
อย่าว่าแต่เราๆ เลย เพราะมะตูม-เตชินทร์ พลอยเพชร เองก็ไม่นึกฝัน ว่าวันหนึ่งจะได้เป็นนายแบบ เติมเต็มความฝันของแม่ที่อยากเห็นลูกไปเฉิดฉายบนรันเวย์
แถมยังเป็นระดับอินเตอร์ตั้งแต่เริ่ม คือประเดิมด้วย Vietnam international fashion week 2023 ที่เวียดนาม ตามด้วย Seoul Fashion Week ที่เกาหลี แถมต่อมายังได้เป็นนายแบบให้โมเดลลิ่งชั้นนำของที่นั่น
การงานในไทย แน่นอนว่ายังทำ แต่กระนั้นเขาก็ยอมรับว่าการไปลองอะไรใหม่ๆ ในต่างแดนก็ให้ความรู้สึกดี
“ตั้งแต่ติดโควิด แล้วกลับมาเป็นมะตูมในวงการบันเทิงไทย ได้กลับมามีงาน ได้โอกาสจากผู้ใหญ่ ตูมรู้สึกซาบซึ้งกับโอกาสที่ได้เป็นครั้งที่สอง” มะตูมบอก
หากขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการได้ไปทำงานในต่างประเทศก็มีความสุขและรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง ซึ่งเหตุผลหนึ่งคงเพราะในความรู้สึกเขา นั่นเป็น “พื้นที่ที่ไม่ได้มีใครตัดสินตูมจากข่าว เป็นพื้นที่เดียวที่ไม่ได้รู้ว่าตูมเป็นใคร ทำอะไรมา ตูมคือมะตูมที่เข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ร่วมงานกับคนกลุ่มหนึ่ง แล้วทุกคนเข้ามาขอไอจี มาถ่ายรูป มาคุยว่าเธอโคตรเจ๋งเลย เธอตลก ฉันอยากเมก เฟรนด์กับเธอ” พูดถึงตรงนี้แล้วเขาก็ยิ้ม เหมือนระลึกได้ในบรรยากาศที่เล่า
บรรยากาศที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “ตัวเราก็เป็นที่รักได้ โดยไม่จำเป็นต้องเอาข่าว เอาชื่อเสียง เอาอะไรในประเทศมาตัดสิน”
และ “เราก็มีศักยภาพที่สามารถไปตีตลาดต่างประเทศได้ ทำให้เราเห็นคุณค่าของเราในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าตูมไม่ได้รักวงการบันเทิงไทยนะครับ เพราะวงการบันเทิงไทยหล่อหลอมตูมมาระดับหนึ่งแล้วไง ตูมถึงไปได้โกลบอลได้”
ฟังเหมือนใจยังมีแผล?
“ใช้คำว่ามีชนักดีกว่า” คนที่เคยตกเป็นข่าวใหญ่ และได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย เมื่อครั้งเกิดวิกฤตโควิดระบาดเมื่อไม่กี่ปีก่อนขอแก้
“ถามว่ามีแผลไหม แผลมันจางได้อยู่แล้วครับ บางคนลืมแล้วด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 2-3 ปีก่อน แต่ว่าคนทำไม่ลืม ก้าวไหนที่เคยพลาด ตูมไม่เคยลืม คือคนอื่นอาจจะเติบโตจากประสบการณ์ จากโอกาส แต่ตูมรู้สึกว่าตูมเติบโต พัฒนามาจนถึงวันนี้ได้ ตูมเติบโตจากความผิดพลาด เพราะประสบการณ์แต่ละอัน ตูมไม่ได้เรียนรู้เลย ตูมเสพและมีความสุขกับมันมากกว่า แต่มาตกผลึกได้ เพราะอ๋อ…เราพลาดจุดนี้”
