bg-single

นางสีดา ‘รอยไถ’ แห่งความมั่งคั่ง ในการค้าโลกข้ามสมุทร

23.08.2026

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ถ้าจะว่ากันตามปรัมปราคติในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูแล้ว เทพเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่สุดพระองค์หนึ่งของพวกเขาอย่าง “พระนารายณ์” (องค์เดียวกับ พระวิษณุ) นั้น จะมีชายาคือ “พระแม่ลักษมี” ผู้เป็นพระแม่แห่งโชคลาภ และความอุดมสมบูรณ์

แถมพระแม่องค์นี้ยังไม่ได้อยู่เคียงคู่กับพระนารายณ์ เฉพาะเมื่อเวลาเสวยสุขอยู่บนสวรรค์เท่านั้น แต่เมื่อผู้เป็นพระสวามีต้องตกระกำลำบาก อวตารไปปราบยุคเข็ญ พระนางก็จะลงไปเกิดเป็นชายาของอวตารแห่งองค์พระนารายณ์ในคราวเดียวกันนั้นด้วย

ตัวอย่างที่รู้จักกันดีก็เช่น เมื่อคราวที่พระนารายณ์อวตารลงไปเกิดเป็นมนุษย์เดินดิน ที่ชื่อว่า “พระราม” เพื่อปราบ “ราวณะ” (ไทยเรียกท้าวราพณ์ แต่รู้จักกันมากกว่าในชื่อของ ทศกัณฐ์) ผู้เป็นใหญ่แห่งผองยักษ์ (ในอินเดียว่า ราวณะเป็นรากษส อมนุษย์ที่คล้ายคลึงกับยักษ์ แถมยังมีตำนานว่า เป็นพี่น้องกับเผ่ายักษ์ด้วย แต่ก็เชื่อกันว่าในหมู่รากษสนั้น มีความดิบเถื่อนทางวัฒนธรรม และดุร้ายกว่าพวกยักษ์มาก) พระแม่ลักษมีก็ไปเกิดเป็นมนุษย์ที่ชื่อว่า “สีตา” (ไทยเรียก นางสีดา) ซึ่งก็เป็นชายาของพระรามนั่นแหละ

คำว่า “สีดา” นี้ แสดงให้เห็นถึงร่องรอยการเป็นพระแม่แห่งความอุดมสมบูรณ์ของพระแม่ลักษมีอย่างเห็นได้ชัด เพราะคำว่า “สีตา” ในภาษาสันสกฤตนั้น แปลตรงตัวว่า “รอยไถ” และรอยไถนั้นก็คือ สัญลักษณ์แห่ง “ความอุดมสมบูรณ์”

ในมหากาพย์ “รามายณะ” ฉบับวาลมิกิ ที่อินเดีย เล่าว่า เมื่อท้าวชนก (หรือฤๅษีชนก) กษัตริย์แห่งกรุงมิถิลา ทรงประกอบพิธีไถนาเพื่อบูชาเทพยดาและเตรียมพื้นที่ทำไร่ไถนา ปรากฏว่าหัวไถได้ไปกระทบกับเด็กหญิงผู้มีโฉมงดงามที่ผุดขึ้นมาจากผืนดินโดยไม่ได้เกิดจากครรภ์มารดา พระองค์จึงทรงรับมาเลี้ยงดูเป็นพระธิดา และตั้งชื่อว่า “สีดา” ซึ่งแปลว่า “รอยไถ” ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว

พิธีไถนาที่ท้าวชนกได้ประกอบขึ้นนั้น ก็คือ “พิธีวัปปมงคล” โดยคำว่า “วัปปะ” เป็นกริยาธาตุ แปลว่า “หว่าน” ตรงกับคำว่า “วาปยะ” ในภาษาสันสกฤต ที่แปลว่า “พึงหว่าน (เมล็ดพันธุ์)” หรือ “พึงเพาะปลูก”

