
คำ ผกา
ปฏิวัติมาผ้าหลุด
เรื่องคำว่า “ปฏิวัติ” กับ “ปฏิรูป” ในการรับรู้ของคนไทยและสังคมน่าสนใจไม่น้อย
ดีเบตเกี่ยวกับประเด็นนี้หลังจากที่คุณจักรภพ เพ็ญแข ไปให้ความเห็นว่าแนวทางของพรรคเพื่อไทยกับประชาชนนั้นแตกต่างกัน พรรคเพื่อไทยเป็นแนวปฏิรูปและพรรคประชาชนเป็นแนวปฏิวัติ
ฉันฟังแล้วก็เข้าใจทันทีว่าคุณจักรภพหมายความว่าพรรคเพื่อไทยมีลักษณะของการประนีประนอม มีความเป็นไผ่ลู่ลม หรืออีกนัยหนึ่งจะบอกในแบบที่ทางพรรคประชาชนและกองเชียร์ชอบเอามาด่าพรรคเพื่อไทยว่า “ไม่มีประดูกสันหลัง” หรือ “สู้ไปกราบไป” นั่นเอง
คุณจักรภพยังสำทับว่า ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการที่เป็นพรรคแนวทางปฏิรูปนี้มันจะการันตีว่าดีว่าถูกต้อง มันอาจจะไม่ดีก็ได้ โหวตเตอร์หรือประชาชนถ้าเห็นว่าแนวทางนี้สุดท้ายก็จบแบบเดิมๆ ไม่ยอมแก้ไข เปลี่ยนแปลงที่ต้นตอของปัญหา ไม่แตะโครงสร้าง ไม่ลดอำนาจกองทัพ ไม่เซ็น ICC ไม่เอาคนทำรัฐประหารมาลงโทษ การเมืองไทยก็จะเป็นการเมืองว่าด้วยการเกี้ยเซี้ยกันระหว่างชนชั้นนำด้วยกันเองไม่มีประชาชนอยู่ในสมการเหมือนเดิม
หากประชาชนคิดแบบนี้เขาก็แค่ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย
ส่วนพรรคประชาชนที่คุณจักรภพบอกว่ามีแนวทาง “ปฏิวัติ” มันก็เป็นความหมายโดยเปรียบเทียบอ้างอิงจากที่เราเรียกแนวทางของเพื่อไทยว่าปฏิรูป ของพรรคประชาชนก็เป็นแนวปฏิวัติ
เพราะมีความ “แน่วแน่” ในกระดูกสันหลัง ยอมหักไม่ยอมงอ
เช่น แนวทางแบบ “มีกรณ์ (จาติกวณิช) ไม่มีกู” หรือ การไม่ยอมถอดนโยบายแก้ 112 ตอนโหวตพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ และก็เป็นพรรค (ก้าวไกล) ประชาชนเองนั่นแหละที่พูดเรื่อง “พูดถึงไม่ได้ก็ไม่ต้องมี” อย่างชัดเจน และประกาศกร้าวต่อสาธารณชนว่า จุดที่พรรค (ก้าวไกล) ประชาชนแตกต่างจากเพื่อไทยคือ ความแน่วแน่หยัดยืนในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างการเมืองไทย ต้องทลายทุนผูกขาด ต้องทลายเครือข่ายขุนศึกศักดินา
อีกทั้งยังสร้างปรากฏการณ์ของพรรคการเมืองที่ไม่มี “บ้านใหญ่” ไม่มีระบบลูกท่านหลานเธอ มีแต่เจ้านายที่เป็นประชาชน
เพราะฉะนั้น หากจะย้อนไปฟังเนื้อหาของการปราศรัยทางการเมืองของพรรคก้าวไกล-ประชาชน จะกี่ครั้งๆ ก็เป็นเรื่องเหล่านี้ ว่า พรรคก้าวไกล-ประชาชน สามารถเป็น “ความหวัง” ให้กับคนที่รักในประชาธิปไตยได้มากกว่าพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นพรรคที่ไม่มีวันค้อมหัวให้กลุ่มอำนาจเก่า จะไม่ประนีประนอมเพียงเพื่อจะได้ครอบครองอำนาจรัฐ ยอมเป็นฝ่ายค้านดีกว่าเป็นรัฐบาลแต่ต้องไปศิโรราบให้พวกนายทุนขุนศึก