เรียกว่าเติบโตมาแบบเจ็บปวด เราแซว แต่เขาก็ยอมรับ

“ใช่” “ซึ่งชอบนะครับ เพราะการเติบโตมาอย่างเจ็บปวด การล้มก่อน แล้วค่อยลุกเดิน มันทำให้เราได้สัมผัสความเจ็บ แล้วตูมรู้แล้วว่าการที่ถูกคนแอนตี้ ด่าทั้งประเทศมันเป็นยังไง เพราะฉะนั้น ตูมจะไม่ยึดติดกับคำชื่นชมแล้วก็เยินยอ ณ วันนี้”
“วันนั้นคุณด่าเรา เพราะเราทำผิด วันนี้เราทำดี คุณชม แต่ไม่ได้หมายความว่าในอนาคต เราจะไม่โดนด่าอีกนี่นา ตูมจึงรู้สึกว่าความผิดพลาดในอดีต มันเป็นครูชั้นเยี่ยม”
สําหรับชีวิตที่ผ่านมา ทั้งการเป็นคนเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก จากนั้นก็มีชื่อเสียงโด่งดัง ก่อนจะล้ม แล้วลุกขึ้นใหม่ได้ในวันนี้ มะตูมบอกว่า ในความคิดของเขาไม่ใช่ชีวิตที่ดี แต่เป็นชีวิตที่สมบูรณ์
“ชีวิตที่ดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับตูมชีวิตมันดีได้มากกว่านี้ แต่นี่เป็นชีวิตที่สมบูรณ์ คือมีสิ่งที่ดี และไม่ดี แล้วก็คัดแยกด้วยสติปัญญา”
“และตูมไม่ได้มานั่งพูดเพื่อให้คนรู้สึกว่าชีวิตมะตูมดีจังเลย อิจฉาจังเลย ตายแล้วก็กลับมาเกิดใหม่ได้ ไม่ครับ ตูมดี ไม่ดี ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชีวิตคุณ คุณต่างหากควรเอาเรื่องราวของตูมไปเป็นวิทยาทาน แล้วไปทำชีวิตคุณให้สมบูรณ์”
“สิ่งที่ตูมอยากได้คือ ตูมได้อะไรจากวงการบันเทิงทั้งไทยและเทศมาเยอะมาก ถ้ามีโอกาสเล็กๆ น้อยๆ ขอให้มันเป็นประโยชน์สักนิดนึงให้คนก็พอแล้ว”
วิธีคิดที่เปลี่ยนไปขนาดนี้ ตกผลึกได้ขนาดนั้น มะตูมขอยกเครดิตทั้งหมดให้ธรรมะ ที่ได้เข้าไปศึกษาอย่างจริงจังตอนบวช
“หลายคนบอกว่า 19 วันมันจะได้เหรอ” มะตูมย้อนคำที่เคยฟัง ก่อนยืนยัน “ถ้าเราเปิดใจกับอะไร 1 ชั่วโมงมันก็ได้นะ”
“วันที่อยู่ในผ้าเหลือง ตูมเปิดใจมาก พร้อมเรียนรู้ วิธีหลุดพ้นทุกข์คืออะไร ทำยังไงให้คนด่าแล้วเราไม่เจ็บปวด ทำยังไงให้ไปแคสต์งานไม่ได้ แล้วไม่เสียใจ ร้องไห้ ธรรมะต้องทำให้ได้แน่เลย”
แต่ไม่
“ธรรมะไม่ได้สอนให้เราละความเจ็บปวด ธรรมะทำให้เรารู้จักเรียนรู้มัน อย่าไปยึดติดสิ ณ วันนี้ตูมเป็นนายแบบ แต่พอผ่านไปตูมอาจจะไม่มีงาน แต่ตูมต้องมีความสุขนะ ถ้าเกิดคัดแยกออก ว่าอันนี้คือสุข อันนี้คือทุกข์ อันนี้คือดัง อันนี้คือดับ อันนี้คือมา อันนี้คือไป ถ้าคัดแยกได้ ตูมว่าตูมไปต่อได้”
“แล้วพอตูมเรียนรู้และซึมซับ ว่าอะไรคือความดี ความไม่ดี มันเหมือนอัพสกิล แล้วมาวางแผน เริ่มใหม่ทั้งหมด”
จากนั้นก็เริ่ม “คิดดี ทำดี พูดดี อะไรไม่ดี วาง เรียนรู้มัน อะไรดี เข้ามาให้ดีใจ จะลอยแล้ว วาง แค่นี้ครับ”