หนังสือเรื่อง “Sudras in Ancient India : A Social History of Lower Order” (วรรณะศูทรในอินเดียโบราณ : ประวัติศาสตร์สังคมของชนชั้นล่าง) ของ ราม ชาราน ชาร์มา (Ram Sharan Sharma) กล่าวถึงพิธีวัปปมงคลเอาไว้ว่า เป็นพิธีกรรมที่มีมาตั้งแต่ช่วงปลายยุคพระเวท อันเป็นช่วงเวลาที่เก่าแก่กว่าสมัยพุทธกาลไม่มากนัก โดยกษัตริย์จะเป็นผู้ไถนาบนผืนนาศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีด้วยพระองค์เอง

ลักษณะอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงเค้าเดิมของพิธีกรรมอันเก่าแก่ในชุมชนแบบดั้งเดิม (primitive society) ที่มีอยู่ในชุมชนเครือข่ายวัฒนธรรมพระเวทในอินเดียเหนือ และยังตกทอดให้เห็นในศาสนาพุทธยุคต่อมา

ในขณะที่หนังสือเรื่อง “History of Agriculture in India” (ประวัติศาสตร์การเกษตรกรรมในอินเดีย) ของ วิโนท จันทรา ศรีวัสตวะ (Vinod Chandra Srivastava) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเอาไว้ว่า ในพิธีวัปปมงคลนั้น พระราชา หรือตัวแทนของพระองค์ จะใช้คันไถที่ทำขึ้นมาจากทอง หรือเงินเท่านั้น

แถมลัทธิศาสนาต่างๆ ในอนุทวีปอินเดียเอง ต่างก็มีความเชื่อเรื่องพิธีดังกล่าวนี้เหมือนกันทั้งนั้นอีกด้วย

ตัวอย่างที่สำคัญก็คือ ความในพุทธประวัติที่เล่าว่า พระเจ้าสุทโธนะ ผู้เป็นพระราชบิดาของพระพุทธเจ้าเองก็ทรงเคยประกอบพิธีดังกล่าว เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระเยาว์ (แต่ในไทยได้เปลี่ยนพระราชพิธีนี้เป็น พระราชพิธีแรกนาขวัญ ตามความเข้าใจในท้องถิ่นสยาม ที่ไม่มีพิธีวัปปมงคล)

ในพุทธประวัติเล่าว่า เมื่อพระเจ้าสุทโธนะประกอบพระราชพิธีดังกล่าว ก็ทำเอาบรรดาบ่าวไพร่บริวารทั้งหลายเฮโลกันไปชมดูความครึกครื้นในพิธีการที่ว่านี้กันเสียหมด เว้นก็แต่เจ้าชายสิทธัตถะ ที่ ณ ขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 7 พรรษา ที่ปลีกวิเวกมาทรงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ใต้ร่มชมพูพฤกษ์ (ต้นหว้า) เพียงลำพัง

และก็ด้วยใจอันบริสุทธิ์ ตามอย่างวิสัยของผู้ที่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้า ความวิเวกจึงทำให้ก่อเป็นสมาธิขั้นแรกที่เรียกว่า “ปฐมญาณ” จนทำให้เกิดปาฏิหาริย์ที่สำคัญครั้งหนึ่งในพุทธประวัติก็คือ เงาไม้ที่ใต้ร่มต้นหว้าแห่งนั้นไม่ทอดเงาไปตามแสงอาทิตย์ แต่คงอยู่ที่ใต้ร่มไม้นั้นเหมือนแสงเงาที่เกิดจากแดดในยามเที่ยงนั่นเอง

เมื่อพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเสร็จลงเมื่อยามบ่าย พระพี่เลี้ยงวิ่งมาหาเจ้าชาย แล้วก็พบเหตุอัศจรรย์ที่ว่า จึงนำความไปกราบบังคมทูลพระเจ้าสุทโธทนะให้ทรงทราบ

