้องไม่พร้อมน้อยลง ขณะเดียวกันก็ส่งเสริม “คนที่พร้อม” ให้อยากมีลูกมากขึ้น
เรื่องนี้เสียหายในลักษณะที่ “รัฐ (บาล)” เข้าไป “เสือก” เรื่องส่วนตัวของพลเมืองดังที่คุณปกรณ์วุฒิพูดหรือไม่?
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า การก่อตัวขึ้นของรัฐชาติสมัยใหม่ รัฐมีหน้าที่ในการผลิตนโยบาย “สาธารณะ” นโยบายสาธารณะ สำคัญสองนโยบายที่เกี่ยวขข้องกับร่างกาย และจิตสำนึกของพลเมืองโดยตรงเลยคือ
หนึ่ง นโยบายการศึกษาสาธารณะ
สอง นโยบายสุขภาพสาธารณะ หรือที่เราเรียกว่า สาธารณสุข
พูดง่ายๆ คือ รัฐสมัยใหม่ยึดกุมจิตวิญญาณ อุดมการณ์ จิตสำนึกของเราผ่าน “ระบบการศึกษาสาธารณะ” และยึดกุม บงการร่างกายของเราผ่านนโยบายของ “สาธารณสุข”
ดังนั้น การเป็นพลเมืองของรัฐสมัยใหม่จึงมาพร้อมกับ “ข้อตกลง” หรือที่เรียกกันว่า “สัญญาประชาคม” ที่อนุญาตให้รัฐเข้ามาบงการ ควบคุม ดูแล ทั้งด้านร่างกายและจิตวิญญาณของเรา เพื่อแลกกับการที่เราได้รับการคุ้มครองและได้รับ “บริการ” จากรัฐ
นโยบายการศึกษา นอกจากทำให้เราอ่านออกเขียนได้ คำนวณได้ คิดได้ วิเคราะห์ได้ มีทักษะในการประกอบอาชีพ หรือไปต่อยอดแสวงหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง
แต่การศึกษาก็เป็นเครื่องมือของรัฐในการส่งผ่าน “อุดมการณ์รัฐ” การเขียนประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งเลวร้ายในตัวของมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลของรัฐนั้นๆ ให้คุณค่ากับเรื่องอะไร
เช่น ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเสรีนิยม อาจจะสอนเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม การยอมรับความแตกต่าง ความหลากหลายทางเพศในโรงเรียน
แต่ในประเทศที่มีความขัดแย้ง อยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการ อาจมีการส่งต่อความรู้ ความเชื่อประวัติศาสตร์ที่บิดเบือน สร้างความเป็นอื่น สร้างศัตรูของชาติ เพื่อเรียกร้องความสามัคคีและความหลงชาติแบบผิดๆ เป็นต้น
แต่ทั้งสองแบบปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐมีนโยบายการศึกษาเพื่อ “กล่อมเกลา” ความคิด จิตสำนึกของพลเมือง
นโยบายสาธารณสุขก็เช่นกัน ในรัฐสมัยใหม่ ที่รัฐบาลใช้งบประมาณไปเพื่อบริหาร “สุขภาพร่างกาย” ของพลเมืองจึงเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับให้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซง “ร่างกาย” ของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และเรายังต้องเข้าใจอีกด้วยว่า สำนักคิดทางเศรษฐกิจของแต่ละรัฐบาลก็มีผลต่อความเข้มข้นและระดับการเข้า “เสือก” กับสุขภาพของประชาชน
