
หากเราเริ่มต้นด้วยเส้นเวลาจากปัญหาภาคใต้ที่เกิดในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ที่เริ่มด้วยการรุกทางการเมือง ผ่านการกดดันให้รัฐบาลไทยยอมรับข้อตกลง JCPP ที่เป็นผลผลิตของนายทหารบางส่วนที่เกี่ยวข้อง เอ็นจีโอตะวันตก และกลุ่ม BRN ที่ดำเนินการในต่างประเทศ จนถึงการรุกทางการเมืองอีกส่วนในสมันนายกรัฐมนตรีแพรทองธาร ด้วยการกดดันให้มีการรื้อคดีตากใบ และขาดไม่ได้ที่จะต้องมีการรุกทางทหารคู่ขนานไปด้วย เช่นกรณีล่าสุดคือ การปล้นปืนที่อุทยานรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลา จังหวัดนราธิวาส
ภาวะเช่นนี้ จึงเป็นเสมือน “ข้าศึกเปิดการรุกทั้งแนวรบ” เนื่องจากในอดีตนั้น กลุ่ม BRN ไม่สามารถเปิดการรุกทางการเมืองได้มากนัก ต่างจากในปัจจุบันที่มีการขยายแนวร่วมได้ในหลายส่วน โดยเฉพาะแนวร่วมกับองค์กรในโครงสร้างการเมืองไทย และกลุ่มเอ็นจีโอบางส่วน
แน่นอนว่า การรุกที่สำคัญในขณะนี้คือ การ “รื้อคดีตากใบ” เพราะคดีนี้เป็น “คดีการเมือง-ความมั่นคง” ที่มีนัยทั้งต่อสถานะของรัฐไทยโดยตรง (ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องของรัฐบาลไทยเท่านั้น) แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นคดีที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหวในการเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่ม BRN และแนวร่วมกลุ่มต่างๆ โดยตรง
จุดเปลี่ยนของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 กรณีที่สำคัญ ได้แก่ การปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส ในวันที่ 4 มกราคม 2547 และตามมาด้วยการปะทะที่มัสยิดกรือแซะ จังหวัดปัตตานี ในวันที่ 28 เมษายน 2547 ต่อมาด้วยกรณีความรุนแรงที่หน้าอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ซึ่งจะเห็นได้ว่า 2547 เป็น “จุดหักเห” ที่สำคัญของการเมือง-ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นจุดเริ่มต้นของสถานการณ์ความมั่นคงชุดใหม่ของไทยในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์
ดังนั้น การพิจารณากรณีตากใบในทางการเมืองจึงต้องพิจารณาในภาพที่เป็น “องค์รวม” เพราะเป็นความต่อเนื่องของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะเป็นความต่อเนื่องโดยตรงนับจากกรณีปล้นปืนค่ายปิเหล็ง และเหตุที่มัสยิดกรือแซะ การแยกพิจารณากรณีตากใบแบบโดดๆ โดยละเลยต่อบริบทของสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ อาจจะทำให้มีมุมมองที่เน้นเพียงการเสียชีวิตของผู้ร่วมชุมนุม และกลายเป็นจุดอ่อนที่มองไม่เห็นภาพรวมของการก่อความไม่สงบของขบวนติดอาวุธในพื้นที่ ที่มีทั้งมิติการเมืองและการทหารรวมกันไป กล่าวคือ กลุ่ม BRN ในปัจจุบันดำเนินการรุก 2 แนวรบ คือ ทั้งทางการเมืองและการทหารควบคู่กันไป
การพิจารณาปัญหาในลักษณะด้านเดียว ที่ละเลยภาพองค์รวมนั้น จะทำให้เกิดการละเลยสภาพแวดล้อมบางประการที่เป็นปฐมเหตุแห่งปัญหา ตลอดรวมถึงการพัฒนาของเหตุการณ์ และความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมสถานการณ์ ฉะนั้น การยึดเอาภาพเหตุปลายทางเพียงเพื่อใช้เป็นคำอธิบายหลักของเหตุทั้งหมด จึงไม่ใช่คำตอบที่เป็นจริงของเรื่องแต่อย่างใด และทั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ไขว้เขวในการรับรู้ด้วย
แน่นอนว่า สำหรับรัฐไทยนั้น ปัญหาตากใบเป็น “ความเพลี่ยงพล้ำ” ทางการเมืองอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็มิใช่เกิดจากความประสงค์ของรัฐไทยที่ต้องการมุ่งทำร้ายชีวิตของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่อย่างแน่นอน ในทางยุทธศาสตร์ ไม่มีรัฐใดจะสามารถเอาชนะการก่อความไม่สงบ ด้วยการสังหารชีวิตประชาชนในพื้นที่ที่เป็นปัญหา เพราะการกระทำเช่นนั้น จะทำให้เกิดการสูญเสียมวลชนในพื้นที่ และรัฐไทยเองก็ตระหนักเรื่องนี้อยู่พอสมควร ไม่ได้ละเลยต่อมิติทางการเมืองในปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น
