bg-single

โลกไม่ได้หมุนรอบประเทศไทย | คำ ผกา

13.08.2024

คำ ผกา

โลกไม่ได้หมุนรอบประเทศไทย

 

เป็นเรื่องจนได้กับโฆษณาซีรีส์ “อันเดอร์ด็อก” ของแอปเปิลที่มาถ่ายเมืองไทย

สำหรับตัวฉันเองเมื่อดูแล้วได้รับความบันเทิงเป็นอันมาก

และเมื่อแสดงความเห็นว่าได้รับความบันเทิงและเห็นว่าโฆษณานี้สนุก ตลก อีกทั้งฉายภาพให้เห็นลักษณะเด่นของประเทศไทยจากสายตา “คนนอก”

นั่นคือเห็นประเทศไทยในฐานะเป็น land of possibility สิ่งที่โดดเด่นในระหว่างบรรทัดของหนังโฆษณาชิ้นนี้คือความ resilience ของคนไทย

คำว่า resilience แปลคร่าวๆ (ไม่ตรงตามความหมายที่แท้จริงนัก) คือความสามารถในการเอาตัวรอดหรือปรับตัวได้เพื่อเผชิญกับปัญหาหรือวิกฤตที่ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนต่างชาติโดยเฉพาะผู้คนจากประเทศโลกที่หนึ่งมักจะเห็นความโดดเด่นนี้ในสังคมไทยและในคนไทยซึ่งคนไทยมองไม่เห็นหรืออยู่กับมันจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา

ลักษณะที่ยืดหยุ่น ปรับตัวได้ในทุกสภาพและสถานการณ์ที่ไม่สะดวกสบายและในหลายครั้งมีความแหลมคม เฉลียวฉลาด

มองโลกในแง่ดีอย่างที่ครั้งหนึ่งคำว่า “สบายสบาย” เป็นคำที่คนต่างชาติเห็นว่าเป็นคำง่ายๆ ที่สามารถคลี่คลายสถานการณ์และทำให้เราอยู่กับเรื่องยากๆ ได้โดยไม่ต้องเป็นบ้าไปเสียก่อน

คนต่างชาติมักจะทึ่งกับความสามารถของคนไทยในการเปิดร้านขายอาหารตามสั่งข้างถนนกับเมนูอาหารห้าสิบหกสิบอย่าง ในเพิงในแผงที่ต้องตั้งแผงเก็บแผงทุกวัน และเราก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

คนต่างชาติทึ่งที่เตาไฟสองเตา กระทะสองใบ กับตู้แช่หมู ไก่ กุ้ง ผัก แล้วเนรมิตออกมาเป็นเมนูร้านข้าวต้มได้เป็นสิบๆ เมนู การอยู่กับความ chaotic วุ่นวาย ไร้ระเบียบ

แต่ในท่ามกลางความวุ่นวายไร้ระเบียบนั้นก็มีระเบียบบางอย่างซ่อนอยู่ เพราะหากมันไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิง การไหลเวียนของคนเดินถนน รถเมล์ รถยนต์ แผงขายหมูปิ้ง พวงมาลัย ส้มตำ ไก่ย่าง วินมอเตอร์ไซค์ คง “ชน” กันยับเยิน แต่สิ่งที่คนต่างชาติเห็นสภาวะ “เลื่อนไหล” ดั่งสายน้ำในท่ามกลางความอลหม่าน ที่คนไทยมองอาจจะมองว่า รกรุงรัง สกปรก ไร้ระเบียบ อันตราย

ซึ่งก็ไม่ผิดที่เราจะมองอย่างนั้น และเราก็มีสิทธิ์ใฝ่ฝันอยากเห็นบ้านเมืองเราสวยงาม สะอาด ปลอดภัย เป็นระเบียบแบบญี่ปุ่น หรือยุโรป

 

อ่านมาถึงตรงนี้ผู้อ่านบางคนอาจนึกถึงงานของ เอ็ดเวิร์ด ซาอิด Orientalism ที่อธิบายการมองประเทศโลกที่สามประเทศอาณานิคม คนพื้นเมืองด้วยสายตาของคนขาวหรือเจ้าอาณานิคมว่า มักจะมองโลกตะวันออกแบบโรแมนติกผสมแฟนตาซี

