จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพขณะดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพในรัชกาลที่ 2 ได้ทรงเล่าถึงบรรยากาศระหว่างยกทัพไว้ใน “ลิลิตเสด็จไปขัดทัพพม่าเมืองกาญจนบุรี” ว่า

เมื่อกระบวนเรือมาถึง ‘บางกั้ง’ ทอดพระเนตรเห็น ‘กั้ง’ ‘ปูแสม’ และ ‘ปูทะเล’ สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยต้นไม้แน่นขนัด ร่มรื่นชวนมอง ถึงบางนางจีนมีสวนมะพร้าวนานาพันธุ์แลละลานตา

“๏ สองฟากฝั่งรัถยา แน่นพฤกษาถิ่นสวน ดังจะชวนแวะชม รื่นราบร่มบงซาง ล่วงลุบางนางจีน เชิงสวนตีนเลนสนุก ทุกบ้านทุกเรือนราย หมากพร้าวหมายแม้นเมฆ มะพร้าวเอกอันดก ตกจั่นตักตั้งดิน ลางพันธุ์กินเปลือกได้ ลางพร้าวไฟกะทิพันธุ์ ลางต้นนั้นเถนทุย บ้างต้อมตุ่ยพร้าวซอ แน่นรอบคอพันฝาด หงส์สิบบาทนาฬิเก พันธุ์ทะเลนาควารี อีกหมูสีน้ำหอม พันธุ์เขียวขอมพร้าวเตย”

จะเห็นได้ว่าบ้านเมืองของเรามี ‘หมากพร้าว’ หรือ ‘มะพร้าว’ อยู่ทั่วไป

จึงไม่น่าแปลกที่มะพร้าวจะมีบทบาทในวิถีชีวิตไทย ตั้งแต่ความเป็นอยู่ อาชีพ ถ้อยคำสำนวนภาษา ของกินของใช้ ความคิดความเชื่อ พิธีกรรม ธรรมเนียมต่างๆ

อาทิ การทำขวัญ ‘มะพร้าว’ เป็นหนึ่งในเครื่องทำขวัญ ประกอบด้วยไข่ ข้าว มะพร้าว ของคาวหวาน เทียน ดอกไม้ กระแจะ แป้งหอม น้ำมันหอม

ดังที่ย่าทองประศรีสั่งบ่าวไพร่เตรียมข้าวของให้พร้อมสำหรับพิธีทำขวัญพลายงามหลานชาย เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” บรรยายว่า

๏ ครั้นพลบค่ำย่ำฆ้องทองประศรี เรียกยายปลียายเปลเข้าเคหา

เย็บบายศรีนมแมวจอกแก้วมา ใส่ข้าวปลาเปรี้ยวหวานเอาพานรอง

เทียนดอกไม้ไข่ข้าวมะพร้าวพร้อม น้ำมันหอมแป้งปรุงฟุ้งทั้งห้อง”

หลังทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ย่าก็เชิญขวัญ จุดเทียนเวียนส่งให้บ่าวไพร่ที่มานั่งล้อมวง ครบสามรอบแล้วดับเทียนโบกควันส่งไปยังพลายงาม เจิมกระแจะให้ที่หน้าผาก ให้กินมะพร้าวอ่อนป้อนข้าวขวัญตามประเพณี

“มะพร้าวอ่อนป้อนเจ้าทั้งข้าวขวัญ กระแจะจันทน์เจิมหน้าเป็นราศี”

นอกจากนี้ ในการสืบสวนพิจารณาคดีสมัยโบราณ ถ้าต้องการพิสูจน์ข้อเท็จจริงแต่ไม่สามารถหาพยานหลักฐานเป็นตัวบุคคลได้ จำเป็นต้องใช้ธรรมชาติมาช่วยพิสูจน์หรือสู้กันด้วยกำลังใจและความเชื่อ ในที่นี้คือขอให้เทพยดาฟ้าดินช่วยเหลือ ดังที่ “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 2 ระบุไว้ใน ‘ลักษณพีสูทดำน้ำลุยเพลิง’ (อักขรวิธีตามต้นฉบับ) มาตรา 7 ว่า