“ซึ่งตูมโชคดีมากจริงๆ นะ ที่คิดได้”
และพอ ‘คิดได้’ ก็แน่นอนว่ามีบางอย่างที่เขาลด ละ เลิกไป
“ถ้าใครรู้จักตูมจริงๆ คือตูมปาร์ตี้หนักมาก แบบยันเช้า”
ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว
“คือเราจะเลือกเฉพาะเพื่อนที่เราอยากอยู่ด้วย แล้วอยู่เต็มที่ถึงตี 2 ก็ไม่ไหว แยกย้ายกลับบ้าน”
แล้วพอไลฟ์สไตล์เปลี่ยน ที่พักอาศัยเขาก็เปลี่ยน
“เมื่อก่อนอยู่เพนต์เฮาส์ มีอ่างจากุชชี่ เรียกผู้ชายมาลงบ่อ สนุกสนาน วันนี้กลายเป็นปลูกต้นไม้ที่บ้าน มีหมา 2 ตัว แม่ทำกับข้าวให้กิน เป็นชีวิตที่สุขที่สุด ณ ปัจจุบัน”
“รู้สึกว่าจริงๆ แล้วนี่คือตูม มะตูมชอบแบบนี้แหละ แต่ที่เป็นมะตูมก่อนหน้านั้น คือมะตูมเวอร์ชั่นที่ยังไม่เคยนึกถึงตัวเอง นึกถึงแต่คนรอบข้าง”
“ลองสังเกตดีๆ วินาทีที่คุณรู้สึกว่าไม่มีใครรักคุณเลย นั่นคือวินาทีที่คุณไม่ได้รักตัวเอง”
“ทำไมไม่มีใครรักฉันเลย ทำไมไม่มีใครโทร.หาฉัน ทำไมวันนี้ไม่มีใครพาไปเที่ยว ไม่ชวนไปกินข้าว นั่นคือคุณนึกถึงแต่คนอื่นว่าเขาจะคิดยังไง ไอ้นี่มันไปกับไอ้นั่น มันมีความสุข แล้วไม่มีฉัน ไปนึกถึงความรู้สึกของคนอื่นหมด แต่ถ้าคุณรักตัวเองจริงๆ คุณจะอยากตื่นมากินของดีๆ เสพสิ่งดีๆ อยู่กับคนดีๆ ใครไปไหน จะชวนเรา ไม่ชวนเรา ไม่สนใจ เพราะเราจะสนใจแต่เรื่องของตัวเอง”
โหมด “ฉันต้องอยู่ในพาร์ตของเธอ ฉันต้องมีเพื่อนตลอดเวลา ต้องมีคนห้อมล้อม” ที่เคยเป็น เจ้าตัวบอกว่าตอนนี้หายแล้ว
“เมื่อก่อนตูมเข้าใจผิด ว่าการเป็นดาวคือการมีคนห้อมล้อม ดาวล้อมเดือนอะไรอย่างนี้ แต่มันไม่มีใครเป็นดาว ทุกคนมีดาวของตัวเองหมด ตอนนี้เลิกยึดติดกับคำว่าฉันเป็นซูเปอร์สตาร์ เป็นดารา แล้วคนต้องรุม ต้องตามใจ ดาราคนอื่นเขาอาจไม่เป็นนะครับ แต่ดาราแบบตูมเป็น ซึ่งดีแล้วที่ตูมได้ไปทำงานต่างประเทศ การที่ต้องนั่งรถไฟฟ้าไปเดินแบบ มันทำให้ตูมซาบซึ้งกับการที่มีสวัสดิการเปิดประตูให้ รปภ.ยกมือสวัสดี มีผู้จัดการถือเสื้อผ้า ตูมควรจะกลับมาขอบคุณคนเหล่านี้ต่างหาก”
ครั้นถามไปตรงๆ ว่าคิดถึงบรรยากาศของการเรียกผู้ชายมาลงอ่างบ้างไหม มะตูมตอบชัดเจน แบบทันที ว่า “ไม่เลยครับ ตูมกล้าพูด เพราะตูมเคยกลับไปทำแล้ว หลังจากผ่านเรื่องราวทั้งหมดมา ความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิมน่ะครับ พูดง่ายๆ เหมือนตอนนี้คุณจบมหาวิทยาลัยแล้ว ไปเล่นบททดสอบ ป.4 สนุกเหรอ ไม่สนุก เพราะเรารู้จุดจบของมัน รู้ว่าสิ่งที่ทำอันนี้มันไม่จริง ผู้ชายที่มา มาเพราะชอบเรา อยากให้เราจับ หรือเขาอยากได้เงิน เราต้องรู้แล้วนะ แต่ถามว่าตูมไปได้ไหม ได้ครับ ไปเที่ยวเหมือนก่อนๆ ได้ แต่ตูมจะไม่ยอมให้ตัวเองอยู่ใต้อำนาจความสุขตรงนั้นแล้ว เพราะมันเป็นแค่ความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ได้เป็นสุขที่แท้จริงตลอดไป”