เพราะฉะนั้น คำว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคปฏิรูปจึงเป็นคำสุภาพของคำว่า “พรรคสู้ไปกราบไป” และ พรรคก้าวไกล-ประชาชน เป็นพรรคปฏิวัติก็เป็นคำสุภาพของคำว่า พรรคดันทุรังไร้เดียงสา แค่นั้นเอง
ถามว่า การเป็นพรรคสู้ไปกราบไปผิดไหม? ก็ไม่ผิด
การเป็นพรรคดันทุรังไร้เดียงสาผิดไหม? ก็ไม่ผิด
ถามว่า แล้วใครดีกว่าใคร? ก็ไม่รู้
เรื่องแบบนี้ก็เป็นแค่การเชื่อในแนวทางเปลี่ยนแปลงสังคมที่แตกต่างกัน แนวทางดันทุรังไร้เดียงสานั้นบางทีเราก็เรียกว่าเป็น angry young man
ส่วนคนที่ถูกเรียกว่าเป็น angry young man เขาก็บอกว่า สิ่งนี้แหละเรียกว่าความกล้าหาญ
พวกประนีประนอมนั่นแหละขี้ขลาดตาขาว พวกที่โดนเรียกว่าขี้ขลาด สู้ไปกราบไปก็บอกว่า “เฮ้ย ไม่ใช่ ก่อนจะนิ่งพี่ก็กลิ้งมาก่อน พวกพี่แค่รอบคอบ กินข้าวทีละคำ”
ตัวฉันเองตอนที่ฟังคุณจักรภพพูดยังคิดว่าพรรคประชาชน-ก้าวไกลน่าจะรู้สึกว่าตัวเองได้รับการชื่นชมยกย่อง เพราะคำว่าปฏิวัติเป็นคำที่มีความหมายในแง่บวก หากเรามองจากจุดยืนของคนหัวก้าวหน้า
แต่ปรากฏว่าเรื่องมันเลยเถิดไปจนฉันงงว่า “อ่าว คนหัวก้าวหน้าเขารังเกียจคำว่าปฏิวัติกันหรือ?”
และคนที่อธิบายเรื่องนี้ได้ค่อนข้างกระจ่างคือ ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่อธิบายว่า การบอกว่าพรรคก้าวไกล-ประชาชน เป็นพรรคแนวปฏิวัติ ว่าเป็นการให้ราคาพรรคประชาชนมากเกินไป
พรรคประชาชนไม่ได้มีแนวทางปฏิวัติอะไรเลย ก็แค่พรรคการเมืองธรรมดาๆ ที่อยากปฏิรูปกองทัพ อยากแก้ปัญหาโครงสร้างอำนาจทางการเมือง
อธิบายมาแบบนี้ฉันก็เห็นด้วยว่าเถียงได้ตรงประเด็น นั่นคือออกมายอมรับว่า พรรคก้าวไกล-ประชาชน ก็ไม่ได้กล้าหาญ กล้าพุ่งชนอะไรแบบที่สังคมเข้าใจไปเอง (แม้การปราศรัยหรือการสื่อสารอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่ากล้ามาก พุ่งชนมาก กระดูกสันหลังตรงมาก)
แต่ไม่วายที่ปิยบุตรจะทิ้งท้ายว่า หากจะมีพรรคการเมืองไหนที่ควรถูกเรียกว่าเป็นพรรคสายปฏิรูปก็ควรเป็นพรรคก้าวไกล-ประชาชนนี่แหละ
พรรคเพื่อไทยมีเครดิตอะไรไปเคลมว่าตัวเองปฏิรูป ตระบัดสัตย์ ข้ามขั้วไปรวมกับพวกเผด็จการ จะไปปฏิรูปอะไรได้
ซึ่งเมื่ออ่านและฟังก็เข้าใจชัดเจนขึ้นว่า ทางพรรคก้าวไกล-ประชาชน แค่ต้องการบอกโลกใบนี้ว่า “ฉันคือ the best” ใครอย่ามาเรียกเราว่าเป็นนักปฏิวัติ เว้นแต่เราจะเรียกตัวเอง
