bg-single

เราเห็นอะไร เมื่อ ‘อาเซียน’ เผชิญคลื่นจีนทุ่มตลาด

28.08.2024

บทความพิเศษ | พาราตีรีตีส

 

เราเห็นอะไร

เมื่อ ‘อาเซียน’ เผชิญคลื่นจีนทุ่มตลาด

 

ปรากฏการณ์คลื่นเศรษฐกิจสีแดงกำลังโถมเข้าใส่ภูมิภาคนี้อย่างหนักหน่วง

และไม่ได้มาแค่สินค้าน้อยใหญ่หลายชนิดเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับทุน แรงงาน ซัพพลายเออร์ วัตถุดิบและระบบ จนหลายประเทศแถบนี้ต่างกังวลอย่างหนักกับผลกระทบที่มีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการผลิตในประเทศ ว่าจะถูกเปลี่ยนมือจากเจ้าของธุรกิจท้องถิ่น มาสู่นักลงทุนหน้าใหม่จากแดนมังกร

ปรากฏการณ์ที่ไม่เพียงทำให้เห็นผลลัพธ์ต่อระบบเศรษฐกิจของชาติอาเซียน แต่ยังสะท้อนบางสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในจีน ที่แนวโน้มนี้อาจทำให้ต้องกังวลยกกำลังสอง

หากรับมือไม่ดี จากที่ย่ำแย่จะยิ่งเพิ่มดีกรีเป็นภัยพิบัติ!

 

หากเราผ่านตากับฟีดข่าวบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับเศรษฐกิจในช่วงนี้ ประเด็นที่ดังขึ้นเรื่อยๆ คือ ปรากฏการณ์ทุ่มตลาดของจีนจากสินค้านำเข้าที่กินสัดส่วนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ลามไปถึงช่องทางธุรกิจตั้งแต่ร้านค้า ร้านอาหาร ค้าปลีก-ส่ง จนถึงอีคอมเมิร์ซ

ล่าสุดคือ Temu อีคอมเมิร์ซหน้าใหม่จาก Pinduoduo Inc. ประกาศทำตลาดในไทย ซึ่งความเป็นมาของบริษัทนี้ค่อนข้างลึกลับ แต่กลับได้เข้าตลาดหุ้น NASDAQ ในเวลาเพียงไม่กี่ปี และตีตลาดหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐที่ทำเอา Amazon ต้องรีบปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาตลาด

สิ่งที่ Temu กลายเป็นประเด็นในไทย คือระบบจัดส่งสินค้าจากจีนโดยตรงถึงมือลูกค้าภายใน 1 สัปดาห์ และสินค้าที่ Temu จำหน่ายคือ มีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ของอุปโภคบริโภคที่มีขายในไทยแต่ราคาถูกจนน่าตกใจ และ Temu ไม่ต้องเสียภาษีให้ไทย ไม่ต้องผ่านตัวแทนจำหน่ายในไทย ผิดกับธุรกิจอื่นในไทยที่ต้องขึ้นระบบจัดเก็บภาษี มีโลจิสติกส์คู่ค้า หรือหน้าร้าน

ที่น่ากังวลคือ สินค้าจากจีนที่เข้าไทยไม่ได้เข้ามาเป็นจำนวนมาก จริงๆ คือมากมายมหาศาล มาแบบของล้างสต๊อก ด้วยต้นทุนและคุณภาพใกล้เคียง แต่ขายถูกกว่าที่ไทยผลิตและขาย

ผลก็คือ ผู้ประกอบการไทยสู้ไม่ได้และรอวันตาย

 

ปรากฏการณ์คลื่นสินค้าจีนทะลักท่วมไทยนี้ เป็นส่วนหนึ่งในการทุ่มตลาดของทุนจีนที่เกิดขึ้นจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนที่ต้องการแก้ไขภาวะซบเซาในประเทศ ทั้งฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ อัตราการเติบโตไม่เป็นไปตามเป้า และอัตราการบริโภคภายในประเทศตกต่ำ อันเป็นผลพวงจากปัญหาโควิด-19 และสงครามการค้ากับชาติตะวันตก

พอเร่งการผลิตเพื่อส่งออก แต่เจอชาติตะวันตกตั้งกำแพงภาษีนำเข้าและสารพัดกฎเพื่อสกัดทุนจีน นักธุรกิจ ทุน และสินค้าจากจีน จึงไหลบ่าเข้าอาเซียนแทน