“สุขที่แท้จริงคือครอบครัวแล้วน่ะ ก็เลยทำให้ตูมเลิกเที่ยว แล้วเปลี่ยนการเที่ยวทั้งหมดเป็นธุรกิจ กลายเป็นว่าถ้าจะไปสู่วงแสง สี เสียงกลางคืน ผู้ชาย มีเหล้า มีปาร์ตี้ ตูมต้องได้เงิน เพราะตูมเสียสุขภาพในการอดหลับอดนอนเที่ยวแล้ว ตูมเลยเปิดร้านอาหารกลางคืน อยากปาร์ตี้วันไหน ก็เข้าร้านตัวเอง”
ในวัย 33 ปี มะตูมบอกว่าเขายังมีหลายอย่าง “เยอะมากครับ เยอะมาก” ที่อยากทำ
“โลกใบนี้ก็เหมือนมหา’ลัย ก็เหมือนการเรียนรู้ ตูมเพิ่งไปเรียนคอร์สนายแบบมา ก็มีคอร์สนักร้องที่ยังไม่เคย มีเบื้องหลัง โปรดิวเซอร์ ซึ่งอยากทำมากเลยนะครับ อะไรที่รู้สึกว่าชาเลนจ์ตัวเอง อยากลองลงเรียน เพราะมันก็เหมือนการสร้างประสบการณ์ให้เราไปในตัว”
ส่วนย่างก้าวใหม่ๆ ถ้าลงมือทำจริง ก็ไม่แคล้วที่จะ ‘โดน’ เขาฟันธงล่วงหน้า
“ตูมเริ่มเข้าวงการจากการเป็นเน็ตไอดอล แล้วเป็นดีเจจากแคมฟร็อกมาก่อน ตูมไม่เคยลืมกำพืดตัวเอง วันที่จากแคมฟร็อกมาสู่คลื่นวิทยุ ก็โดนคนว่าไม่เหมาะสม พอมาเป็นพิธีกรรายการทีวี ก็ไม่เหมาะสมอีก ได้มาเล่นละคร ก็ไม่เหมาะสมอีก ไม่มีอะไรเหมาะสมสำหรับตูมในวงการนี้ สำหรับคนที่ไม่คิดว่าเราคู่ควร แต่ทำไมตูมยังมีงาน ยังได้ไปต่างประเทศ”
“นี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าตูมอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับบางคน แต่ศักยภาพตูมเหมาะสมสำหรับบางงาน ตูมอยู่ด้วยความตั้งใจ ซื่อสัตย์กับงาน ตูมยังเชื่อว่าถ้าเราศรัทธาในอาชีพ เราเห็นคุณค่า และรักมันด้วยใจจริง จะมีคนเห็นความรักตรงนั้น และรักเราด้วย”
คำวิจารณ์ ‘ไม่เหมาะสม’ ที่ถาโถมเข้าหา มะตูมบอกว่าเขาก็เคยถามตัวเองอยู่เหมือนกัน
“เคยถามว่าทำไมทำอะไรก็โดนหมดเลย เพราะเราทำตัวไม่เหมาะสมหรือเปล่า การที่ใครที่ไม่รู้จักเราเลย เห็นรูปมะตูมเดินแบบปึ๊บ เมนต์เลยว่าไม่เหมาะสม เขาไม่ได้รู้ด้วยว่านั่นคือโซล แฟชั่น วีก แต่ไม่ว่ามึงจะขึ้นไปสูงขนาดไหน กูจะคอยดึงมึงลงมา หน้าที่มีเท่านี้”
“ซึ่งตูมดีใจครับ” มะตูมบอกด้วยท่าทีจริงจัง ไม่ได้แฝงอารมณ์ประชด หรือเสียดสี