การมองว่าประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งความอลหม่านอันงดงามน่ารักที่ถ่ายทอดในโฆษณาของแอปเปิลก็อาจวิจารณ์ได้ว่าเป็นมุมมองของ “คนขาว” หรือคนที่อยู่ในสถานะเหนือกว่ามองลงมายังดินแดนของคนพื้นเมืองด้วยสายตาเอ็นดูกึ่งเอาใจช่วยเห็นอะไรก็ตะมุตะมิน่ารักไปหมด

แต่ไม่อาจพูดได้ว่าเป็นการพูดถึงแบบ “นับถือ” กันในฐานะคนในลีกเดียวกัน

และแม้นว่าเราอยากจะตำหนิโฆษณาชิ้นนี้ของแอปเปิลจากมุม Orieantalism เราก็ตำหนิได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่ เพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและทุก “เรื่องเล่า” เกี่ยวกับความเป็นไทยที่เราใช้ “ขาย” มาโดยตลอดก็เป็นเรื่องเล่าที่ตอบสนองแฟนตาซีของ Orientalism นี้

ไม่ว่าจะเป็นบุคลาธิษฐานของประเทศไทยที่ใช้คำคุณศัพท์ที่ให้น้ำหนักกับความเป็น “หญิง” (feminine) เช่น สวยงาม อ่อนโยน น่าสัมผัส น่าค้นหา ละมุนดุจแพรไหม ละเมียดละไม

หรือเป็นคำคุณศัพท์ที่ผูกติดอยู่กับความ Exotic แปลกประหลาด มหัศจรรย์ ลี้ลับ พิศวง ไปจนถึงความสนุก โป๊งชึ่ง

ไปจนถึงภาวะ resilience ที่ฉันว่าไว้ก็เป็นอีกหนึ่งของแฟนตาซีที่คนขาวมองมายังคนพื้นเมืองอย่างเรา และเราก็ใช้ทั้งหมดนี้เป็น “จุดขาย” ของการท่องเที่ยวตอบสนองความคาดหวังและแฟนตาซีของคนต่างชาติอีกที

พูดให้ถึงที่สุดซอฟต์เพาเวอร์ก็คือการรู้เท่าทัน “แฟนตาซี” ของ “คนนอก” ที่มองมายังเราแล้วเล่นกับแฟนตาซีนั้นอย่างมี awareness มีความตระหนักรู้ได้เมื่อไหร่ เราก็จะชนะในเกมซอฟต์เพาเวอร์เมื่อนั้น

 

แต่น่าเสียดายที่การถกเถียงเกี่ยวกับโฆษณาแอปเปิลกลับเป็นเรื่อง “ฝรั่งเหยียดคนไทย”

ซึ่งมองจากมุมไหนก็ไม่พบการเหยียด เพราะหากจะมีการเหยียด มันก็เริ่มจากการเหยียด “นักท่องเที่ยว” กลุ่มที่เป็นตัวละครหลักในหนังโฆษณาต่างหาก ว่าเป็นมนุษย์จำพวกเปิ่น โก๊ะ โบ๊ะบ๊ะ ขี้ตื่น clumsy ซุ่มซ่าม ทำอะไรก็ผิดไปหมด

และในจังหวะ เปิ่น โก๊ะ ซุ่มซ่าม ทำอะไรก็พลาด คนเหล่านี้กลับถูก rescued หรือช่วยชีวิตจากลักษณะอลหม่านแบบไทยๆ ที่เหมือนจะยุ่งเหยิง วุ่นวาย แต่สุดท้ายจะจบสวย

เหมือนการนั่งวินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ ผ่านซอกซอยอันยุ่งเหยิง เบียดเสียดกับรถสารพัดประเภท ฉวัดเฉวียน เหมือนเสี่ยงตายนิดๆ แต่ เฮ้ย เขาสามารถไปส่งเราให้ถึงจุดหมายปลายทางได้จริงว่ะ