“๏ มาตราหนึ่ง จะดำน้ำกันให้อาลักษณเอาคำสัจาธิศถานอ่านประกาษเทพยุดาแล้วให้โจทจำเลยสะหัวแล้วชนไก่ เมื่อจะลงดำน้ำกันนั้นให้ปักหลักห่างกัน ๖ สอก แล้วให้ตระลาการเอาเชือกผูกบั้นเอวทังโจทจำเลยยึดหลัก เอาไม้พาดบ่าไว้ตีฆ้อง 3 ทีข่มฅอหย่อนเชือกลงไป ให้ดำลงไปให้พร้อมถึงต้นหลัก ตั้งนาลิกาให้พร้อมกัน ขณะเมื่อดำลงไปนั้น ถ้าผู้ใดผุดก่อนให้เอากลังสวมฅอ แล้วจึ่งให้ชักเชือกลงไปเอาผู้มิได้ผุดขึ้นมา ถ้าได้ 6 บาดแล้วโจทจำเลยมิได้ผุดขึ้นมาให้ชักเชือกลงไปเอาตัวขึ้นมา”

(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” กวีถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับกฎหมายโบราณ มาตรา 7 ข้างต้น พระครูทั้งสี่คุมตัวคู่ความที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยการดำน้ำออกมา

“ชำระตัวสระหัวทั้งสองคน ชนไก่แล้วก็ลงในคงคา

ผู้คุมกุมยึดหางเชือกไว้ จับลำไม้ไผ่คอยพาดบ่า

ที่ริมฝั่งตั้งขันนาฬิกา ทำมะรงตั้งท่าเข้าข่มคอ

ตีฆ้องหม่งดำลงทั้งสองข้าง พอขุนช้างดำมุดก็ผุดฝอ

ผู้คุมเอาโซ่ใหญ่เข้าใส่คอ พวกคนดูด่าทอออกเพรียกมา”

เราจะมองเห็นภาพการดำน้ำพิสูจน์ความจริงระหว่าง ‘โจทก์’ คือขุนช้าง กับ ‘จำเลย’ คือพระไวย หลังอาบน้ำสระหัวแล้วก็ชนไก่กัน ผู้คุมยึดปลายเชือกที่ผูกบั้นเอวโจทก์และจำเลย ถือลำไม้ไผ่พาดบ่าไว้เตรียมจะกดคอ ตั้งนาฬิกาให้พร้อมกัน พอตีฆ้องโหม่ง 3 ที ผู้คุมก็กดคอหย่อนเชือกลงให้ทั้งคู่ดำน้ำลงไปให้พร้อมกันถึงต้นหลัก ข้อความว่า ‘ที่ริมฝั่งตั้งขันนาฬิกา’ ขันนาฬิกา คืออะไร? คนสมัยนี้งงไปตามๆ กัน

‘กาญจนาคพันธุ์’ อธิบายไว้ในหนังสือ “เล่าเรื่องขุนช้างขุนแผน” ว่า ” ที่เรียกขันนาฬิกา คือ กะลามะพร้าวมีรูที่ก้น วางลอยในขันน้ำเข้า จมทีหนึ่งนับเป็นนาฬิกาหนึ่ง เรียกว่า นาฬิกาน้ำ”

นี่คือภูมิปัญญาคนไทยสมัยที่ยังไม่มีเทคโนโลยี ใช้กะลามะพร้าวเจาะรูลอยน้ำเป็นนาฬิกาจับเวลา

สังเวียนชนไก่สมัยก่อนเพื่อกำหนดรอบต่อสู้และพักยกก็ใช้กะลา (เจาะรูเล็กๆ ที่ก้น) ลอยในภาชนะใส่น้ำ พอน้ำไหลซึมเข้าไปมากจนกะลาจมลงถึงก้นภาชนะ เรียกว่า ‘อันจม’ นับเป็น 1 ยก แล้วจึงนำไก่แยกออกมาให้น้ำ (เหมือนให้น้ำนักมวย)

แต่ทุกวันนี้เพื่อความแม่นยำ ใช้งานสะดวก มีเสียงสัญญาณแจ้งเตือนชัดเจน สนามไก่ชนมาตรฐานส่วนใหญ่จึงเปลี่ยนจาก ‘กะลา’ อุปกรณ์จับเวลาดั้งเดิมมาเป็นนาฬิกาดิจิทัล หรือสมาร์ตโฟนแทน