เพราะเวลาเราเรียกตัวเราเองว่าเราสมาทานแนวทางมาร์กซิสต์ เรานิยมแนวทางปฏิวัติ ด้อมเราจะฟินมาก ดูว่าเราแรดิคัล ดูว่าเราซ้าย ซึ่งยังไงก็เท่สุดสุด
แต่ถ้าเป็นคนฝั่งพรรคเพื่อไทยเรียกเราว่านักปฏิวัติ แสดงว่าเขากำลังใส่ร้ายป้ายสี มาหาว่าเราเป็นพวกปฏิวัติล้มล้างการปกครอง
หนักกว่านั้นสารรูปอย่างพรรคเพื่อไทยไม่คู่ควรกับคำว่าปฏิรูปหรอก พวกเราต่างหากที่เลอค่าอมตะ คู่ควรกับคำว่าปฏิรูป เพราะหากไม่ใช่พวกเรา พรรคเรา ก็ไม่มีใครรู้ดี รักดี หวังดีต่อประชาชนเท่าพวกเราอีกแล้ว มีแต่พวกเราเท่านั้นที่ศรัทธาในประชาธิปไตยที่แท้จริง คนอื่นเป็นประชาธิปไตยจอมปลอม
ดังนั้น จักรภพกล้าดียังไงเอาคำว่าปฏิรูปไปใช้กับพรรคเพื่อไทย คำว่าปฏิรูปต้องเป็นคำคุณศัพท์ที่ต้องสงวนไว้ใช้กับพรรคก้าวไกล-ประชาชนเท่านั้น พรรคอื่นสำเหนียกไว้ด้วยว่า พวกเธอไม่คู่ควรกับคำนี้
ส่วนพรรคเพื่อไทยก็คงนั่งงงๆ อยู่ว่า ตัวเองก็ไม่เคยนึกอยากนิยามว่าตัวเองเป็นปฏิรูปหรือปฏิวัติ
พรรคเพื่อไทยมีสโลแกนของตัวเองชัดเจนว่าเป็น “ทุนนิยมที่มีหัวใจ”
ถ้าพรรคส้ม ด้อมส้ม กองเชียร์ส้มอยากได้ identity ว่าเป็นพรรคปฏิรูปก็เชิญตามสบายเอาไปเลย เอาไปเรียกตัวเอง เดี่ยวจะช่วยเน้นย้ำให้ก็ได้ว่า ต่อไปนี้ห้ามเรียกพรรคส้มว่าเป็นพรรคปฏิวัติ เขาเป็นพรรคปฏิรูปนะ
ปฏิรูปเดียวกับที่ กปปส. ที่อยากปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนั่นแหละ
สำหรับพรรคเพื่อไทย คำว่าปฏิรูปแสลงหูจะตาย พูดออกมาทีไรก็นึกถึงปฏิรูปก่อนเลือกตั้งจนมีรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สุดแสนจะเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลของทางเพื่อไทย
และฉันก็คิดว่าพรรคก้าวไกล-ประชาชน ก็คู่ควรกับการได้ชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีแนวทางการปฏิรูปเป็นหัวใจของพรรค เพราะทุกนโยบายของพรรคนี้ตั้งแต่เป็นอนาคตใหม่ ก็เน้นเรื่องปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปการทำงานสภา ปฏิรูประบบภาษี ฯลฯ
แลดูว่าถ้าพรรคก้าวไกล-ประชาชนได้มาเป็นรัฐบาลน่าจะเกิดการปฏิรูปประเทศครั้งยิ่งใหญ่ น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ
และฉันอยากจะเห็นการปฏิรูปนั้นด้วยตาตัวเองสักวัน
และหวังว่าเมื่อยกตำแหน่ง “พรรคแห่งการปฏิรูป” ให้แล้วจะไม่ออกมาโวยวายอีกว่า “แค่ทำนโยบายน้ำประปาดื่มได้ ทำหวยใบเสร็จ ทำรถเมล์ไฟฟ้า อย่ามายัดเยียดคำว่า ‘ปฏิรูป’ ให้พวกเรานะ”
กลับมาที่คำว่าปฏิวัติ คำนี้ถูกใช้อย่างลื่นไหลมากในบริบทของสังคมไทย เช่น การรัฐประหารกลับถูกเรียกว่าการปฏิวัติ เพราะอะไร?
