| การศึกษา
กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เดินหน้าปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกหน่วยงานต้องเร่งทบทวนโครงสร้างอัตรากำลังของตัวเอง
เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลหยิบยกขึ้นมาคือ สถานะทางการคลังของประเทศ งบประมาณรายจ่ายประจำที่กินสัดส่วนสูงถึงราว 70% ของงบประมาณทั้งหมด และในจำนวนนั้นเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรจำนวนมาก ทำให้พื้นที่งบประมาณสำหรับการลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และนโยบายสังคมใหม่ๆ ถูกจำกัดลงทุกปี ดังนั้น รัฐบาลจึงมองว่าหากไม่เริ่มปรับโครงสร้างกำลังคนตั้งแต่วันนี้ ภาระงบประมาณในอนาคตจะยิ่งหนักขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ จำนวนคนวัยทำงานลดลง แต่ภาระเงินเดือนและบำนาญยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
มาตรการที่เสนอมีตั้งแต่ ชะลอการขอตั้งตำแหน่งข้าราชการใหม่ ไปจนถึงยุบกรอบอัตราที่ไม่มีการใช้จ่ายงบประมาณ และที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดคือ การกำหนดให้ยุบตำแหน่งสายสนับสนุนบางประเภทเมื่อเกษียณอายุ เช่น เจ้าพนักงานธุรการ เจ้าพนักงานประชาสัมพันธ์ เจ้าพนักงานห้องสมุด และบรรณารักษ์ เป็นต้น
หนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดหนีไม่พ้นกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งมีบุคลากรกว่า 4 แสนคน และมีโครงสร้างขยายตัวลงไปถึงระดับจังหวัด เขตพื้นที่ และสถานศึกษา
นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา แสดงความคิดเห็นไว้น่าสนใจว่า การปฏิรูประบบราชการในส่วนของ ศธ.มองว่า การทำงานของ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ค่อนข้างซ้ำซ้อนกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้ตรวจราชการ ศธ. อีกทั้งที่ผ่านมาโครงสร้างดังกล่าวไม่ได้สร้างคุณูปการหรือประโยชน์ต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศอย่างคุ้มค่า และไม่ตรงตามวัตถุประสงค์เดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้
การตั้ง ศธจ. และ ศธภ.มีเจตนาเดิมเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคล และทำให้โครงสร้างองค์กรกระชับตรงเป้าหมาย แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นการเพิ่มจำนวนข้าราชการ และเพิ่มกรอบอัตรากำลัง อีกทั้งยังสร้างปัญหาความขัดแย้งในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะการแย่งชิงอำนาจการบริหารงานบุคคลระหว่าง ศธจ. กับเขตพื้นที่ฯ จนทำให้หน่วยงานระดับภูมิภาคทำงานแบบไม่เป็นเอกภาพ
“หากมองในแง่ทรัพยากรและงบประมาณ ถือว่าไม่คุ้มค่าและไม่เห็นด้วย เนื่องจากโครงสร้างนี้กลายเป็นเพียงช่องทางเอื้อประโยชน์ เพื่อรอการเติบโตขึ้นในสายงาน ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับเงินเดือน ตำแหน่ง และวิทยฐานะ มากกว่าจะตกถึงตัวผู้เรียนหรือโรงเรียน ซึ่งเปรียบเสมือนไขมันซ้ำซ้อนในระบบการศึกษา ที่ให้ประโยชน์กับคนเพียงกลุ่มน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในด้านข้อดีของ ศธจ. และ ศธภ. คือ การช่วยกำกับ ติดตามนโยบายจากส่วนกลางลงสู่ภาคปฏิบัติในบางภารกิจ เช่น โครงการพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ (Thailand Zero Dropout) หรือการติดตามพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา แต่เมื่อเทียบภารกิจกับขนาดตำแหน่ง และงบประมาณที่เสียไปแล้ว ถือว่าไม่สอดคล้องและไม่คุ้มค่ากับภาระงบประมาณอย่างสิ้นเชิง” นายสมพงษ์กล่าว
“ข้อเสนอแนะคือ ต้องหารือร่วมกันบนฐานของเหตุผล และความจำเป็นเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งมีแนวทางชัดเจนในการลดจำนวนข้าราชการและการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน หากยังไม่สามารถสร้างข้อตกลงร่วมกันภายใน ศธ.ได้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการกระจายอำนาจทางการศึกษา นอกจากนี้ เรื่องการกระจายอำนาจทางการศึกษาลงสู่ระดับพื้นที่ จังหวัด และสถานศึกษา หากภายใน ศธ.ยังไม่ชัดเจน จะทำให้เรื่องนี้ถูกเลื่อนออกไปอีก”
“ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการให้เรียบร้อย เพื่อเป้าหมายในการเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบการศึกษา” นายสมพงษ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ ศธ.ไม่ได้มีเพียง “คนมาก” แต่มีทั้งส่วนที่คนล้น และส่วนที่คนขาด อยู่พร้อมกัน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและสถานศึกษาในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ยังขาดครูผู้สอนอยู่จำนวนมาก แต่บางหน่วยงานกลับมีบุคลากรสายสนับสนุนเกินความจำเป็น
แนวทางหนึ่งที่ถูกหยิบยก เพื่อแก้ปัญหา ควบคู่กับการลดกำลังคนภาครัฐคือ การยุบหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาของเด็กในพื้นที่ห่างไกล
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า เร็วๆ นี้ เตรียมนัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือเรื่องการบริหารจัดการอัตรากำลังของ ศธ. ให้เป็นไปตามมติ ครม. ทั้งนี้ ศธ.เป็นกระทรวงใหญ่ มีบุคลากรกว่า 4 แสนคน
ดังนั้น การดำเนินการจึงต้องมองภาพรวมทั้งระบบ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง โดยส่วนตัวไม่ได้กังวล แต่ก็เข้าใจว่า ศธ.อาจได้รับผลกระทบเนื่องจากมีบุคลากรจำนวนมาก
ในส่วนของ ศธภ.และ ศธจ.นั้น เป็นตำแหน่งที่มีอัตราและเงินเดือนรองรับอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นการเพิ่มขึ้นมาใหม่ อีกทั้งภารกิจของ ศธภ.และ ศธจ.ก็ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น โดยมีบทบาทในการบูรณาการการศึกษาร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อวางยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาของประเทศ ขณะที่ผู้ตรวจราชการ ศธ. และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จะเน้นการกำกับดูแลหน่วยงานภายในกระทรวงเป็นหลัก
“การปฏิรูปอัตรากำลังจำเป็นต้องพิจารณาในภาพรวมทั้งระบบ ซึ่ง ศธ.เตรียมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสภาพปัญหาและกำหนดแนวทางที่เหมาะสม เช่น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนครูผู้ช่วย จึงต้องพิจารณาว่าภายในกระทรวงจะสามารถบริหารจัดการอัตรากำลังได้อย่างไร รวมถึงนโยบายลดภาระงานครู ไม่ให้ครูต้องทำหน้าที่ธุรการ หรือปฏิบัติหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่งานสอน”
“ดังนั้น หากไม่สามารถเพิ่มอัตรากำลังในสายสนับสนุนได้ ก็ต้องหาวิธีบริหารจัดการให้สอดคล้องกับข้อจำกัดที่มีอยู่” นายประเสริฐกล่าว
การใช้มาตรการลดอัตรากำลังแบบเหมาเข่งจึงเสี่ยงทำให้ปัญหาเดิมหนักขึ้น เช่น หากตำแหน่งธุรการถูกยุบ อาจส่งผลให้นโยบายลดภาระครูไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หรือแม้แต่การชะลอแต่งตั้งตำแหน่งครู ก็อาจกระทบต่อคุณภาพการจัดการศึกษาในอนาคต
ทั้งนี้ การลดอัตรากำลังภาครัฐครั้งนี้คงต้องมองหลายมิติ เพราะการลดเพียงจำนวนบุคลากรอาจไม่ใช่คำตอบ สิ่งที่ต้องปรับควบคู่กันคือ ลดกฎระเบียบและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ใช้ดิจิทัลแทนงานเอกสารและงานซ้ำซ้อน และจัดสรรกำลังคนใหม่จากส่วนเกินไปยังส่วนขาดและไม่ใช่เฉพาะภาคการศึกษาเท่านั้น รวมถึงหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ที่ต้องปรับตัวไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับ ศธ. โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะลดหรือเพิ่มคน แต่หัวใจสำคัญคือ การบริหารอัตรากำลังส่วนเกินให้มีประสิทธิภาพ และจัดวางกำลังคนให้เหมาะสมกับภารกิจ เพื่อไม่ให้การปรับลดกำลังคนกลายเป็นภาระที่กระทบต่อการจัดการศึกษาในอนาคต
ทั้งหมดนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา ที่ต้องเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้าง ลดความซ้ำซ้อน กระจายกำลังคนไปยังจุดที่ขาดแคลน และคืนเวลาให้ครู
ขณะเดียวกันต้องนำเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการใหม่เข้ามาลดภาระงานที่ไม่จำเป็น