ในอดีต ‘กะลามะพร้าว’ นอกจากใช้เป็นอุปกรณ์จับเวลา ยังช่วยให้พ้นจากความเป็นทาสได้ด้วย ดังที่ ‘กาญจนาคพันธุ์’ เล่าไว้ในเรื่อง “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 ว่า

“สมัยข้าพเจ้าเป็นเด็ก เขายังเตือนแม่ครัวว่า ‘ระวังนะเดี๋ยวค่าตัวจะหลุด’ คืออย่าไปทำโมโหฉุนเฉียวกับทาส เดี๋ยวเผลอเอาตวักไปสับหน้าทาสเข้า เขาฟ้องศาลเอาค่าตัวหลุด (พ้นจากความเป็นทาส) การเอาตวักซึ่งเป็นกะลาไปสับหน้าทาสแตกจึงมีความผิดถูกปรับไหม เช่น ปรับสองตำลึง ค่าตัวทาสก็หลุดพ้นจากความเป็นทาสไป” (ตวัก, จวัก, กระจ่า, จ่า = เครื่องใช้ตักแกงตักข้าว ทำด้วยกะลามะพร้าว มีด้ามถือ)

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก ‘กะลา’ คือหนึ่งในสิ่งของที่ห้ามใช้ทำร้ายร่างกาย ซึ่งระบุไว้ในกฎหมาย ‘วิวาทด่าตี’ มาตรา 27 ใน “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 1 ดังนี้

“๏ มาตราหนึ่ง วิวาทตีกันจับเอาสันมีตสันพร้าสันหอกสันดาบ ก้อนอิดก้อนดินกระเบื้องเมดกรวดหินสินลาแลงนองาเขี้ยวกะดูกหอยเอนก็ดี เข้าก้อนแห้งขนมแห้งเข้าตังแห้งน้ำตานปึกน้ำอ้อยงบ แลสรรพฟองแลตนเข้าต้นหญ้าหยากเยื่อ ก้อนเนื้อแห้งปลาแห้งตัวปลาสด เบี้ยชันหนังด้ายเขดจุกกะเทียมจุกหอมฃ่าขิงกล้วยท่อนอ้อย แลขี้ม้าขี้วัวขี้ควายขี้ช้าง ลูกไม้ใบไม้ทังกิ่งกะลาเชือกเถาวัลหวายฟาดตีทิ้งซัดท่านก็ดี แลจำท่านให้ตายด้วยขือคาโซ่รตรวนก็ดี ผลักท่านให้กะทบหอกดาบมิตพร้าขวานสี่ว แหลนเหลกหลาวเหลกฉมวกกะตักมีบาทเจบก็ดี แลทำท่านให้จมน้ำก็ดี เอากะสุนยิงท่านก็ดีหยิกด้วยเลบกัดด้วยฟันก็ดีประการเท่านี้ ให้ไหมเสมอศักดิไม้” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ยิ่งไปกว่านั้น ‘พระไอยการลักษณภญาณ’ ยังกล่าวถึงพยานบุคคลที่เชื่อถือมิได้ในการพิจารณาคดีความ มีทั้งสิ้น 33 จำพวก หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ‘คนถือกระเบื้องกะลาขอทาน’ (กะลามะพร้าวเป็นเครื่องมือทำมาหากินของขอทาน ขอเงินหรือสิ่งของเลี้ยงชีวิตโดยใช้กะลาเป็นภาชนะรับสิ่งที่ขอมาได้) ดังที่ “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 1 มีข้อความบันทึกว่า

“๏ ถ้าทวยราษฎรทังปวงผู้มีอรรถคดี อ้างพญาณจะฟังเอาเปนพญาณหมีได้ คือว่า คนกู้นี่ยืมสินผู้เปนความ ๑ คนเปนทาษผู้เปนความ ๑ คนเปนญาติผู้เปนความ ๑ คนวิวาทกับผู้เปนความ ๑ ฯลฯ เดก ๗ เฃ้า ๑ (เด็กอายุ ๗ ขวบลงมา) เถ้า ๗๐ ๑ (คนแก่อายุ ๗๐ ปีขึ้นไป) คนขับขอทานท่าน ๑ คนไม่มีเรือนเที่ยวจร ๑ คนถือกระเบื้องกะลาขอทาน ๑ คนหูหนวก ๑ คนตาบอด ๑ หญิงนครโสภิณี ๑ หญิงแพศยา ๑ เปนกระเทย ๑ เปนบันเดาะ ๑ (= บัณเฑาะก์ = กะเทย) ฯลฯ คน ๓๓ จำพวกนี้อย่าให้ฟังเอาเปนพญาณ ถ้าโจทจำเลยยอมให้สืบฟังเอาเปนพญาณได้”

