ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (2)
Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1920 ephedrine กลายเป็นส่วนประกอบของยาหอบหืดแผนปัจจุบันที่ขายดีทั่วโลก
บริษัทยาค้นพบอีกว่า methamphetamine อนุพันธ์เคมีที่ได้จาก ephedrine ก็สามารถทำเป็นยาหอบหืดได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันอีกตัวคือ amphetamine ที่สามารถผลิตผ่านกระบวนการเคมีสังเคราะห์ล้วนๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปสกัด ephedrine จาก “มาฮวง” อีกต่อไป
ต้นทศวรรษ 1930 บริษัทยาชื่อ Smith, Kline & French ฝั่งสหรัฐอเมริกาใช้วิธีนี้ผลิต Benzedrine ยาพ่นแก้คัดจมูก หอบหืด และอ่อนเพลีย ที่มี amphetamine เป็นสารออกฤทธิ์หลัก
หลังวางขายไม่นานนักผู้ใช้หลายคนก็เริ่มสังเกตได้ว่ายาวิเศษตัวนี้ยังช่วยให้ตื่นตัว คึกคัก ขยันทำงานไม่หลับไม่นอน
บริษัทก็เลยออก Benzedrine เวอร์ชั่นยาเม็ดมาขายแก้โรคลมหลับ (narcolepsy) ด้วย
ปลายทศวรรษ 1930 บริษัทยาชื่อ Temmler จากฝั่งเยอรมนีออกยาเม็ดชื่อ Pervitin ซึ่งมีส่วนผสมเป็น methamphetamine hydrochloride ผลิตได้เป็นสเกลใหญ่ ประชาชนหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เป็นยาขยันเพิ่มพลังสร้างความคึกคัก

Cr. Peach nom
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยาขยันจาก amphetamine และ methamphetamine กลายเป็นอาวุธชิ้นสำคัญสำหรับทหารที่ต้องเดินทัพทางไกล และเฝ้ายามระวังศึกหามรุ่งหามค่ำ คนงานในโรงงานยุทธภัณฑ์ที่ต้องเข้ากะต่อเนื่องแทบไม่มีวันหยุด การได้ “ยาขยัน” ที่ทำให้พวกเขาอึดขึ้น ไวขึ้น ตื่นตัวมากขึ้น อาจจะเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายในการชนะศึก
ประมาณกันว่า นาซีเยอรมันแจกจ่าย Pervitin ให้ทหารไปกว่า 35 ล้านชุด โดยเฉพาะช่วงเปิดสงครามสายฟ้าแลบ Blitzkrieg กับโปแลนด์และฝรั่งเศส
ฟากกองทัพญี่ปุ่นก็ผลิตยาจาก methamphetamine ชื่อ Philopon กว่าพันล้านเม็ดให้คนงานในโรงงาน ทหารในกองทัพ รวมทั้งนักบินพลีชีพกามิกาเซ่
ฝั่งสัมพันธมิตรทั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกาก็ให้ยาขยันแบบนี้กับทหารฝั่งตัวเองไปรวมๆ แล้วกว่าร้อยล้านชุด
หลังจบสงคราม “ยาขยัน” ที่ถูกผลิตออกมาจนล้นก็ทะลักสู่ตลาดจนภาคพลเรือนติดยากันงอมแงม
วิกฤตนี้หนักหนาที่สุดในญี่ปุ่นช่วงกลางทศวรรษ 1950 ประมาณกันว่า มีคนใช้ methamphetamine ถึงราวๆ สองล้านคน
รัฐบาลต้องออกกฎหมายมาห้าม ยาพวกนี้ก็เลยต้องลงใต้ดินเข้าสู่ตลาดมืดเป็นธุรกิจของพวกแก๊งยากูซ่าต่อไป
ฝั่งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษก็เริ่มจำกัดการใช้จนมาออกกฎห้ามจริงจังปลายทศวรรษ 1960

Cr. Peach nom
แม้ ephedrine และ methamphetamine ถูกใช้มานานและใช้กันมาหนักหน่วงจนเรารู้จักฤทธิ์ของพวกมันดี
กลไกการทำงานระดับโมเลกุลเพิ่งมาถูกค้นพบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โมเลกุลพวกนี้ไปจับกับโมเลกุลตัวรับบนเซลล์ประสาท เป็นเสมือนกุญแจเปิดโหมดเอาชีวิตรอด ทำให้ตื่นตัวคึกคัก เส้นเลือดหด ความดันขึ้น หัวใจเต้นแรง หลอดลมขยาย พร้อมเปิดหน้าสู้หรือไม่ก็รีบเผ่น
ถ้าเปรียบร่างกายเราเป็นโรงงาน “โหมดเอาชีวิตรอด” ก็คือการไปไขกุญแจเปิดสัญญาณไฟไหม้ดังลั่นให้พนักงานทุกคนตาตื่นไม่ง่วงไม่เหงาไม่เฉื่อยอีกต่อไป
แน่นอนว่าในระยะสั้นก็จะได้งานมากขึ้นแต่กดไปเรื่อยๆ ก็จะพังกันทั้งหมด
methamphetamine ยังเหนือกว่า ephedrine ตรงที่มันผ่านกำแพงกั้นเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง (blood brain barrier) ได้ดีกว่า
ก็เลยสามารถเข้าไปป่วนการทำงานของสมองได้มากกว่าด้วย โดยเฉพาะการหลั่งสารสื่อประสาทที่เกี่ยวกับความสุขจากการรับรางวัล
ถ้าให้เปรียบเทียบก็คือนอกจากจะไขกุญแจเปิดสัญญาณไฟไหม้แล้วยังไขกุญแจเข้าออฟฟิศผู้บริหาร เอาเงินในลิ้นชักออกมาจัดปาร์ตี้กันสุดเหวี่ยงอีกด้วย methamphetamine ก็เลยฤทธิ์แรงกว่า เสพติดง่ายกว่า
และทำให้ “บ้า” มากกว่า ephedrine

