bg-single

ทรัมป์มาแล้ว ไทยต้องปรับตัวอย่างไร?

19.11.2024

ก่อนผลการเลือกตั้งสหรัฐเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่าน ก็มีเสียงเตือนจากหลายฝ่ายว่าทั้งโลกต้องเตรียมรับ Trump 2.0 แล้ว

เพราะนั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับความสัมพันธ์ของมหาอำนาจอันดับหนึ่งภายใต้การนำของผู้นำคนนี้ที่ไม่เหมือนใคร และไม่ให้ใครเหมือน

คนอเมริกันส่วนใหญ่ตัดสินใจผ่านการหย่อนบัตรเลือกตั้งว่าต้องการผู้นำอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ มากกว่ากมลา แฮร์ริส

เพราะพวกเขาและเธอคงต้องการจะ Make America Great Again จริงๆ

สำคัญกว่า “ความยิ่งใหญ่” คือปากท้องซึ่งทรัมป์สร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าแฮร์ริส

ส่วนหากอเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง ประเทศอื่นๆ จะใหญ่ตามไปด้วยหรือถูกรังแกเพราะเล็กกว่าเป็นเรื่องที่ชาวโลกแต่ละคนต้องคิดเอาเอง

คิดเฉยๆ ไม่ได้ ต้องวางแผนตั้งรับให้ดีด้วย

เพราะพายุบุแคมที่ชื่อ “ทรัมป์” นี้ไม่ธรรมดา ไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้ถูกต้องว่าเขาจะเดินหน้าปฏิบัติต่อชาติอื่นอย่างไร

โดยเฉพาะประเทศที่เขามองว่ากำลัง “เอาเปรียบ” อเมริกา ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือไม่ในสายตาของคู่ค้า, พันธมิตร และคู่แข่งวันนี้

 

ตั้งแต่วันนับคะแนนการเลือกตั้งเป็นต้นมา ผมได้ตั้งวงเสวนากับผู้สันทัดกรณีหลายคนในแวดวงต่างๆ ด้วยการตั้งคำถามว่า

“ทรัมป์” มา, ไทยต้องปรับตัวอย่างไร?

คุณพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำวอชิงตันบอกว่ารัฐบาลไทยประกาศนโยบาย “เป็นกลาง” ที่เข้ากับทุกฝ่ายได้ ไม่เป็นศัตรูกับใคร

“แต่ผมว่าเราเป็นกลางแบบกระเท่เร่ครับ…”

เพราะชาติอื่นฟังวาทกรรมของเราแล้วเขาอ่านออก เขาก็ไม่สนใจเรา

ส่วนที่เรา “กระเท่เร่” ไปหา, เขาก็มองไม่เห็นความสำคัญของเรา เพราะเรามีทีท่า “นอบน้อม”

“จะบอกว่าเราอยู่ในโอวาทของเขาก็อาจจะแรงไป” ท่านทูตพิศาลบอก

เราปฏิบัติต่อฝ่ายหนึ่งแบบฟังเขาและเกรงใจเขา

แต่อีกฝ่ายหนึ่งนั้นเมื่อเขามีเวลาจำกัด เขาก็ให้เวลากับประเทศอื่นที่เขาเห็นประโยชน์มากกว่า

เพราะเราไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นที่จะสร้างผลประโยชน์ร่วมกับเขา

เหตุผลหนึ่งก็น่าจะมาจากการเมืองภายในของเรากำหนดให้รัฐบาลไทยวางตำแหน่งของตัวเองใกล้ชิดไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป

ข้อเสนอของทูตพิศาลคือไทยต้องแสดงให้วอชิงตันภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์เห็นว่าความเป็นพันธมิตรเก่าแก่อย่างไทยนั้นจะมีคุณค่าและผลประโยชน์ร่วมกับสหรัฐทั้งในด้านความมั่นคง, เศรษฐกิจและการเมือง

เมื่อทรัมป์สนใจเศรษฐกิจเป็นหลัก (นักวิชาการบางคนเรียกว่า transactional policy) ไทยก็ต้องโยงให้รัฐบาลอเมริกันใหม่เห็นประโยชน์ร่วมด้านนี้ให้ชัด

 

นักการทูตท่านนี้เตือนว่าไทยต้องสลัดภาพของ “ร่มเงาธงของจีน” อย่างที่ปรากฏในกัมพูชาและจีน

หาไม่แล้ว ความไว้เนื้อเชื่อใจจากอีกฝั่งหนึ่งจะไม่มา

การลงทุนที่เป็นเม็ดเงินสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพจะไปที่อื่นแทน

เพราะเขาระมัดระวังไม่ต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งเอาไปใช้ประโยชน์ ด้วยกลัวว่าจะถูกนำไปปรับเพื่อผลิตแข่งด้วยต้นทุนถูกกว่าและดีกว่า

สหรัฐจะไปลงกับประเทศที่เขาเชื่อถือเช่นสิงคโปร์หรือเวียดนามมากกว่าไทย

เวียดนามกับสิงคโปร์ “เล่นเป็น” ด้วยความสนิทกับทั้งสหรัฐและจีน

ทูตพิศาลบอกว่าเคยนั่งฟังอดีตนายกฯ สิงคโปร์ ลี เซียน ลุง คุยกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน

“ลี เซียน ลุง พูดจนไบเดนประทับใจว่าเป็นพันธมิตรที่วางใจได้ อยู่กับสหรัฐแน่นอน”

เสร็จจากพบไบเดน ลี เซียน ลุง ไปขึ้นเวทีสาธารณะ เช่น Asia Society กล้าออกมาเตือนสหรัฐว่าไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้