(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

น่าสังเกตว่ากฎหมายโบราณที่ใช้มะพร้าวเป็นเครื่องมือลงโทษนั้นเป็นที่มาของถ้อยคำสำนวนไทยสมัยก่อน ดังจะเห็นได้จาก ‘พระอายการอาญาหลวง’ มาตรา 1 ใน “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 2 หนึ่งในบทลงโทษคือให้เอามะพร้าวห้าวยัดปาก ดังนี้

“๏ มาตราหนึ่ง ผู้ใดใจโลภนักมักทำใจใหญ่ใฝ่สูงให้เกินศักดิ์กระทำใหล้นพ้นล้ำเหลือบันดาศักดิ์อันท่านให้แก่ตน แลมิจำพระราชนิยมพระเจ้าอยู่หัว แลถ้อยคำมิควรเจรจา เอามาเจรรจาเข้าในรวางราชาสับท แลสิ่งของมิควรประดับเอามาทำเปนเครื่องประดับตน ท่านว่าผู้นั้นทนงองอาจ์ท่านให้ลงโทษ ๘ สถาน สถานหนึ่งให้บันฅอริบเรือน ๑ ให้เอามพร้าวห้าวยัดปาก ๑ ให้ริบราชบาตรแล้วเอาตัวลงหญ้าช้าง ๑ ให้ไหมจัตุรคูนแล้วเอาตัวออกจากราชการ ๑ ให้ไหมทวีคูน ๑ ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๕ ที ๕๐ ทีใส่ตรุะไว้ ๑ ให้จำไว้แล้วถอดเสียเปนไพร่ ๑ ให้ภาคทันท์ไว้ ๑” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

การลงโทษโดยเอามะพร้าวห้าวยัดปาก เป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมา คนสมัยนี้เกิดไม่ทันไม่เคยเห็น แม้ไม่เคยเห็นก็ใช่ว่าไม่เคยมี ตัวช่วยที่ดีคือคำอธิบายของ ‘กาญจนาคพันธุ์’ ในหนังสือ “สำนวนไทย”

“โทษมะพร้าวห้าวยัดปากนี้ว่า เอามะพร้าวห้าวมาปอกเปลือกให้เกลี้ยง เหลือแต่แก่นกลมข้างในแล้วจึงยัดเข้าไปในปาก วิธีลงโทษเอามะพร้าวยัดปาก จึงกลายเป็นคำพูดกันทั่วไป เช่นใครพูดก้าวร้าวล่วงเกินหมิ่นประมาทอะไรที่อาจเป็นภัยแก่ตนได้ก็พูดกันว่า ‘เดี๋ยวโดนมะพร้าวห้าวยัดปาก'”

‘แก่นกลมๆ ข้างใน’ คือเปลือกชั้นในที่คนไทยเราเรียกว่า ‘กะลามะพร้าว’ กะลามะพร้าวห้าว หรือกะลามะพร้าวแก่นั้นแข็งมาก

ถ้าโทษนี้ยังมีอยู่ในปัจจุบัน ‘หมอฟัน’ และ ‘ศัลยแพทย์ตกแต่ง’ คงรวยเละ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หมอมือเทวดา : อยากเก่งต้องทำงานไม่หยุด
กะลาแลนด์ (4)
ปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ โจทย์ใหญ่ ‘ศธ.’ ปฏิรูปการศึกษา
หญิงตั้งครรภ์ คือสุดยอดนักกีฬาอึด อดทน
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (2)
การ์ตูน “สะดุดยิ้ม by พล”
‘ร่วมเพศ-สาดน้ำ’ พิธีกรรมชาวบ้านขอฝน
กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : จับมือพันธมิตร
คุยกับทูต | วิคเตอร์ เซเมนอฟ ยูเครน : พลังแห่งความยืนหยัด สู่ความหวังแห่งสันติภาพ (1)
ปีที่ 79
นางสีดา ‘รอยไถ’ แห่งความมั่งคั่ง ในการค้าโลกข้ามสมุทร
น้ำเชื้อ จุกอุด และเกมแห่งการสืบพันธุ์