เรื่องมันโอละเห่ โอละพ่อมาก เพราะสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับพวกรวมกลุ่มกันและเรียกกลุ่มของตัวเองว่า “คณะปฏิวัติ” ภายหลังคณะปฏิวัตินี้ทำการรัฐประหารเมื่อ 20 ตุลาคม 2501 พร้อมกับออกประกาศที่เรียกว่า “ประกาศคณะปฏิวัติ” ให้มีผลเป็นกฎหมายสูงสุด แล้วเลยกลายเป็นภาพจำของคนไทยและสังคมไทยเรียกทุกๆ การรัฐประหารหลังจากนั้นว่า “การปฏิวัติ” เพราะจำมาจากการ “ประกาศคณะปฏิวัติ” ของสฤษดิ์นั่นเอง
ย้อนแย้งไปกว่านั้นคือ คนไทยจำนวนไม่น้อยก็ชอบ “การปฏิวัติ” ที่แปลว่าการรัฐประหาร เช่น ชอบพูดว่า นักการเมืองเลว นักการเมืองโกง เราอยากให้ทหารออกมาปฏิวัติ
มองในแง่นี้จะบอกว่าคนไทยให้ความหมายคำว่าปฏิวัติว่าหมายถึงการล้มล้างการปกครอง ก็ไม่ตรงกับความเป็นจริงอีก
ขณะเดียวกันเมื่อพูดว่า ปฏิวัติฝรั่งเศส ปฏิวัติรัสเซีย ปฏิวัติจีน ทุกคนกลับเข้าใจตรงกันว่า นี่คือการล้มล้างราชวงศ์เพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครอง ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย เป็นสาธารณรัฐ หรือเป็นคอมมิวนิสต์
มองในแง่นี้ก็ไม่ผิดหากจะบอกว่าคำว่า “ปฏิวัติ” ในความหมายสากลหมายถึง “การเปลี่ยนระบอบการปกครอง”
ซึ่งหากทำไม่สำเร็จจะถูกเรียกว่า “กบฏ” แทน เช่นกรณี “กบฏ ร.ศ.130” ของไทย
แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่า การปฏิวัติยังหมายถึงนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคม การเมือง เศรษฐกิจขนานใหญ่ เช่น ปฏิวัติอุตสาหกรรม คำว่าปฏิวัติในบริบทนี้จึงไม่ได้มีความหมายในเชิงของภัยคุกคามความมั่นคง
น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือคำว่าปฏิวัติ และนักปฏิวัติยังมีลักษณะเป็น pornography ของคนกลุ่มหนึ่งที่มักเรียกตัวเองว่า “ฝ่ายซ้าย”
เช่น ลักษณะการเทิดทูน บูชายกย่องเหมาเจ๋อตุง การมีเช กูวารา เป็นไอดอล หรือการเสน่หาในคาร์ล มาร์กซ์ เลนิน
นั่นคือในสังคมเสรีนิยมประชาธิปไตยทุนนิยม การประกาศตัวว่าฉันต้านนายทุน ฉันศรัทธาในจิตร ภูมิศักดิ์ ฉันอินกับนักปฏิวัติในละตินอเมริกา และฉันก็ชอบใส่หมวกดาวแดงทั้งของจีน ของเวียดนาม
ลูกหลานฝ่ายขวา มาจากตระกูลอำมาตย์ หลายคนก็ชอบประกาศตัวเป็นฝ่ายซ้าย เป็นนักเศรษฐศาสตร์สายมาร์กซิสต์ แม้บ้านจะเป็นอำมาตย์ รวยมาก แต่พวกเขาก็จะชอบแต่งตัวให้ดูซอมซ่อ สะพายย่าม แต่อาจจะแอบใส่รองเท้าแพงๆ นิดหน่อย แกล้งสูบบุหรี่ราคาถูก คบเพื่อนที่เป็นชนชั้นแรงงานหรือคนชั้นกลาง เพื่อยืนยันความเป็นซ้าย
ประกาศดังๆ ว่ารังเกียจตระกูลของตัวเองที่เป็นฝ่ายขวาและนายทุนไปพร้อมๆ กับอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของครอบครัว
หรือลูกหลานชนชั้นกลางจำนวนไม่น้อยก็ฝันใฝ่อยากเป็นนักปฏิวัติ คนเหล่านี้เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยก็จะทำกิจกรรมชมรมอาสาสมัคร ชอบไปกินนอนอยู่กับชาวบ้าน ชาวชนบท เรียนจบมักทำงานเป็น ngos สานต่อความฝันของการเป็นฝ่ายซ้ายด้วยโครงการต่อต้านนายทุน ทลายทุนผูกขาด พร้อมๆ กับรับเงินทุนสนับสนุนจาก CSR ของบริษัทนายทุน
บนหิ้งหนังสือที่บ้านก็จะมีหนังสือเกี่ยวกับการปฏิวัติ และนักปฏิวัติคนดังของโลก แต่ในชีวิตจริงพวกเขาก็อยู่และทำมาหากินอยู่ในโลกทุนนิยมเหมือนเราๆ ท่านๆ นี่แหละ
และหลายคนก็กลายไปเป็นนายทุนด้วยตนเองเสียด้วยซ้ำ ฉันจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็นนักปฏิวัติแบบหนังโป๊ คือเป็นซ้ายและเป็นนักปฏิวัติในระดับที่เป็นแฟนตาซีเฉยๆ
คําว่าปฏิวัติยังเป็นปัญหาคือ problematic เมื่อใช้กับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 อีกด้วย และที่น่าประหลาดใจสำหรับฉันคือมีความพยายามจะใช้คำว่า การอภิวัฒน์สยาม แทนคำว่า การปฏิวัติสยาม
และคนที่บัญญัติศัพท์ว่า revolution ให้แปลว่า อภิวัฒน์ คือ ปรีดี พนมยงค์ โดยอธิบายว่า การเปลี่ยนระบบเก่าตามแนวทางกู้อิสรภาพของมนุษย์ที่ถูกกดขี่ เบียดเบียนนั้นเป็นการเปลี่ยนที่ก้าวหน้า ซึ่งเป็นการเปลี่ยนอย่างวิเศษ ตรงกับคำว่า อภิวัฒน์ ที่แปลว่า “ความงอกงามอย่างยิ่งหรืออย่างวิเศษ” (จากบทความ “ความเป็นมาของศัพท์ไทย “อภิวัฒน์” ศัพท์ไทยที่ใช้เรียกการเปลี่ยนแปลงทางสังคม”)
และเราจะเห็นว่าคนที่พยายามจะผลักดันให้เรียกการเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม 2475 ว่าคือการอภิวัฒน์สยาม 2475 อย่างแข็งขันมากที่สุดคนหนึ่งคือ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
แต่ดูเหมือนคำว่าอภิวัฒน์จะไม่ติดตลาดเลย นอกจากชาญวิทย์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว คนอื่นๆ ในประเทศไทยก็ยังเรียกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ว่า การปฏิวัติสยามอยู่ดี
และไม่มีใครเรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมว่า การอภิวัฒน์อุตสากรรมตามที่ปรีดิพยายามจะให้เป็นเช่นนั้น
แม้จะมีการเรียกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ว่าการปฏิวัติ
แต่ฉันไม่แน่ใจว่าคนไทยมองการปฏิวัติสยามโดยเทียบเคียงกับการปฏิวัติฝรั่งเศส หรือรัสเซียหรือไม่ แต่คิดว่าไม่ได้เชื่อมโยงเลย อาจเป็นเพราะการปฏิวัติสยามไม่ได้นำไปสู่ระบอบประธานาธิบดี และคนไทยไม่ได้มองว่าการปฏิวัติสยามคือการประกาศอิสรภาพแต่มองว่าคณะราษฎรเป็นพวก “ตื่นวิชา” เปลี่ยนแปลงการปกครองในขณะที่คนไทยยังไม่พร้อม ทำให้ประเทศไทยเจอการปกครองประชาธิปไตยแบบเปลือกปลอม