Cr. Peach nom

Cr. Peach nom
methamphetamine ถูกกฎหมายคุมเข้มงวดไปแล้วตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 ส่วน ephedrine ยังขายต่อมาได้เรื่อยๆ แต่พอมียาแก้หอบหืดตัวใหม่เข้ามาตีตลาด ด้วยประสิทธิภาพที่สูงกว่า ผลข้างเคียงน้อยกว่า ยอดขาย ephedrine ก็เริ่มตก
โอกาสทองของ ephedrine กลับมาอีกครั้งเมื่อวงการนักกีฬาและนักเพาะกายค้นพบโดยบังเอิญว่ายาตัวนี้มีผลข้างเคียงช่วยลดน้ำหนัก ร่างกายที่พร้อมเข้าโหมดต่อสู้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยยานี้จะลดความอยากอาหารและเพิ่มอัตราการเผาผลาญแคลอรี
ประจวบกับกลางทศวรรษ 1990 สหรัฐผ่านกฎหมาย Dietary Supplement Health and Education Act (DSHEA) อนุญาตให้อาหารเสริมที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติออกมาวางขายได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดจากองค์การอาหารและยา (FDA)
ซึ่ง ephedrine จากสมุนไพร “มาฮวง” ก็เข้าข่ายนั้น
ปลายทศวรรษ 1990 ตลาดยาลดน้ำหนักจาก ephedrine ก็บูมครั้งใหญ่ ยอดขายแค่ในสหรัฐอเมริกาทะลุพันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ephedrine ยังถูกเอาไปทำยาแก้ง่วงเสริมสมรรถนะขายให้คนขับรถบรรทุกตามปั๊มน้ำมันและนักเรียนนักศึกษาอีกด้วย

Cr. Peach nom
พอเข้าต้นทศวรรษ 2000 FDA ก็เริ่มได้รับรายงานเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ ถึงผลข้างเคียงของ ephedrine
ตั้งแต่นอนไม่หลับขั้นรุนแรง ใจสั่น ชัก เส้นเลือดสมองแตก จนถึงตายโดยไม่ทราบสาเหตุอื่น
เคสที่ดังที่สุดเป็นของนักเบสบอลหนุ่มวัย 23 ปีชื่อ Steve Bechler ที่เสียชีวิตโดยมีปัจจัยร่วมจากผลข้างเคียงของยาลดน้ำหนักจาก ephedrine กลายเป็นคดีฟ้องร้องบริษัทยากันใหญ่โต
ในขณะเดียวกัน แก๊งค้ายาเสพติดก็เรียนรู้วิธีเคมีสังเคราะห์ที่ Nagayoshi Nagai คิดค้นมาตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อน เปลี่ยน ephedrine ที่ซื้อได้ทั่วไปตามกฎหมายราคาถูกไปเป็น methamphetamine ที่ขายเข้าตลาดมืดในราคาสูง
FDA สหรัฐยื่นเรื่องขอถอด ephedrine จากรายการอาหารและยาที่ขายได้ทั่วไป กลายเป็นคดีฟ้องร้องกับบริษัทยาไปถึงศาลอุทธรณ์ ก่อนที่ FDA จะเป็นฝ่ายชนะ ephedrine ถูกห้ามขายไปตั้งแต่ปี 2004 กลายเป็นคดีตัวอย่างคดีแรกของสหรัฐที่ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติถูกถอดถอนออกไปหลังออกกฎหมาย DSHEA
ephedrine ยังคงมีใช้เฉพาะในห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลในภาวะฉุกเฉิน
ส่วน methamphetamine หรือยาบ้าอยู่ในตลาดมืดเต็มตัว มีแหล่งผลิตใหญ่แถบเม็กซิโกและเมียนมา ใช้การสังเคราะห์เคมีล้วนๆ ไม่ง้อสมุนไพรธรรมชาติ
จากประวัติศาสตร์เกือบห้าพันปีในตำรับยาจีนถึงการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ อาวุธสงคราม ธุรกิจพันล้าน และอาชญากรในตลาดมืด เรื่องราวของมาฮวง ยาหอบหืด ยาขยัน ยาลดน้ำหนัก และยาบ้าคือเส้นเรื่องเดียวที่แสดงผลกระทบมหาศาลจากหนึ่งโมเลกุลมหัศจรรย์จากธรรมชาติ
ติดตามต่อตอนหน้าสำหรับโมเลกุลต่อไป