นอกจากการเร่งเครื่องการผลิตแบบเต็มสูบแล้ว จีนยังเพิ่มความเข้มงวดกับกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง สกัดคนจีนชนชั้นกลางเดินทางออกนอกประเทศได้ยากขึ้น เพื่อป้องกันทั้งเงินรั่วไหลและภาวะสมองไหล ด้วยปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและระบบการเมืองที่เข้มงวด ชาวจีนหลายครอบครัวตัดสินใจเตรียมย้ายถิ่นฐานเพื่อหาชีวิตที่ดีกว่าในต่างแดนตามประเทศต่างๆ รวมถึงไทย

และการที่เห็นนักท่องเที่ยวจีนทัวร์ไทยจำนวนมหาศาล คุณจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่จริงแล้ว นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางออกนอกประเทศมีสัดส่วนเพียง 12% จากทั้งหมดเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีคนจีนจำนวนมากพยายามออกจากจีนทั้งเพื่อไปเที่ยวและหนีจากปัญหาในจีนจนเป็นข่าวการลักลอบเข้าเมืองในหลายประเทศ

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง กล่าวในงาน “ตรวจการบ้าน 1 ปี รัฐบาลเศรษฐา” ว่า ทุนจีนจะเป็นปัญหาต่อไทยในอนาคต ด้วย 3 เหตุผลคือ

1. จีนเปลี่ยนตำราเศรษฐกิจใหม่เพื่อแก้ภาวะเศรษฐกิจซบเซาซึ่งมีผลกับไทย เพราะไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวจีน หากนักท่องเที่ยวจีนไม่มีกำลังซื้อ ก็กระทบกับภาคการท่องเที่ยวของไทย

2. พอจีนเปลี่ยนตำราเศรษฐกิจใหม่มาเน้น สินค้าไฮเทค, การผลิตจำนวนมากและการบริโภคในประเทศ ปรากฏว่า อัตราการบริโภคในประเทศตกต่ำ สินค้าที่ผลิตจำนวนมากเพื่อส่งออกกลับโดนชาติตะวันตกสกัดหนัก ประเทศที่ต้องรับสินค้าค้างสต๊อกจำนวนมากจึงลงเอยที่อาเซียนและไทย

และ 3. นักลงทุนจีนไม่อยากทำธุรกิจในจีนแล้วเพราะกลัวกฎของรัฐบาลและภาวะเศรษฐกิจจีนก็ถดถอย (FDI ต่ำสุดในรอบ 10 ปี) ก็หันมาทำธุรกิจในอาเซียนและไทย

ผลคือทุนจีนรุ่นใหม่ทั้งขาวและเทามาตั้งรกรากทำธุรกิจ จนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นในอาเซียน โดยเฉพาะไทย SMEs หลายแห่งทั้งภาคการผลิต ขนส่งและบริการได้รับผลกระทบหนัก

 

ไม่เพียงแค่ไทย หลายประเทศในอาเซียนเจอคลื่นสินค้าล้างสต๊อกจากจีนไม่น้อยเช่นกัน แต่เหตุใดผลกระทบกลับต่างจากสิ่งที่ไทยกำลังเผชิญ

เซาธ์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ของสิงคโปร์ รายงานว่า ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ได้เอาจริงเอาจังกับการใช้กลไกทางกฎหมายและนโยบายเพื่อปกป้องธุรกิจท้องถิ่นของตัวเอง

อย่างเวียดนาม ได้เริ่มเดินหน้าสืบสวนการทุ่มตลาดในกลุ่มสินค้าเหล็กกล้าม้วนจากจีนและอินเดีย หรือกระทรวงพาณิชย์มาเลเซีย เริ่มชงกฎหมายต่อต้านการทุ่มตลาดเข้าสภาปีหน้าเพื่อแก้ปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรม

หรืออินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่จีนเข้ามาลงทุนระบบรางรถไฟ ก็เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า 200% ซึ่งนายซุลกิฟลี ฮัสซัน รัฐมนตรีพาณิชย์อินโดนีเซียกล่าวว่า สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าในกลุ่มเซรามิกและเสื้อผ้า เราทำได้เช่นกันเพื่อแน่ใจว่า SMEs และอุตสาหกรรมของเราจะอยู่รอดและเจริญรุ่งเรือง