และใครจะคิดว่าในท่ามกลางการจราจรที่อลหม่านที่สุด โดยลักษณะเมืองที่จอแจหาไวยากรณ์อะไรก็ไม่เจอสักอย่าง มีทั้งหมาจรจัด หาบเร่ แผงลอย การซ่อมถนน วินมอเตอร์ไซค์กลับกลายเป็นยานพาหนะที่เป็นเสมือนเส้นเลือดฝอย เป็นที่พึ่งของประชากรกรุงเทพฯ ให้ทะลุทะลวงอุปสรรคการเดินทางในเส้นทางที่ยานพาหนะแบบอื่นให้ไม่ได้

และในสายตา “คนนอก” สิ่งนี้คือ “จุดแข็ง” ของประเทศไทย ซึ่งฉันไม่ได้บอกว่าเราต้องชอบจุดแข็งนี้ของเรา หรือเราต้องอนุรักษ์วินมอเตอร์ไซค์ เราต้องอนุรักษ์ความอลหม่านเอาไว้ เพราะฝรั่งชอบ

แต่ฉันแค่แกะรอยความคิดของ “คนข้างนอก” ที่มองมายังเราด้วยความชื่นชมและไม่ได้ “เหยียด” อย่างที่เราตีความ

 

ส่วนลักษณะสีซีด นำเสนอเมืองไทยเหมือนสมัยสงครามเวียดนาม ดูด้อยพัฒนาสุดสุด ฉันคิดว่านี่เป็น inferiority complex หรือปมด้อยของคนไทยเองที่ลึกๆ รู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าในตัวเองเป็นทุนเดิมอันเกิดจากลัทธิบูชา “ฝรั่ง” ของเราเอง (อันเป็นมรดกของประวัติศาสตร์อาณานิคมที่ตกค้างอยู่) จึงมีสภาวะปกป้องตัวเองไว้ก่อน หรือมี defensive mechanism สูง

ใครมาจี้ใจดำเรื่องความล้าหลังด้อยพัฒนาสักนิดหนึ่งก็ไม่ได้

ใครมาทักมาถามว่าไทยเป็นเมืองหลวงโสเภณีโลกก็ไม่ได้

ใครมาถามเรื่องขี่ช้างไปโรงเรียนก็ไม่ได้ จะโกรธหน้าดำหน้าแดง และมีปมอยากประกาศให้โลกรู้ตลอดเวลาว่า “ประเทศไทยไม่แพ้ใครในโลก”

มีปมอยากอวดตลอดเวลาว่าบ้านฉันมีอันนี้ดี มีอันนั่นดี มีสิ่งงดงาม มีความทันสมัย รู้ยังมีรถไฟฟ้าแล้วนะ รู้ไหม หรือเรื่องเล่าประเภท แม้เราจะไม่ไฮเทคแต่เรามีอะไรหลายอย่างที่ฝรั่งยังต้องอิจฉา เช่น ชุมชนอันอบอุ่น การช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจอันงดงาม

และด้วยจิตสำนึกเช่นนี้ทำให้คนไทยมักเห่อฝรั่งที่มาอยู่เมืองไทยพร้อมกับเรื่องเล่าคลาสสิคประเภท “ผมหลงรักเมืองไทย ผมเป็นฝรั่งหัวใจไทย”

หรือเรื่องเล่าว่าด้วย ฝรั่งจบเคมบริดจ์แต่มาทำนาที่อีสานเพราะหลงรักชีวิตชนบทเรียบง่ายไม่เป็นทาสทุนนิยม

แล้วเรื่องเล่านี้ก็จะดำเนินต่อไปบนพล็อตที่ว่า “ดูสิ ขนาดฝรั่งเขายังมาหลงรักชีวิตแบบไทยๆ ของเรา คนไทยกลับไม่เห็นคุณค่าของประเทศไทย วัฒนธรรมไทย ละทิ้งวิถีชีวิตที่เลอเลิศของไทยไปเห่อฝรั่ง”

 

พร้อมกันนั้นในโลกโซเชียลมีเดียนี้ก็มีฝรั่งมา “ขุดทอง” ทำมาหากินกับ “เรื่องเล่า” แบบนี้และประสบความสำเร็จโดยง่าย เพราะทำมาหากินกับ inferioriy complex ของคนไทยที่มัก “ฟิน” เวลาโดนฝรั่ง “อวย” โดนจุดที่เป็นปมของเรา