“เมื่อก่อนรับไม่ได้ จะต้องกลับไปด่า ไปเมนต์ตอบให้มันเป็นเรื่องใหญ่กว่าเดิม เพราะ ณ ตอนนั้นธรรมะยังไม่เข้ามา ไม่รู้ว่าสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องโต้ตอบ ณ วันนี้ตูมต้องขอบคุณคอมเมนต์ที่ดึงตูมลง เพราะการดึงเท่ากับทำไม่ให้ตูมลอย ตูมเคยมาแล้ว เวลาลอยสูงมากๆ พอตก ปึ้ง! อันนี้มันทำให้รู้ว่าก็แค่โซลเอง ต่อให้เดินนิวยอร์ก ก็จะมีคนบอกว่าแค่นิวยอร์กเอง แล้วไง ใช่ เขาพูดถูก เพราะเรื่องที่ยิ่งใหญ่สำหรับเรา ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่และมีความสำคัญกับชีวิตคนอื่น เพราะฉะนั้น เราควรจะทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตเราเพื่อเป็นวิทยาทาน แล้วต่อยอดให้ชีวิตคนอื่นเขาเติบโตด้วย ต้องไปคู่กัน อย่าเอาแค่ตัวเองรอด”
“แล้วสิ่งที่ตูมตกผลึกคือ ไม่ว่าใครจะด่าแรงขนาดไหน ตูมไม่เคยได้ยินประโยคนั้นจากปากมนุษย์เลยครับ เขาไม่กล้าแม้กระทั่งเดินมาบอกตูม ว่าตูมไม่เหมาะสมยังไง แล้วตูมจะไปให้มูลค่ากับข้อความเหล่านั้นทำไม ตูมรู้สึกมันจะไม่ให้เกียรติกับคนที่เขาเดินมาบอก ว่ามะตูมเก่งมาก ไปต่อนะ แล้วตูมก็จำไว้เสมอว่าคนที่เขาด่าเราลับหลัง ลับหลังแปลว่าหลังนะ เขาไม่มีวันที่จะมาอยู่ข้างหน้าเราได้ การที่ไม่มีวันมาอยู่ข้างหน้าได้ก็คือเราล้ำหน้าเขาอยู่”
“เพราะฉะนั้น ก็แค่ฟังไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองลอยขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องเอาคำพูดนั้นมาเป็นบาดแผลและปมในใจไปตลอดชีวิต”
และจากคนที่เคยคิดว่าชื่อเสียงและเงินทองเป็นเรื่องสำคัญมากในชีวิต แต่วันนี้เขาบอกว่า สติต่างหากคือสิ่งที่ต้องการ
“เมื่อก่อนเวลาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่เคยขออะไรเลย นอกจากงาน เงิน ชื่อเสียง ซึ่งก็ได้จริงๆ มีช่วงหนึ่งที่ดีเจมะตูมเปิดช่องไหนก็เจอ เงินก็มี ชื่อเสียงก็มี แต่มันหายหมดเลยนะครับ ถ้าไม่มีตัวนี้แค่ตัวเดียว อะไรเหล่านี้ตูมว่าสำคัญกว่าเงินทองของนอกกาย”
บอกอีกว่า “ทุกวันนี้ใครติดต่อให้ไปพูดถึงข้อผิดพลาดของตัวเอง ตูมไม่เคยลังเล มีคนพูดว่าจะไปทำไม ภาพมันดูไม่ดี เรื่องผ่านไปแล้ว คนเริ่มลืมแล้ว ก็เพราะว่าตูมไม่ได้แคร์ความคิดเห็นคนอื่นไงครับ ตูมอยากเอาเรื่องของตูมไปทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด มีคนฟัง 10 คน 9 คนรู้สึกว่าพูดทำไมเนี่ย พูดแล้วดูตกต่ำ แต่ 1 คนฟังแล้วรู้สึกว่าฉันจะกลับไปทำชีวิตยังไงให้ไม่พลาดแบบตูม คุ้มนะครับ”
“มันดีกว่าไม่ได้ช่วยสักชีวิตหรือเปล่า”
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