และข้อเท็จจริงที่เราอาจจะไม่ชอบใจนักโดยเฉพาะคนที่เชียร์ให้มีรัฐสวัสดิการว่า โดยหลักการของรัฐสวัสดิการที่รัฐเข้ามาดูแลเราในหลายเรื่องอย่างเข้มข้น ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาล การศึกษา เงินชดเชยยามตกงาน เงินช่วยค่าเลี้ยงดูบุตร เงินช่วยเหลือเป็นพอเลี้ยงเดี่ยวหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว
ทั้งหมดนี้แลกมากับการที่พลเมืองต้องยอมให้รัฐเข้ามาแทรกแซง ก้าวก่ายชีวิตได้มากกว่ารัฐ (บาล) ที่สมาทานสำนักคิดเสรีนิยม
เช่น หลายประเทศที่มีรัฐสวัสดิการจะมีการปลูกฝัง ให้ความรู้กับประชาชนอย่างจริงจังเรื่อง การกินอาหารที่ไม่ทำลายสุขภาพ ประเทศในสแกนดิเนเวีย หรือเนเธอร์แลนด์ หลักการกินอาหารคือกินเพื่อโภชนากร เพื่อสารอาหารมากกว่ากินเพื่อความ “อร่อย”
เด็กในโรงเรียน โดยเฉพาะเด็กกอนุบาลกับประถม จะมีกำหนดโควต้าการกินขนมหวานอย่างเคร่งครัด หรือการกำหนดว่าการกินขนมกรุบกรอบ กินได้สัปดาห์ละไม่เกินกี่ถุง
เพราะเมื่อรัฐใช้งบฯ ในการรักษาพยาบาลพลเมือง รัฐจึงมีความชอบธรรมที่จะเรียกร้องพลเมืองมีหน้าที่ดูแลสุขภาพให้เป็นภาระต่องรัฐน้อยที่สุด
รัฐที่สมาทานแนวคิดเสรีนิยมใหม่มีฐานคิดที่แตกต่างออกไป นั่นคือมองว่า ประชาชนมีหน้าดูแลตัวเอง รัฐทำหน้าที่เป็นอำนวยความสะดวก เช่น เรื่องการศึกษา รัฐของประเทศที่เป็นเสรีนิยมใหม่จะไม่ให้เรียนฟรีในระดับอุดมศึกษา เพราะมองว่านี่คือการ “ลงทุน” ของปัจเจกบุคคล แต่รัฐจะช่วยในการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เป็นเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาแทน
รัฐไทยนั้นมีความเป็น “ไฮบริด” นั่นคือเรามีทั้งแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ในเรื่องบริการทางการศึกษานั่นคือ มีเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาและให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ
ส่วนเรื่องสาธารณสุขนั้นไฮบริดยิ่งกว่านั่นคือมีทั้งระบบประกันสุขภาพเอกชน ระบบโรงพยาบาลเอกชนราคาแพงลิบลิ่ว มีระบบผ่านประกันสังคม มีสามสิบบาทรักษาทุกโรค มีสวัสดิการของข้าราชการ
แต่ถามว่าเป็น “รัฐเวชกรรม” ที่เข้ามาควบคุม บงการร่างกายพลเมืองอย่างเข้มข้นหรือไม่ ยังถกเถียงกันได้
(เราคนไทยอาจจะรู้สึกว่าสาธารณสุขของเราส่งการควบคุมอย่างเข้มข้น แต่มองจากสายตาคนนอก ไทยยังถูกตั้งคำถามว่า ยังควบคุมเรื่องการบริโภคน้ำตาลของพลเมืองน้อยไป หรือเรื่องพยาธิใบไม้ในตับก็จัดการห้ามหรือรณรงค์ไม่ให้คนไทยกินปลาน้ำจืดไม่ได้เสียที)
ส่วนเรื่อง “มดลูก” ของผู้หญิงในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการผลิตพลเมืองอันเป็นปัจจัยการผลิต (แรงงาน) นั้นเป็นเรื่องที่ถูกแทรกแซงโดยรัฐสมัยใหม่มาโดยตลอด
หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ภาวะอนามัยการเจริญพันธุ์ของเราไม่เคยเป็นเรื่อง “ส่วนตัว” ของเรามาตั้งแต่แรกนับตั้งแต่รัฐชาติสมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา เพราะพลเมืองที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปเป็นปัญหาของ “รัฐบาล” เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยหรือเผด็จการ
เซ็กซ์ และการสืบพันธุ์ เพิ่งแยกออกจากกันไม่เป็นเรื่องเดียวกันเมื่อเรามีเทคโนโลยีการคุมกำเนิด และทำให้เราสามารถแยกแยะได้ว่า เซ็กซ์ที่เรากำลังมีนี้ มีเพื่อความสุข ความรื่นรมย์ล้วนๆ หรือมีเพราะเป็นหน้าที่ที่เราต้องมีลูกเพื่อตอบโจทย์อย่างใดอย่างหนึ่งของชีวิต
และเมื่อมีเทคโนโลยีการคุมกำเนิด ก็เอื้ออำนวยให้รัฐบาลเข้ามาทำในสิ่งที่เรียกว่า “วางแผนครอบครัว” ได้ อันนำไปสู่การวางนโยบายบริหารประเทศที่มีหลักประชากรศาสตร์เป็นตัวแปรสำคัญ
ในยุคที่คนเชื่อในทฤษฎีมัลทัสที่ว่า จำนวนประชากรโลกจะเพิ่มเป็นทวีคูณสวนทางกับปริมาณอาหารที่จะเอามาเลี้ยงประชากรโลกก็ทำให้โลกทั้งใบเกิดภาวะแพนิคกลัวประชากรจะล้นโลก และมีอาหารไม่พอเลี้ยงดูกัน
ในยุคหนึ่งจึงมีการรณรงค์ให้คนมีลูกให้น้อยคน พร้อมๆ กับหลักการที่ว่ามีลูกน้อยคนแล้วเลี้ยงอย่างมีคุณภาพ ดีกว่ามีลูกมากคนแล้วเลี้ยงกันไปตามยถากรรม
ประเทศไทยในยุคจอมพล ป. ที่ต้องการเพิ่มจำนวนพลเมือง รัฐก็สนับสนุนให้คนมีลูกเยอะๆ จนมีรางวัล “แม่” ที่มีลูกหลายๆ คน
ดังนั้น ในยุคหนึ่ง คนไทยมีลูกกันครอบครัวละเจ็ดคน แปดคน สิบสองคน เป็นเรื่องปกติ
หลังทศวรรษที่ 2500s เป็นต้นมา รัฐบาลไทยปรับนโยบายตามเทรนด์โลกเป็นนโยบายมีลูกแค่สองคนกับสโลแกน “ลูกมากจะยากจน” และ “มีลูกหนึ่งคนจนไปเจ็ดปี”
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปกรณ์วุฒิ ส.ส.ก้าวไกล บอกว่า การแต่งงานและการมีลูกของใครก็ตามเป็นเรื่อง “ส่วนตัว” ไม่มี “การก้าวก่ายของรัฐ” อยู่เลยจึงเป็นเรื่องไม่จริง
เพียงแต่รัฐบาลที่มีนโยบายการวางแผนครอบครัวที่แนบเนียนจะมีวิธีการแทรกแซงที่ละเมียดละไมพอที่จะทำให้ปัจเจกบุคคลอย่างเราหลงเชื่อไปว่า การมีลูกหรือไม่มีลูกของเราเป็นเจตจำนงเสรี เป็นอำนาจของเราโดยสิ้นเชิง
ซึ่งฉันก็จะบอกว่า ดีใจด้วยค่ะ คุณถูกหลอก
ในยุคสมัยที่เกือบทุกประเทศบนโลกใบนี้เจอกับสังคมสูงวัย พูดในภาษาทุนนิยมที่ไร้หัวใจก็ต้องบอกว่า ผลิตภาพทางเศรษฐกิจถดถอย และรัฐรวมถึงคนวัยทำงานต้องแบกรับภาระการดูแลผู้สูงวัย