พระองค์จึงเสด็จมาทอดพระเนตรแล้วก็เกิดความอัศจรรย์ใจไม่ต่างไปจากพระพี่เลี้ยง จึงได้ถวายอัญชลี ซึ่งก็คือไหว้เจ้าชายสิทธัตถะ ผู้เป็นพระราชโอรสของพระองค์เองเป็นครั้งที่ 2

ควรทราบด้วยว่า ตามความในพุทธประวัติแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะถวายอัญชลีแก่เจ้าชายสิทธัตถะ-พระพุทธเจ้า รวมทั้งสิ้นสามครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อภายหลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติขึ้นใหม่ๆ มีพระดาบสมาเยี่ยม แล้วไหว้เจ้าชายพระองค์น้อยนี้ พระเจ้าสุทโธทนะก็เลยไหว้ตาม

ครั้งที่สองก็คือเรื่องที่เล่าไปข้างต้น

ส่วนครั้งสุดท้าย คือครั้งที่สามเกิดขึ้นหลังจากที่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว และได้เดินทางกลับไปโปรดพระพุทธบิดาเป็นครั้งแรก

การที่ผู้ที่ต่อไปจะบรรลุพระพุทธเจ้าอย่างสิทธัตถกุมารในวัยเพียง 7 พรรษา ได้แสดงปาฏิหาริย์ในระดับที่ทำให้พระเจ้าสุทโธนะต้องกระทำอัญชลีให้ ซึ่งปรากฏอยู่น้อยครั้งยิ่ง ในขณะที่มีการประกอบพิธีดังกล่าวอยู่ จึงต้องไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับ “ความอุดมสมบูรณ์” อันเป็นเป้าประสงค์ของพิธีวัปปมงคลนั่นเอง

ดังนั้น หากจะพิจารณาจากความหมายเชิงสัญลักษณ์ของ “รอยไถ” จากชื่อของนางสีดาแล้ว ในแง่หนึ่ง เนื้อหาหลักของ “รามายณะ” ซึ่งก็คือ การที่พระรามได้ยกทัพไปทวงคืนนางสีดา ผู้เป็นชายาแห่งตน ที่ถูกทศกัณฐ์ฉุดคร่าไปนั้นกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตนเอง จึงอาจแสดงให้เห็นเป็นภาพเชิงสัญลักษณ์ได้ถึงการแย่งชิงความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าว ระหว่างกลุ่มชนที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “ยักษ์” กับกลุ่มชนที่มี “ลิง” เป็นไพร่พลทำศึก

เอาเข้าจริงแล้ว ความงามพิลาสของนางสีดา จนพอที่จะล่มเมืองได้นั้น (ก็งามระดับทำให้เกิดสงครามระหว่างยักษ์ กับฝูงลิง ที่นำทัพโดยมนุษย์) ก็อาจจะหมายถึง ความงามพร้อมของความอุดมสมบูรณ์นั่นแหละ

จิตรกรรม “รามเกร์” บริเวณระเบียงคดรอบวิหารเงิน “วัดอุโบสถรตนาราม” กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

แต่ “ความอุดมสมบูรณ์” นั้น ก็มีความหมายที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบริบทของสังคมวัฒนธรรม รวมถึงช่วงเวลาอีกด้วย

ในสังคมเกษตรกรรมยุคดั้งเดิมนั้น ความหมายของความอุดมสมบูรณ์ก็อาจจะหมายถึงการที่ข้าวออกรวงจนงดงามปานนางสีดาแย้มยิ้มให้ เพราะเป็นหลักประกันว่า อนาคตอย่างน้อยก็ในช่วงปีนั้นจะมีเสบียงเป็นเมล็ดข้าวกักตุนอยู่จนเต็มยุ้งฉาง และจะไม่ต้องมีใครในครอบครัวที่อดตายแน่

แต่ในสังคมที่ซับซ้อนมากไปกว่านั้น ความอุดมสมบูรณ์ยังหมายถึง ความมั่งคั่งร่ำรวยก็ได้ด้วยอยู่ทุกบ่อย