เพราะเมื่ออำนาจที่เคยเป็นของสถาบันกษัตริย์ไปอยู่ในมือของพวกนักการเมือง คนพวกนี้ก็แสวงหาผลประโยชน์
ถ้าไม่มีการปฏิวัติสยาม 2475 ของเด็กหนุ่มเห่อฝรั่งพวกนี้ สักวันหนึ่งเมื่อคนไทยพร้อม พระมหากษัตริย์ก็จะค่อยๆ สร้างและพระราชทานประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่พวกคณะราษฎรมาชิงสุกก่อนห่าม การเมืองไทยเลยน้ำเน่า ย่ำแย่มาจนถึงทุกวันนี้
ในแง่นี้คำว่าปฏิวัติสยาม 2475 จึงไม่ได้สะท้อนถึงคำว่า revoluition ในการรับรู้ของคนไทยที่รับรู้คำว่า “ปฏิวัติ” ในบริบทนี้ว่าเท่ากับการ “ชิงสุกก่อนห่าม”
เขียนมาทั้งหมดนี้เพื่อจะฉายภาพให้เห็นว่าคำว่า “ปฏิวัติ” ก็เฉกเช่นเดียวกับคำในภาษาไทยอีกหลายๆ คำที่เจอภาวะตกหล่นสูญหายระหว่างการ “แปล” หรือ lost in translation ไปจนถึงการเจอภาวะที่ความหมายของถ้อยคำ
เจอการ localized นั่นคือถูกทำให้กลายเป็นความหมายตามความนิยมของ “ท้องถิ่น” นั้น
เช่นคำว่า ปฏิวัติ ถูกสฤษดิ์ใช้เรียกการทำรัฐประหารเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการทำรัฐประหารของตนเองว่ามีความสูงส่งเทียบเท่าการปฏิวัติ และสังคมไทยไปผูกโยงการรัฐประหารกับ “คำสั่งคณะปฏิวัติ”
สำหรับฉันการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญอย่างยิ่งจำเป็นต้องใส่ใจกับการต่อสู้ทางภาษาและวัฒนธรรมด้วย
และฉันจึงประหลาดใจมากที่คณะก้าวหน้า พรรคก้าวไกล ปัญญาชนหัวก้าวหน้าในประเทศไทยดาหน้ากันออกมาปฏิเสธเป็นพัลวันไม่อยากข้องแวะกับคำว่าปฏิวัติ ทั้งๆ ที่นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุด ที่จะได้ช่วงชิงความหมายของคำว่าปฏิวัติให้ตรงกับคำว่า revolution ที่แปลว่าการเปลี่ยนสังคมให้ “ก้าวหน้า” และคือการ “ปลดปล่อยผู้คนให้หลุดพ้นจากการถูกกดขี่และพันธนาการ”
น่าเสียดายที่ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า “ก้าวหน้า” ในสังคมไทย รวมถึงแกนนำของอนาคตใหม่ ก้าวไกล และประชาชน ไม่ได้สำเหนียกว่าคำว่าปฏิวัติที่ควรเป็นคำของฝ่ายที่ต้องการสร้างความ “ก้าวหน้า” ในสังคม ได้ถูกเผด็จการอย่างสฤษดิ์ช่วงชิงไปใช้อย่างผิดจากความหมายของคำศัพท์เดิมโดยสิ้นเชิง
จนทำให้แม้แต่ปรีดีก็พยายามจะหนีจากคำว่าปฏิวัติไปที่คำว่า “อภิวัฒน์” ที่ทำให้คำว่า “ปฏิ” ที่หมายถึงการ “ต่อสู้-หักล้าง” กับโครงสร้างเก่าสูญหายไปในคำว่าอภิวัฒน์ (ลองนึกถึงคำว่า ปฏิปักษ์, ปฏิกิริยา)