ในขณะที่ไม่มีคนวัยทำงาน หรือกรณีของไทยคือคนวัยทำงานที่เราไม่ใช่ “แรงงานคุณภาพสูง” เพราะเกือบสองทศวรรษที่เราอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการประเทศเหมือนถูกแช่แข็ง การพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการพัฒนา “ทรัพยากรมนุษย์” ของเราแทบจะเป็นศูนย์
จริงๆ สิ่งที่ รมว.สาธารณสุขน่าจะได้สื่อสารกับประชาชนคือเรื่องการทบทวนนโยบาย “วางแผนครอบครัว” ของไทยว่า เมื่อลักษณะทางประชากรเปลี่ยนไป นโยบายมีลูกมากจะยากจนอันเป็นนโยบายของโลกในยุคทศวรรษที่ 60s-70s มันใช้ไม่ได้อีกต่อไป
กระทรวงสาธารณสุขอยากจะสนับสนุนให้คนที่อยากมีลูก ได้มีลูก โดยปราศจากอุปสรรค และอยากสนับสนุนให้ครอบครัวที่ยังไม่พร้อมมีลูก ได้เข้าถึงการคุมกำเนิดที่ถูกต้องเหมาะสม อีกทั้งเสรีภาพที่จะไม่มีลูกก็เป็นสิ่งที่รัฐสนับสนุนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ
นโยบายที่จะสนับสนุนให้คนอยากมีลูกได้มีลูก เช่น อาจมีคลินิกช่วยผู้มีบุตรยากเป็นส่วนหนึ่งของคลินิกพิเศษที่ดูแลเรื่องสุขอนามัยการเจริญพันธุ์เป็นการเฉพาะ โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่าย
การสนับสนุนให้คนอยากมีลูกโดยละมุนละม่อมที่สุดคือการสร้างสังคมที่ปลอดภัย
ไม่มีใครอยากมีลูกในสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหายาเสพติด การบูลลี่ในโรงเรียน ระบบการศึกษาที่ล้าหลัง หรือการศึกษาที่ดีก็ราคาแพงเกินไป
ไม่มีใครอยากมีลูกในเมืองที่มีฝุ่น pm 2.5 ปีละหกเดือน
ไม่มีใครอยากมีลูก ถ้ามีแล้วต้องฝากลูกไว้กับปู่ ย่า ตา ยาย แล้วตัวเองไปทำงานที่อื่น
ไม่มีใครอยากมีลูกในเมืองที่ฝนตก รถติด น้ำท่วม
ไม่มีใครอยากมีลูกในเมืองที่ไม่มีรถสาธารณะที่ปลอดภัย ราคาเป็นธรรม
อย่าว่าแต่มีลูก ปัญหาการหาพ่อหรือแม่ของลูก ไม่ใช่เรื่องการ “ล้อเลียน เหยียดหยาม” อะไร
แต่เมืองที่ไม่สวนสาธารณะ ไม่มีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ ไม่มีพื้นที่ทางวัฒนธรรม ศิลปะ ให้ผู้คนมีความโรแมนติก ลึกซึ้ง อ่านบทกวี ฟังเพลง มันก็ยากที่ผู้คนอยากจะมีความสัมพันธ์กับใครสักคนดีๆ แล้วสร้างครอบครัว
ปัจจัยเหล่านี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงที่ต้องสร้างสังคมที่ทำให้เราไม่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่ามันจะดีกว่าถ้ามนุษยชาติสูญพันธุ์ไปเสียในยุคสมัยของเรา
เพราะฉะนั้น เรื่องมดลูกของเราจึงไม่เคยเป็นเรื่อง “ส่วนตัว” ไม่ใช่ “เรื่องของเขา” และไม่ได้มีเจตจำนงเสรีของมันเอง (ไม่ว่าจะมองในมิติของวัฒนธรรมจารีต หรือมองในมิติของกฎหมายรัฐสมัยใหม่) อย่างที่ ส.ส.ก้าวไกลว่า
และเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องเข้ามา “บริหารจัดการ” แบบมีหัวใจอย่างยิ่ง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