พระแม่ลักษมี องค์เดียวกับที่ติดตามพระนารายณ์อวตารเป็นพระราม ลงมาเป็นนางสีดานั้น จึงมีสถานะเป็นทั้งเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ และความมั่งคั่งร่ำรวย และรวมไปถึงโชคลาภด้วยอย่างไม่เคอะเขิน

น่าสังเกตว่า นักวิชาการในยุคปัจจุบันประเมินกันว่า “รามายณะ” น่าจะถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อราวช่วงระหว่าง พ.ศ.200-300 ตรงกับช่วงยุคเหล็ก ซึ่งเส้นทางการค้าโลกข้ามสมุทร อันมีพื้นที่แถบอินเดีย และเกาะศรีลังกา (เมืองลงกา ของทศกัณฐ์) กำลังเติบโตและเบ่งบานเป็นอย่างยิ่ง

เอกสารที่ชื่อว่า Periplus Maris Erythraei (Periplus of The Erythrean Sea คือบันทึกการเดินเรือในทะเลเอรีเธรียน ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า “ทะเลแดง” แต่ทะเลแดงในความหมายของกรีกยุคโน้น ได้หมายรวมถึงอ่าวเปอร์เซีย และมหาสมุทรอินเดียเอาไว้ด้วย) ซึ่งเขียนขึ้นโดยนักเดินเรือชาวกรีกเลือดผสมอียิปต์ ในช่วงราว พ.ศ.600 ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า

เอกสารชิ้นดังกล่าวได้อ้างว่า อย่างน้อยตั้งแต่เมื่อราว พ.ศ.500 เป็นต้นมา ในเขตมหาสมุทรอินเดีย จากช่องแคบโมซัมบิก ถึงอุษาคเนย์ ได้เกิดมี “ชุมชนชาวน้ำ” ที่มีกลุ่มอาชีพที่มีลักษณะเฉพาะ อันประกอบไปด้วยกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมงประเภทต่างๆ และอาชีพอื่นที่สัมพันธ์กับการประมง กะลาสีเรือ ช่างฝีมือ พ่อค้า เจ้าของเรือ แต่ละชุมชนเลี้ยงตัวเองได้

ขณะที่พ่อค้าจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มภาคีหรือสมาคมพ่อค้า การรวมตัวของบรรดาสมาชิกสมาคมดังกล่าวล้วนแต่ตัดข้ามพรมแดนของชุมชน แต่กลับยึดโยงให้อาณาบริเวณต่างน่านน้ำติดต่อถึงกัน

เมื่อเกิดการค้าขึ้นก็ต้องมีบริเวณแหล่งตรงกลางสำหรับเป็นที่แรกเปลี่ยนชุมชนหรือเป็นเมืองท่า สำหรับในอินเดีย ร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีล้วนแสดงให้เห็นว่า การค้าขายแลกเปลี่ยนในมหาสมุทรอินเดียเริ่มต้นจากการสร้างความเชื่อมโยงทางทะเลชายฝั่ง โดยเฉพาะทะเลด้านตะวันตกของอินเดีย

ควรเข้าใจด้วยว่า ในพื้นทะเลที่โปร่งโล่ง ความเข้าใจเรื่องลมมรสุมประจำฤดูกาลเป็นเรื่องที่สำคัญเอามากๆ

ใน Periplus Maris Erythraei ยังได้อ้างด้วยว่า ในช่วงปลายศตวรรษของ พ.ศ.500 ชาวโรมันเชื้อสายกรีกคนหนึ่งชื่อ ฮิปปาลุส (Hippalus) ได้ค้นพบกระแสลมมรสุมที่พัดตรงไปมาระหว่างทะเลแดง กับชมพูทวีป ในช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน

ลมมรสุมที่ว่าภายหลังเรียกชื่อว่า “ลมมรสุมฮิปปาลุส” เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ

การค้นพบลมมรสุมดังกล่าวก่อให้เกิดการเดินเรือตัดข้ามมหาสมุทร เป็นผลให้การค้าโลกขยายตัวขนานใหญ่ พ่อค้าสามารถเดินทางค้าขายระยะไกลได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เส้นทางการค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ

