คุยกับทูต | วิคเตอร์ เซเมนอฟ ยูเครน : พลังแห่งความยืนหยัด สู่ความหวังแห่งสันติภาพ (1)
คุยกับทูต | ชนัดดา ชินะโยธิน
Exclusive Talks With Ambassadors | Chanadda Jinayodhin
ในวันที่ 24 สิงหาคม ยูเครนเฉลิมฉลองวันเอกราช
อันเป็นโอกาสสำคัญที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในชาติ อัตลักษณ์ และจิตวิญญาณแห่งเสรีภาพของประชาชน ท่ามกลางช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่
วันสำคัญนี้ยังเป็นโอกาสให้ชาวยูเครนหวนมองเส้นทางที่ผ่านมา พร้อมยืนยันเจตจำนงในการกำหนดอนาคตของตนเอง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกได้ประจักษ์ถึงความมุ่งมั่นของประชาชนชาวยูเครนในการปกป้องประเทศและคุณค่าที่พวกเขายึดถือ
ขณะเดียวกัน ยูเครนยังคงให้ความสำคัญกับการกระชับความสัมพันธ์กับประชาคมระหว่างประเทศและมิตรประเทศ รวมถึงประเทศไทย
เพื่อขยายความร่วมมือในหลากหลายมิติ และร่วมกันวางรากฐานสำหรับวันข้างหน้า
“คุยกับทูต” ได้สนทนากับ นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ (Mr. Viktor Semenov) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครนประจำราชอาณาจักรไทย ถึงมุมมองต่อสถานการณ์ของยูเครนในช่วงเวลาสำคัญ ทิศทางความสัมพันธ์ไทย-ยูเครน ตลอดจนความหวังต่อการฟื้นฟูประเทศและเส้นทางสู่อนาคต

: วันที่ 24 สิงหาคมของทุกปีมีความหมายอย่างไรต่อชาวยูเครน และท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญ วันสำคัญนี้สะท้อนถึงความเข้มแข็ง ความภาคภูมิใจ และความยืนหยัดของประชาชนชาวยูเครนอย่างไร
“วันที่ 24 สิงหาคมนี้ เราร่วมรำลึกถึงวาระครบรอบ 35 ปีแห่งวันเอกราช (Independence Day) นับตั้งแต่รัฐสภายูเครนประกาศฟื้นฟูเอกราชและแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 1991
สำหรับชาวยูเครนทุกคน วันเอกราชในวันนี้มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เคย หลังจากต้องเผชิญกับการรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซียที่ดำเนินมายาวนานกว่าสี่ปี และการรุกรานด้วยกำลังอาวุธที่ยืดเยื้อมานานกว่า 12 ปี
วันเอกราชจึงมิได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองการประกาศเอกราชในปี 1991 เท่านั้น หากยังเป็นวันที่ย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงการเสียสละอันใหญ่หลวงที่ประชาชนชาวยูเครนได้ร่วมกันแบกรับ เพื่อธำรงรักษารัฐของเรา ตลอดจนต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อปกป้องเสรีภาพ อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงสิทธิของประชาชาติยูเครนในการดำรงอยู่
สำหรับผม สิ่งที่สะท้อนจิตวิญญาณของชาวยูเครนได้ชัดเจนที่สุดคือ ‘ความเป็นหนึ่งเดียว’ และ ‘ความกล้าหาญ’ นับตั้งแต่วันแรกของสงคราม ประชาชนของเราเลือกที่จะยืนหยัด ต่อสู้กับการยึดครองของรัสเซีย และเราจะยังคงต่อสู้ต่อไปจนกว่ารัสเซียจะยุติการรุกราน
ศัตรูของเรายังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ได้แม้แต่ข้อเดียว แม้ต้องสูญเสียกำลังพลไปแล้วกว่า 1.45 ล้านนาย ทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ และในแต่ละเดือน ผู้รุกรานยังสูญเสียกำลังพลประมาณ 30,000 นาย
เรากำลังใช้สิทธิโดยชอบธรรมในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ
และในวันนี้ ทุกท่านสามารถเห็นได้ด้วยตนเองว่า ยูเครนกำลังพลิกสถานการณ์ของสงคราม และนำการสู้รบกลับไปยังดินแดนของรัสเซีย