ทั้งนี้ จีนได้ประกาศยอดการส่งออกเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยในกลุ่มชาติอาเซียนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 12.15% จากเดือนมิถุนายน ขณะที่ชาติอาเซียนมีรายงานว่า ต้องขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้น โดยขยายตัวจาก 44,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2556 เป็น 137,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565

 

ในจำนวนชาติอาเซียนกลุ่มนี้ ไทยรับหนักสุด ขาดดุลการค้ากับจีนยาวนานต่อเนื่อง และปี 2566 ขาดดุลหนักเป็นประวัติการณ์ถึง 36.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากไม่ทำอะไรทั้งในแง่นโยบายต่างประเทศหรือนโยบายเศรษฐกิจภายในเพื่อปรับตัวทดแทนอุตสาหกรรมเดิม ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทยมีแต่ย่อยยับ

เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลไทยชุดนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวกับสื่อว่า ได้ให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นแกนนำประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือสินค้าทะลักจากจีนที่ไม่มีมาตรฐาน แต่ไทยขอเลือกไม่ตอบโต้ เพราะกลัวอาจจะกระทบกับความสัมพันธ์การค้าระหว่างประเทศซึ่งไทยก็ส่งออกสินค้าเกษตรให้จีนอยู่ และกล่าวว่า จีนมีสิทธิ์จะเข้ามา ไทยก็มีหน้าที่ที่จะปกป้องตัวเอง หากลุกขึ้นมาตอบโต้ ห้ามจีนทำการค้า ทางจีนเองก็อาจจะห้ามไทยได้ด้วยเหมือนกัน การค้าระหว่างประเทศก็จะไม่เกิดขึ้น

เพื่อนบ้านอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับจีน แต่พวกเขามีวิธีจนสามารถปรับดุลการค้าได้โดยไม่ต้องเสียเปรียบฝ่ายเดียว ไทยกลับเลือกยอมตั้งแต่ยังไม่เริ่มแก้ไข ทำให้ท่าทีนี้ถูกวิจารณ์บนโลกโซเชียลท่ามกลางกระแสต่อต้านจีนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

หนักถึงขั้นที่ว่า ทีชาติตะวันตกสวนกลับอย่างไวว่าไม่มีมารยาท แต่กับจีนไม่หือไม่อือ

 

กระนั้นไทยก็ไม่ได้ไร้การป้องกันเสียทีเดียว เพราะยังมีพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 ซึ่งสามารถบังคับใช้ได้ แต่ลำพังกฎหมายยังไม่เพียงพอ ยังต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ภาวะผู้นำ และเจตจำนงทางการเมืองที่มุ่งรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

แต่จะไปคาดหวังกับรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มาก ยิ่งโครงสร้างการเมืองไทยที่พันลึก มีรัฐบาลแต่ไร้อำนาจและอยู่ในสภาพลูกไก่ในกำมือชนชั้นนำ หนำซ้ำความเป็นพหุนิยมการเมืองถูกทำลายลงด้วยการยุบพรรคก้าวไกลอีก

ถดถอยทั้งระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างประเทศ ประชาชนกลับทำได้แค่บ่นเท่านั้น เพราะเลือกลุกขึ้นสู้เมื่อไหร่ ผลคือถูกกดปราบจนราบคาบ!

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | เด็ด ดอกไม้ สะเทือน ดวงดาว กับ “นาม”ของคน “เงา”แห่งไม้
Believe it or not | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
หมอมือเทวดา : อยากเก่งต้องทำงานไม่หยุด
กะลาแลนด์ (4)
ปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ โจทย์ใหญ่ ‘ศธ.’ ปฏิรูปการศึกษา
หญิงตั้งครรภ์ คือสุดยอดนักกีฬาอึด อดทน
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (2)
กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : จับมือพันธมิตร
คุยกับทูต | วิคเตอร์ เซเมนอฟ ยูเครน : พลังแห่งความยืนหยัด สู่ความหวังแห่งสันติภาพ (1)
ปีที่ 79
นางสีดา ‘รอยไถ’ แห่งความมั่งคั่ง ในการค้าโลกข้ามสมุทร
น้ำเชื้อ จุกอุด และเกมแห่งการสืบพันธุ์