คำว่าอภิวัฒน์จึงเป็นคำที่ไม่มีพลังอะไรโดยสิ้นเชิง ไม่มีนัยของการต่อสู้ ต่อต้านอะไรเลยด้วยซ้ำ คำว่า “ปฏิรูป” ยังมีนัยของการ “หักล้าง” มากกว่าคำว่า “อภิวัฒน์”
ภาวะหนีตายจากคำว่าว่า “ปฏิวัติ” สะท้อนว่าแท้จริงแล้วที่มักปรามาสผู้อื่นว่าขี้ขลาด ไม่มีกระดูกสันหลัง สู้ไปกราบไป ก็เป็นเพียงราคาคุย เพียงแค่การยืนยันความหมาย จุดยืน นิยามของคำว่าปฏิวัติ ที่ตรงตามคำว่า revolution ยังไม่กล้าทำ สำมะหาอะไรจะไปทะลุทะลวง สั่นสะเทือน ทลายนายทุน โค่นล้มโครงสร้างอำนาจเดิม
การปฏิรูปกองทัพที่โม้ไว้เยอะแยะก็ลดรูปลงแค่การไปสำรวจราคาถาดหลุมสเตนเลส แล้วแปะป้ายตัวเองเป็นนักปฏิวัติผู้เกรี้ยวกราด
ถึงเวลามีคนยกย่องว่า “เออ พวกคุณมันแน่ พวกคุณมันสายปฏิวัติ” กลับพากันดาหน้าออกมาหนีตาย ปฏิเสธเป็นพัลวันว่า “เราไม่ได้ปฏิวัติ เราแค่อยากทำน้ำประปาดื่มได้”
แค่คืนความชอบธรรมให้คำว่า “ปฏิวัติ” ยังกลัวแทบตาย อย่ามาขายฝันว่าจะทลายโครงสร้างและมีกระดูกสันหลังที่เหยียดตรงกว่าใครเลย
ส่วนพรรคเพื่อไทยงานนี้ลอยตัวสบายๆ เพราะตั้งแต่เป็นพรรคไทยรักไทยก็ไม่เคยประกาศจุดยืนเป็นพรรคปฏิกิริยาอะไรอยู่แล้ว เป็นพรรคทุนนิยม เสรีนิยม ประชาธิปไตย มีความ “บ้ง” เรื่องคอนเส็ปต์สิทธิมนุษยชนบ้างอะไรบ้าง มีความเป็นรอยัลลิสต์เป็นเจ้าเรือนมาตั้งแต่ต้น
แต่อัตลักษณ์พรรคฝั่งประชาธิปไตยได้มาเหมือนผีผลัก เพราะดันเป็นพรรคที่ถูกรัฐประหารสองครั้ง ถูกยุบพรรคไปจนขี้เกียจนับ สถานการณ์เช่นนี้จึงผลักให้พรรคได้รับการ educated จากมวลชน จากสถานการณ์ม็อบเสื้อแดง จากการปะทะสังสันทน์กับแนวคิดของปัญญาชนหัวก้าวหน้าในระหว่างที่สังคมไทยเกิดการปะทะกันระหว่างสองแนวคิดคืออำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้ง (ที่มีนัยว่าโกง) กับอำนาจรัฐเผด็จการที่ได้มาจากการรัฐประหาร (ที่มีนัยว่าซื่อสัตย์เป็นคนดี)
พรรคเพื่อไทยที่มาจากพรรคไทยรักไทยจึงกลายเป็นพรรคที่ถูกหล่อหลอมให้ต้องสมาทานแนวคิดประชาธิปไตยที่สากลมากขึ้นเรื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง
พูดง่ายๆ ว่า การกลายเป็นประชาธิปไตยของเพื่อไทย ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจะเป็น แต่เป็นพลวัตและการเรียนรู้ของพรรคที่เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับโหวตเตอร์ของตัวเอง
มีนักการเมืองเลือดใหม่ รุ่นใหม่ในพรรคที่เติบโตมาพร้อมกับความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 พร้อมๆ กับการรับรู้เรื่องการเมืองใน “เรื่องเล่า” ทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้ถูกครอบงำโดยชนชั้นนำเดิม