เช่น มีฝรั่งมาทำคอนเทนต์เรียนภาษาไทย พูดภาษาไทย และแสดงออกซึ่งความรักชาติไทยเสียยิ่งกว่าคนไทย หรือแสดงออกซึ่งความเป็นพุทธมามกะยิ่งกว่าคนพุทธแท้ หรือมารำไทย มาเล่นดนตรีไทย มาทำอะไรก็ได้ที่ลึกๆ คนไทยรู้สึกว่า เรื่องนี้เราสู้คนอื่นไม่ได้ ไม่น่ามีใครมาเห็นคุณค่าเรา

พอฝรั่งมาบอกว่ามันดี มันสนุก มันเลอค่า เราก็จะ “ฟินนนนน” ประมาณว่า คนผิวขาวมาประทับ “ผ่าน” ให้แล้ว เราก็ลูกเจ้าพระยานาหมื่นนะ เราก็ไม่ถึงกับต่ำต้อยอะไรเนอะ เป็นต้น

ในทางกลับกัน หากมีฝรั่งมาตอกย้ำความด้อยพัฒนา ความล้าหลัง หรือมาจี้ถูกจุดว่า ประเทศไทยเป็นประเทศตลกๆ แหละ เราจะปรี๊ดแตกมาก พลันสำแดงความโกรธ

และต้องการ approval อย่างแรงว่า ฉันไม่ใช่คนกระจอกนะ แอปเปิลต้องออกมาขอโทษชั้นเดี๋ยวนี้ กล้าดียังไงมาพูดถึงประเทศชั้นแบบนี้ ประเทศชั้นมีอะไรดีๆ ตั้งเยอะ ทำไมไม่พูดถึง ทำไมต้องมาทำให้ประเทศชั้นดูเก่าๆ ดูซีดๆ ดูตลกๆ โก๊ะกัง ฉันไม่เครื่องเครื่องเล่นของของพวกแก ทำแบบนี้มันคือการเหยียบย่ำ ไม่เห็นหัวกัน

ซึ่งคนเขียนบทหนังโฆษณาเรื่องนี้ก็คงงงๆ ว่าโกรธอะไร เพราะเขาเขียนบทหนังให้ทุกอย่างเป็นการ์ตูน มีความเว่อร์ๆ เกินจริง

ส่วนการเสพหนังเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับปูมหลัง ประสบการณ์ของคนดู เพราะคนที่ดูอาจจะเป็นคนในประเทศที่ล้าหลังกว่าไทย แล้วก็รู้สึกว่าทุกอย่างที่เมืองไทยมันช่างเริ่ด ช่างสนุก

อาจมีเด็กอเมริกันอายุสิบห้าดูแล้วเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าประเทศไทยเป็นแบบนี้จริงๆ จนวันหนึ่งได้มาเมืองไทยแล้วพบว่า “อ้าว ไม่ตรงปก”

อาจมีคนอีกจำนวนมากดูแล้วมองเห็นความงดงงามในความอลหม่านแบบไทย แล้วอยากมาเที่ยว มาปล่อยจอยที่ประเทศไทย อาจมีคนต่างชาติที่รู้จักเมืองไทยดีแล้วบอกว่า เฮ้ย นี่มันเว่อร์ไปนะ ฯลฯ

 

นึกออกไหมว่า นี่คือสามัญธรรมดาที่งานวรรณกรรม งานภาพยนตร์ การ์ตูนชิ้นหนึ่งที่ถูกผลิตออกมาแล้วจะถูก “อ่าน” ไปได้ร้อยแปดอย่าง ไม่มีใครเห็น รู้สึก หรือตีความอย่างเดียวกัน

เพราะฉะนั้น คนไทยไม่ต้องกังวลหรอกว่า เมืองไทยจะดูแย่เพราะหนังโฆษณาเรื่องนี้ เพราะเรามีเรื่องแย่ๆ ในประเทศของเราที่เป็นเรื่องจริงให้ต้องอับอายขายขี้หน้าชาวโลกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้ว

และต่อให้เราจะไม่ชอบหนังโฆษณาเรื่องนี้มากแค่ไหน ซึ่งฉันย้ำอีกครั้งว่าเรามีสิทธิ์ทุกประการที่จะไม่ชอบ แต่มันไม่ควรล้ำเส้นไปจนถึงการกดดันให้ขอโทษหรือการประณามจนนำไปสู่การถอดโฆษณานี้ออกไปเลย