ขณะเดียวกัน เราสามารถรักษารัฐ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของเราไว้ได้ ความเข้มแข็งและความยืนหยัดของชาวยูเครนสะท้อนให้เห็นผ่านผู้คนในทุกภาคส่วน
เจ้าหน้าที่ด้านพลังงานและทีมกู้ภัยฉุกเฉินช่วยประคับประคองระบบไฟฟ้าให้ดำเนินต่อไป แม้ในช่วงฤดูหนาวที่ยากลำบากที่สุด แพทย์ยังคงรักษาผู้ป่วยท่ามกลางการโจมตี ขณะที่ครูยังคงให้การศึกษาแก่เด็กๆ แม้ต้องสอนจากภายในหลุมหลบภัย
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเรา ซึ่งปัจจุบันมีศักยภาพในการผลิตโดรนได้ราว 10 ล้านลำต่อปี และกำลังมุ่งสู่เป้าหมาย 20 ล้านลำ ได้ทำให้ยูเครนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านโดรน
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ครอบครัวชาวยูเครนธรรมดาๆ ที่ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด หลายครอบครัวสูญเสียบ้าน บุคคลอันเป็นที่รัก หรือแม้แต่เมืองที่เคยเป็นบ้านของพวกเขา ถึงกระนั้น พวกเขายังคงทำงาน ร่วมกันสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่ และเลี้ยงดูลูกๆ ด้วยความหวัง แทนที่จะปล่อยให้ความสิ้นหวังเข้าครอบงำ
วันนี้ เราสามารถกล่าวได้อย่างเต็มความมั่นใจว่า เสรีภาพคือคุณค่าที่สำคัญที่สุดสำหรับชาวยูเครน
ผมขอยกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน หลังการปฏิวัติแห่งศักดิ์ศรีในปี 2014 เคยมีป้ายขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเคียฟเป็นเวลาหลายปี โดยมีข้อความว่า “เสรีภาพคือศาสนาของเรา” (Freedom is our religion)
ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนถึงจิตวิญญาณที่หยั่งรากลึกในหัวใจของชาวยูเครน สำหรับเรา เสรีภาพคือคุณค่าสูงสุด เป็นสิ่งที่เราจะไม่มีวันละทิ้งหรือยอมสละ”

: ประเทศไทยและยูเครนมีความสัมพันธ์ฉันมิตรมากว่าสามทศวรรษ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่านมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ใดบ้างที่จะช่วยกระชับสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชน และยกระดับความร่วมมือของทั้งสองประเทศให้ก้าวไปอีกขั้น โดยเฉพาะในด้านใดที่ท่านอยากเห็นไทยและยูเครนเดินหน้าร่วมกันมากที่สุด
ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ยูเครนและไทยได้ร่วมกันสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่น เป็นมิตร และสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การหารือทางการเมืองระหว่างสองประเทศมีพัฒนาการที่ชัดเจนและใกล้ชิดยิ่งขึ้น
เราพร้อมที่จะยกระดับการหารือระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐสภา และสนับสนุนให้ประเทศไทยเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการริเริ่มสำคัญของยูเครน ได้แก่ แพลตฟอร์มไครเมียนานาชาติ (International Crimea Platform), ธัญพืชจากยูเครน (Grain from Ukraine) และพาเด็กยูเครนกลับบ้าน (Bring Kids Back UA)
บทบาทของไทยในเวทีโลกสามารถมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนความปลอดภัยของการส่งออกสินค้าเกษตรจากท่าเรือยูเครน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลก ตลอดจนสนับสนุนความพยายามในการนำเด็กชาวยูเครนที่ถูกลักพาตัวโดยรัสเซีย กลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัวและมาตุภูมิ
เรามีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และกาตาร์ ซึ่งความพยายามของทั้งสองประเทศไม่เพียงช่วยให้เด็กชาวยูเครนได้กลับคืนสู่บ้านเกิด แต่ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญที่ประเทศเหล่านี้สามารถมีต่อประชาคมโลก

ขณะเดียวกัน ผมมองเห็นศักยภาพอย่างมากในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ยูเครนมีโอกาสที่น่าสนใจในหลายด้าน ทั้งการฟื้นฟูและบูรณะประเทศ เกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน และแน่นอน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ความต้องการด้านการฟื้นฟูและบูรณะยูเครนในช่วงทศวรรษข้างหน้าคาดว่าจะมีมูลค่าเกือบ 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะก่อให้เกิดโอกาสอย่างมหาศาลสำหรับพันธมิตรจากนานาประเทศ
ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความสนใจในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเข้าร่วมการประชุม Ukraine Recovery Conference ที่เมืองกดัญสก์ (Gda?sk) ร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมว่าด้วยการปฏิบัติการทุ่นระเบิดในยูเครน (Ukraine Mine Action Conference : UMAC) ที่กรุงโตเกียว
และให้การสนับสนุนโครงการ PCO-Ukraine ซึ่งมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถของยูเครนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม

ในปีนี้ ได้มีการจัดตั้งหอการค้าไทย-ยูเครน (Thai-Ukrainian Chamber of Commerce) ขึ้น เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ
และขณะนี้เรากำลังพิจารณาจัดการประชุมครั้งแรกของ คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยการค้า (Joint Commission on Trade) ระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ
ผมขอเชิญชวนนักลงทุนไทยให้เริ่มพิจารณาโอกาสในยูเครนตั้งแต่วันนี้ เพราะผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะแรกย่อมมีโอกาสก้าวไปพร้อมกับการฟื้นฟูและการเติบโตของยูเครน
และได้รับประโยชน์จากโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

จากความสัมพันธ์ทางการเมืองและโอกาสทางเศรษฐกิจ
บทสนทนาระหว่างไทยกับยูเครนยังมีอีกมิติที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกัน นั่นคือ “อาหาร”
เพราะสำหรับยูเครน ผืนดินไม่ได้หมายถึงเพียงผลผลิตทางการเกษตร
หากยังหมายถึงความมั่นคงทางอาหารของผู้คนอีกนับล้านทั่วโลก
และนี่คือเรื่องราวของ “จากผืนดินยูเครนสู่โต๊ะอาหารโลก” ในตอนต่อไป