โตมาพร้อมยุคเฟื่องฟูของนิติราษฎร์ ของสื่ออย่าง voicetv การเกิดขึ้นของ social media
พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ พรรคเพื่อไทยตั้งใจจะเป็นแค่ “พรรคการเมือง” ที่ลงเลือกตั้ง ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นรัฐบาล
ไม่ได้ตั้งใจจะมีธงทางอุดมการณ์ใดๆ ว่าจะปฏิวัติ ปฏิรูป ความทะเยอทะยานเดียวคือ “ต้องการทำให้คนไทยหายจน”
สิ่งนี้เป็นความทะเยอทะยานที่ชัดเจนที่สุด ถ้าคนไทยหายจน คือจบส่วนคนที่รวยอยู่แล้วจะรวยขึ้นอีกสักเท่าไหร่ ไม่เป็นปัญหาในสายตาของเพื่อไทย
ทว่า จะเป็นเพราะผีผลักหรือเทวดาอุ้มสม ที่เงื่อนไข ปัจจัยภายนอกนั้นต่างหากทำให้พรรคเพื่อไทยต้องยกระดับตัวเองมาเป็นพรรคที่ชูธงประชาธิปไตย เพราะการรัฐประหาร การถูกตุลาการภิวัฒน์ และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญญาในสังคมไทยอันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง ประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยถูกชำระ ประวัติศาสตร์ 2475 ถูกอ่านใหม่
พรรคเพื่อไทยต้อง “ปฏิรูป” ตนเองเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของโหวตเตอร์ตัวเองที่ “ก้าวหน้า” ขึ้น
ใช้ศัพท์ที่กำลังฮิตกันคือพรรคเพื่อไทยถูก forced learning ต้องอัพสกลิล รีสกิล ไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม
ซึ่งมองในแง่นี้ พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีวิวัฒนาการและมีการเติบโตค่อยๆ สร้างวุฒิภาวะผ่านการทำผิดทำถูกและผ่านข้อจำกัดต่างๆ ที่ได้เผชิญมา
ตรงนี้ที่แตกต่างจากพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล และประชาชน ที่ประกาศความเป็นพรรคการเมืองที่ “ก้าวหน้า” ก้าวนำสังคมมาแต่วันแรกที่เปิดตัว
อย่าเข้าใจผิดว่าฉันจะบอกว่าพรรคไหนดีกว่าพรรคไหน ฉันกำลังจะบอกว่านี่คือพลวัตปกติของการเมืองที่เราควรจะดีใจที่ได้เห็น
เพราะการเติบโตของพรรคการเมือง การเปลี่ยนแปลงของพรรคการเมือง หรือการเกิดใหม่ของพรรคการเมืองที่มีบุคลิกชัดเจนอย่างพรรคก้าวไกล ประชาชน ท้ายที่สุดมันก็คือตัวเลือกของประชาชน
จุดต่างของระหว่างพรรคส้มกับพรรคแดงคือ พรรคแดงเป็นพรรคที่ “ตาม” ประชาชน
ส่วนพรรคส้มเป็นพรรคที่ “นำ” หรือ “ล้ำ” กว่าประชาชน เป็นพรรคที่สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชน
เพราะฉะนั้น จึงน่าเสียดายมากที่แกนนำ ตัวนำ ตัวมัมของพรรคพากันออกมาปฏิเสธพลังของคำว่า “ปฏิวัติ”
งานนี้ต้องยอมรับว่าคุณจักรภาพเขาแสบจริงๆ ขยับสองสามที ผ้าหลุดกันเป็นแถว
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