ในเรื่องทำนองเดียวกันนี้ที่ฉันอยากจะยกเป็นตัวอย่างมาเทียบเคียงคือ เมื่อหลายปีมาแล้วมีโฆษณาไอศกรีมยี่ห้อหนึ่งที่มีเนื้อหาในทำนองล้อเลียนเหยียดเกย์กะเทยอย่างไม่น่าอภัย และนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนลามไปถึงการขู่ว่าจะแบนไอศกรีมยี่ห้อนั้นจนนำไปสู่การถอดโฆษณาชิ้นนั้นออกและยุติการเผยแพร่ไปในที่สุด

ฟังดูเผินๆ เหมือนเป็นชัยชนะของการปกป้องสิทธิเพศทางเลือก ยุติการบูลลี่

แต่ข้อถกเถียงหลังจากนั้นคือ การยุติการเผยแพร่โฆษณาชิ้นนั้นก็ทำให้เราขาดประจักษ์พยานว่าครั้งหนึ่งมีโฆษณาที่สะท้อนทัศนคติทางเพศที่คับแคบอยู่บนโลกใบนี้จากไอศกรีมยี่ห้อนี้

ในแง่หนึ่งมันคือการลบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งออกไปที่จะทำให้เราเข้าใจว่าหนังโฆษณาในยุคหนึ่งสะท้อนแนวคิดของยุคสมัย อย่างไร มีการถกเถียงกันอย่างไร จนสังคมเปลี่ยนความคิดไปอย่างไร

สำคัญที่สุดหากเราเชื่อว่าบนโลกใบนี้ต้องมีแต่สิ่งที่ “ถูกต้อง” เราต้องแบนหนังอีกกี่เรื่อง เราต้องแบนนวนิยายเหยียดเพศ กดขี่ผู้หญิงอีกกี่เรื่อง เราต้องแบนโปสเตอร์ ปฏิทินโฆษณา ออกสักครึ่งโลกกระมัง

 

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่คนไทยต้องเรียนรู้จะมีวุฒิภาวะต่อไปหากจะมีชีวิตอยู่ดั่งอารยชนคือ ต้องมีขันติธรรมต่อสิ่งที่เราไม่ชอบ หรือสิ่งที่เราเห็นว่า “ไม่ถูกต้อง” และไม่สนับสนุนการถอดถอน ยกเลิก การเผยแพร่สิ่งนั้น

เราไม่ชอบก็จริง แต่ในเมื่อโลกไม่ได้หมุนรอบตัวเราคนเดียว เราจึงไม่ควรสำแดงฤิทธิ์เดชอยากจะลบมันทิ้งให้สิ้นซาก

แต่พึงบอกตัวเองว่า เราไม่ชอบ เราจะด่ามันทุกวัน แต่เราจะไม่สนับสนุนให้ลบมันออกจากโลกใบนี้ เราควรจะใจกว้างให้มันปรากฏตัวอยู่ แล้วก็วิจารณ์มันไปเรื่อยๆ ว่าเราไม่ชอบมันเพราะอะไร

นี่เป็นวิถีที่จะสร้างความเจริญทางสติปัญญามากกว่าการไม่ชอบแล้วกรีดร้องต้องการให้สิ่งนี้หายไปจากโลก

สำหรับโฆษณาแอปเปิลตัวนี้ ฉันเห็นด้วยกับนักโฆษณาหลายคนที่บอกว่า เป็นการเสียโอกาสของไทยอย่างน่าเสียดายที่สุดครั้งหนึ่ง

เราต้องยอมรับเสียก่อนว่าประเทศไทย ณ วันนี้ มีสภาพเป็นวัยรุ่นสร้างตัว เราบอกช้ำกับการรัฐประหาร บอบช้ำกับวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่ร้าวลึกมาจนถึงทุกวันนี้

บอบช้ำกับการอยู่กับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและปราศจากความสามารถในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่มาพร้อมการระบาดของโควิด

พูดง่ายๆ ว่าเรากลายเป็นประเทศที่จนกว่าที่เคยจนและคนชั้นกลางเรากลายเป็นกลุ่มคนที่รุ่มร่ามไปด้วยหนี้สิน