เส้นทางการค้าระหว่างโลกตะวันตก และชมพูทวีป

แต่หลังจากนั้น หากจะเดินทางต่อมายังอุษาคเนย์ ซึ่งในเอกสารเรียกด้วยภาษาละติน แต่แปลได้ว่า “สุวรรณภูมิ” อันเป็นดินแดนที่มั่งคั่ง ซึ่งพ่อค้าในยุคนั้นต่างใฝ่ฝันถึงแล้ว จะต้องโดยสารเรือแล่นเลียบชายฝั่งไป โดยจะต้องไปเปลี่ยนขึ้นเรือที่แหลมทางตอนใต้สุดของชมพูทวีป ดินแดนในปริมณฑลอำนาจของพวก “ทมิฬ”

จุดเริ่มต้นของการเดินเรือเลียบชายฝั่งดังกล่าวก็คือตรงรอยเชื่อมระหว่างแหลมตอนใต้สุดของอินเดีย บริเวณเมืองราเมศวรัม กับเกาะลังกา ที่มีโขดหินธรรมชาติเชื่อมต่อเกือบจะบรรจบถึงกัน แล้วชาวอินเดียเรียก “ถนนพระราม”

ด้วยเชื่อว่าพระรามได้กะเกณฑ์ฝูงพลลิงสร้างขึ้น เพื่อบุกไปยังเกาะลงกา ของทศกัณฐ์นั่นแหละ

ประเด็นหลังนี้ดูจะสัมพันธ์กับกรุงลงกาของทศกัณฐ์ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการค้าทางทะเล และการขยายตัวของชุมชนชาวพื้นเมืองในบริเวณประเทศอินเดียปัจจุบัน โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่เลียบชายฝั่ง ก็ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะมีคนอพยพขนานใหญ่มาสร้างบ้านแปงเมือง แต่มีชุมชนท้องที่อยู่มาก่อนแล้ว

และเรื่องราวในรามายณะ ตั้งแต่เริ่มมีการเรียบเรียงขึ้นเมื่อ พ.ศ.200-300 ซึ่งตรงกับช่วงที่กำลังมีการก่อร่างสร้างเส้นทางการค้าข้ามสมุทรสายนี้

และมีการต่อเติมขยายเรื่องราวในมหากาพย์ที่ว่าต่อมาอีกหลายร้อยปี ก็เกิดขึ้นในช่วงเดียวกันกับการเติบโตยิ่งขึ้นของเส้นทางการค้าโลกสายนี้เอง

ผมจึงไม่ค่อยจะแน่ใจนัก ว่าการที่พระรามหึงสาพยาบาททศกัณฐ์ เป็นเพราะที่นาผืนน้อยอันอุดมแบบสังคมเกษตรกรรมยุคโบราณ หรือว่าจะเป็นรายรับจากค่าต๋ง และบรรดาสินค้าแบรนด์เนมในการค้าโลกข้ามสมุทรกันแน่?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หมอมือเทวดา : อยากเก่งต้องทำงานไม่หยุด
กะลาแลนด์ (4)
ปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ โจทย์ใหญ่ ‘ศธ.’ ปฏิรูปการศึกษา
หญิงตั้งครรภ์ คือสุดยอดนักกีฬาอึด อดทน
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (2)
การ์ตูน “สะดุดยิ้ม by พล”
‘ร่วมเพศ-สาดน้ำ’ พิธีกรรมชาวบ้านขอฝน
กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : จับมือพันธมิตร
คุยกับทูต | วิคเตอร์ เซเมนอฟ ยูเครน : พลังแห่งความยืนหยัด สู่ความหวังแห่งสันติภาพ (1)
ปีที่ 79
นางสีดา ‘รอยไถ’ แห่งความมั่งคั่ง ในการค้าโลกข้ามสมุทร
น้ำเชื้อ จุกอุด และเกมแห่งการสืบพันธุ์