หากย้อนกลับไปดูในรายละเอียดจะพบว่า การชุมนุมที่หน้าโรงพักตากใบมีจุดเริ่มต้นจากการเรียกร้องให้ปล่อยตัวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ถูกจับกุมจำนวน 6 คน และมีสถานการณ์คู่ขนานด้วยการจัดชุมนุมประท้วงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง 2 แห่งที่ปานาเระ และที่สุไหงปาดี ซึ่งมีการกล่าวหาว่า ทหารยิงหญิงมุสลิมที่ขา แต่แพทย์ตรวจพบว่า เป็นรอยถลอก แต่ไม่ใช่การถูกยิง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการจัดตั้งในการชุมนุมด้วยการชักชวนให้มวลชนเข้าร่วม เพื่อกดดันให้มีการถอนทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าว
การชุมนุนที่ตากใบนำไปสู่การจับกุมผู้เข้าร่วมประท้วงจำนวน 1,370 คน และมีผู้เสียชีวิตในระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ต้องหาจำนวน 84 คน ซึ่งการเสียชีวิตดังกล่าวทำให้เกิดการจัดตั้ง “คณะกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริงในกรณีมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์อำเภอตากใบ” ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 335/2547 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งสาระสำคัญในการตรวจสอบดังกล่าวดูจะไม่เป็นที่รับรู้กันในปัจจุบันมากนัก โดยเฉพาะกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ และสาธารณชน จึงมักทำให้เกิดความเข้าใจไปในหลายทิศทาง อีกทั้ง กระบวนการไต่สวนข้อมูลชุดนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า รัฐไทยไม่ได้ละเลยต่อการเสียชีวิตของผู้ถูกจับกุมที่เป็นชาวมุสลิมแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ในปี 2548 ยังมีการฟ้องร้องในกระบวนการยุติธรรม จึงทำให้ศาลเปิดการไต่สวนการเสียชีวิตของผู้ถูกจับกุม โดยมีแม่ทัพภาคที่ 4 ในขณะนั้น (พลเอกพิศาล วัฒนวงษ์คีรี) เป็นจำเลย ซึ่งมีข้อมูลของการไต่สวนในคดีนี้ ที่ใช้ระยะเวลาถึง 5 ปี เป็นพื้นฐานสำหรับการทำความเข้าใจอยู่มาก จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยมีการนำรายละเอียดออกมาสู้ความรับรู้ของสังคม เราจึงรับรู้แต่เพียงเรื่องของการเสียชีวิตโดยไม่มีประเด็นแวดล้อม อีกทั้งระยะเวลาที่เนิ่นนานถึง 21 ปีแล้ว ทำให้ความรับรู้และข้อมูลหลายส่วนจึงถูกละเลยไป
สำหรับข้อสรุปสุดท้ายในเชิงบทเรียนของคณะกรรมการอิสระฯ คือ “เจ้าหน้าที่ไม่มีเจตนาที่จะก่อให้เกิดการเสียชีวิต บาดเจ็บ … การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมจำนวนมากระหว่างการเคลื่อนย้ายจาก สภ. อ. ตากใบ มายังค่ายอิงคยุทธบริหารนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดถึง และไม่มีเจตนาที่จะให้เกิดเหตุการณ์ที่เศร้าสลดเช่นนี้” พร้อมกับนำเสนอข้อพิจารณาแนบท้ายใน 3 เรื่อง คือ การสลายการชุมนุม การควบคุมและเคลื่อนย้ายผู้ถูกจับกุม และการบริหารงานในพื้นที่ เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการแก้ปัญหาการชุมนุมและปัญหาภาคใต้ในอนาคต
ฉะนั้น ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาล รัฐสภา (กรรมาธิการบางชุด) ศาล (ผู้พิพากษาที่รับผิดชอบ) อัยการ กองทัพ ตำรวจ และพรรคการเมือง (บางพรรค) สมควรอย่างยิ่งที่จะนำเอกสารการศึกษาของคณะกรรมการฯ ชุดนี้มาเรียนรู้ใหม่ เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ตากใบ มากกว่าจะปล่อยให้เกิดการประกอบสร้างเรื่องราวขึ้นในภายหลังเพื่อหวังผลทางการเมือง อย่างน้อยเอกสารนี้เป็นของคณะกรรมการอิสระฯ ที่มีความน่าเชื่อถือทางการเมือง เพราะไม่ใช่เป็นรายงานของรัฐบาลที่ทำขึ้นเพื่อปกป้องตนเองแต่อย่างใด !