ที่สำคัญสองทศวรรษของเราที่ผ่านมามันคือความสูญเปล่า เราไม่ได้สร้างเศรษฐกิจใหม่ เราไม่ได้ปฏิรูประบบการศึกษา เราไม่ได้อัพเกรดแรงงานของเราให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

 

ในวันนี้ที่ประเทศไทยกำลังสร้างเนื้อสร้างตัวกันใหม่ ในขณะที่ประเทศอื่นเขาไปอวกาศ เราต้องมานั่งซ่อมบ้าน ทำแปลงปลูกผัก

เราไปอวกาศไม่ได้ เราก็กำลังจะทำอาหารขาย ทอผ้าขาย ขายวิวทิวทัศน์อะไรไปก่อน

การใช้ประเทศไทยเป็นโลเกชั่นในการทำหนังโฆษณาของแอปเปิล และฉายให้คนทั้งโลกได้เห็น อย่างน้อยที่สุดกางเกงช้างในหนังโฆษณาชิ้นนี้จะเป็น iconic item ที่มีความหมายเท่ากับความสนุกและเท่ากับความเป็นไทยไปอีกนานแสนนาน

โลกจะจดจำประเทศไทยในฐานะดินแดนแห่งความเป็นไปได้ ดินแดนแห่งความวายป่วงแต่ปลอดภัย

ดินแดนที่แม้จะเหมือนเต็มไปด้วยข้อจำกัดแต่งานยากๆ กลับทำสำเร็จ เพราะเรามันนักพลิกแพลง

ดินแดนแห่งการปลดปล่อยความโก๊ะได้โดยไม่ต้องเสียเซลฟ์

นี่คือสถานที่ซ่อมแซม self esteem ของทุกคน และรับประกันว่านี่คือมูลค่าทางการตลาดมหาศาลที่เราได้โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อสื่อแม้แต่บาทเดียว

แต่เราก็พลาดโอกาสนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

 

ไม่เพียงเท่านั้นโฆษณาชิ้นนี้ของแอปเปิลกำลังนำประเทศไทยไปอยู่บนแผนที่โลกในฐานะจุดหมายปลายทางของการถ่ายทำภาพยนตร์

มันคือประจักษ์พยานว่าประเทศไทยเปิดแล้ว

หน่วยงานราชการของไทยพร้อมอำนวยความสะดวกให้กับกองถ่ายต่างประเทศ

แอปเปิลมาถ่ายสำเร็จแปลว่า แบรนด์อื่นๆ ตามมาได้เลย คิดจะหาโลเกชั่นถ่ายหนัง คิดถึงประเทศไทยเลยนะ

และการเป็นปลายทางของโลเกชั่นถ่ายหนังก็เป็นหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเราอยู่ตอนนี้

ไม่เพียงแต่จะมีเม็ดเงินมาเติมให้กับเราในฐานะวัยรุ่นสร้างตัว สิ่งนี้ยังหมายถึงการจ้างงาน รวมไปถึงโอกาสของคนไทยที่จะได้ร่วมงานกับทีมงานระดับอินเตอร์ หรือแม้แต่การที่บริษัทโปรดักชั่นในไทยจะถูกจ้างให้ทำงานระดับโลก

เราเสียโอกาสนี้ไปเพียงเพราะคนไทยบางกลุ่มหมกมุ่นกับการเฝ้าครุ่นคิดแต่เรื่อง “ใครๆ ก็ดูถูกเรา” เพราะไม่รู้ว่า “เธอไม่ได้สำคัญกับโลกมาขนาดเขาจะมาเสียเวลาดูถูกเธอหรอกนะ”

 

สุดท้าย ฉันคิดว่าคนไทย (not all) ควรเรียนรู้ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก้าวข้ามปมด้อยเก่าๆ

หันมายอมรับความจริงว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ ที่ไม่ได้มีความหมายกับโลกนี้มากนัก

เราเป็นประเทศเกิดใหม่ในฐานะรัฐชาติสมัยใหม่ มีการปกครองแบบประชาธิปไตยในทศวรรษที่ 30s ไล่เลี่ย ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน มาเลเซียเป็นประเทศทีหลังเราสิบกว่าปี (บอกไว้ เผื่อจะรู้สึกดีขึ้น)

ประเทศไทยเรามีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร มีผลไม้ที่เชิดหน้าชูตาคือทุเรียน

อาหารไทยของเราอร่อยและโด่งดังพอประมาณ แต่ในความ “โดยเฉลี่ย” ของประเทศไทย ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่มีความทะเยอทะยานที่หลุดจากค่าเฉลี่ยไปสู่ความเป็นเลิศ และไม่ได้แปลว่าเราจะทำไม่ได้

ในความค่าเฉลี่ยของประเทศไทย เราก็เป็นประเทศที่อยู่แล้วสนุกไม่น่าเบื่อ

เรามั่นใจว่านวัตกรรมเรื่องยำและส้มตำเราไม่แพ้ใครในโลก

อาหารตามสั่งของประเทศไทยก็เปี่ยมไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์

เรามีลูกชิ้นปลาระเบิดที่ใครก็ทำได้อร่อยไม่เท่าเรา

ประเทศเรายังเต็มไปด้วยธุรกิจสีเทา โสเภณี บ่อนการพนัน และประเพณีล้าหลังอีกบานตะไท ต่างๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยและความเป็น “เรา” ซึ่งเป็นเรื่องที่สุดแสนจะปกติ

และเรามีประเทศที่ร่วมชะตากรรมกันแบบนี้อีกครึ่งค่อนโลก ไม่ต้องอาย ไม่ต้องมีปม

เราหนีตัวเราเองไม่พ้นหรอก ไม่ต้องไปเรียกร้องให้คนอื่นมานั่งอวยเราหรือตีอกชกหัวว่า “ทำไมไม่พูดถึงชั้นในเรื่องดีๆ” เพราะโลกไม่ได้หมุนรอบตัวเรา และเราไม่ได่สำคัญต่อโลกขนาดนั้น

แต่การที่เรายังไม่สำคัญต่อโลกขนาดนั้นไม่ได้แปลว่าเราต้องต่ำหรืออะไร

เราแค่ “ธรรมดา” ซึ่งไม่ผิด ไม่แปลก ปกติ

 

เมื่อรู้จักจะยินดีกับความปกติธรรมดาค่าเฉลี่ยของตัวเองก็ชิลๆ บ้าง เวลาคนอื่นเขาพูดถึงเราดีบ้างไม่ดีบ้าง จริงบ้าง โม้บ้าง ก็ขำๆ บ้าง โลกไม่แตก และประเทศเราไม่ได้แตกสลาย

พึงจำไว้ว่า โลกไม่ได้แคร์คุณขนาดที่เห็นโฆษณาแอปเปิลแล้วเขาต้องคิดเรื่องความล้าหลังของเมืองไทยทุกวัน

คนชาติอื่นเขาดูแล้วเขาก็ลืมบ้างอะไรบ้าง เขาไม่ได้คิดเรื่องประเทศไทยเท่ากับคนไทยหมกมุ่นเรื่อง “หน้าตา” ของประเทศตัวเอง

สุดท้ายอย่าไปเชื่อฝรั่งเพียงเพราะเขาเป็นฝรั่ง

 

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กระดูกสันหลังของกองทุน : ว่าด้วยงบบริหารประกันสังคม และวิธีคิดที่ไม่ยอมเปลี่ยน
ส่องลึกอิหร่าน : 6) ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคกับสวัสดิการประชานิยมในประเทศ
เราต้องการระบบการผลิตครูพันธุ์ใหม่ (2) ต้องคัดคนเรียน และลดจำนวนผลิตครู |
BATTLE รถครอบครัว ประตูสไลด์ 7 ที่นั่ง STEP WGN ปะทะ SERENA e-POWER
ราเมงมิโซะหมูชาชู
บทเรียนสารพันปัญหา! ลิขสิทธิ์บอลโลกในไทย
สังคมศึกษาใต้กะลา
อสังหาฯ เผชิญ ‘Slow Motion Tsunami’
ตำแยแมวบำรุงร่างกาย แก้หอบหืด ภูมิแพ้สำหรับทาสแมวในหน้าฝน
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 12 – 18 มิถุนายน 2569
‘ความฝันในหอแดง’ : อำนาจบารมีและข้อจำกัด (2)
E-DUANG | ภาพสะท้อน ประชาชน กรณี AI PASSPORT