“ถ้าสี จิ้นผิง ฟังลี เซียน ลุง พูดก็จะปลื้มเลย เพราะผู้นำจีนเห็นนายกฯ สิงคโปร์กล้าแสดงความเห็นที่เตือนสหรัฐในแนวเดียวกับที่จีนคิดเช่นกัน”

นี่แสดงว่าผู้นำสิงคโปร์มีความสามารถในการถ่วงดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจแม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่ก็มีศักยภาพในการสื่อสารที่ทำให้ทั้งอเมริกาและจีนให้ความนับถือและเกรงใจ

อีกทั้งนักวิชาการของสิงคโปร์อย่างคิชอร์ มาบูห์บานี ก็ออกมาแสดงความเห็นในแนวเดียวกับผู้นำของเขา เป็นการเสริมแนวทางของสิงคโปร์ให้ทั้งวอชิงตันและปักกิ่งมีความนับถือและเกรงอกเกรงใจ

นี่คือการทูตแบบใช้กึ๋น ไม่ใช่เพียงแค่การบอกว่าเราน่ารัก, ยิ้มหวานและอาหารอร่อยเท่านั้น

 

เวียดนามรู้จักจีนอย่างดีเพราะพรรคคอมมิวนิสต์ของทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกัน

แม้จะมีความขัดแย้งลึกๆ ในด้านความมั่นคงและแนวคิด แต่จีนก็เคารพในสิทธิ์ของเวียดนามที่จะกำหนดทิศทางของตนเอง

ปักกิ่งจึงไม่อาจจะตำหนิฮานอยเมื่อเวียดนามมีความสนิทสนมกับวอชิงตันแม้ในอดีตจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันอย่างรุนแรง

จีนลงทุนในเวียดนามไม่น้อย เวียดนามก็รักษาความสัมพันธ์ด้านการทูตและเศรษฐกิจได้ในระดับที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ

แต่ขณะเดียวกัน เวียดนามก็กระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐอย่างเปิดเผยและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ “การทูตต้นไผ่” (Bamboo diplomacy)

เวียดนามไม่เปรียบ Bamboo diplomacy เป็นการทูตแบบ “ลู่ตามลม” อย่างที่ไทยเราเคยถูกเรียกขาน

แต่เขาอธิบายว่ามันเป็นแนวทางที่แม้จะมีพายุแรงเพียงใด ต้นไผ่ก็ไม่หักโค่นเพราะไม่ไปฝืนต้านแรงลม

ขณะที่ไทยเราเคยถูกกล่าวถึง “การทูตไผ่ลู่ลม” ในแง่ของการไม่มีจุดยืนชัดเจน ลมพัดไปทางไหนเราก็ลู่ไปทางนั้น แต่ไม่มีหลักการ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง

คำเดียวกันตีความต่างกันอย่างนี้คนละความหมายโดยสิ้นเชิง

 

ทูตพิศาลเสนอว่าไทยกับสหรัฐมีความสัมพันธ์กันในทุกๆ ด้านอย่างยาวนาน ดังนั้น จึงต้องใช้ประโยชน์จากความลุ่มลึกของความใกล้ชิดนั้นให้เป็นประโยชน์ในยามที่โลกกำลังผันผวนปรวนแปรอย่างหนัก

ท่านทูตมองว่าไทยอาจจะต้องรักษาระยะห่างกับจีนให้เหมาะสมกว่าที่ผ่านมา

“ผมไม่เห็นด้วยที่จะเน้นที่อุตสาหกรรมจากจีนมาที่ไทยเพื่อหวังจะส่งออกไปสหรัฐหากทรัมป์เปิดสงครามการค้ากับจีน”

เพราะทรัมป์มองจีนเป็น “ศัตรูหมายเลขหนึ่งในด้านการค้า” ที่สหรัฐเห็นว่ากำลังทุ่มสินค้าราคาถูกในตลาดสหรัฐ ทำให้คนอเมริกันตกงาน

“ถ้าทรัมป์ปิดกั้นสินค้าจีนด้วยกำแพงภาษี 100% และลดหลั่นกันมาสำหรับประเทศอื่นๆ แล้วจีนมาลงทุนที่ไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐ เจ้ากำแพงภาษี 100% นั้นก็จะตามมาที่ไทยเพราะทรัมป์รู้ว่าเรากำลังช่วยจีน…”

เพราะมันคือทุนและกำไรของจีนแม้จะมาผลิตในไทยก็ตาม

ดังนั้น ไทยควรจะลดความใกล้ชิดในลักษณะ “เศรษฐกิจพึ่งพา” จนถูกมองว่าเราเป็นเพียงมณฑลหนึ่งของจีน

โดยที่ไทยก็ยังสามารถรักษาความสัมพันธ์กับจีนด้วย “ความแน่นแฟ้นแบบสง่างาม” ไม่ใช่ “แน่นแฟ้นแบบนอบน้อม”

 

อีกช่องทางหนึ่งที่จะกระชับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับสหรัฐคือผ่านสภาธุรกิจอาเซียน-สหรัฐ (ASEAN-US Business Council)

ซึ่งเป็นกลไกที่มีพลังสูงเพราะมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับทำเนียบขาวและหอการค้าสหรัฐ

ทุกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐจะเจรจาเรื่องเศรษฐกิจกับประเทศอื่น จะเอา talking points (ประเด็นการเจรจา) จาก US Trade Representative (USTR) หรือตัวแทนการค้า ซึ่งก็จะได้ข้อมูลจาก US Chamber of Commerce

US Chamber of Commerce มีตึกใหญ่โตสง่างามตั้งอยู่ตรงข้ามทำเนียบขาว

ประเด็นการเจรจาด้านเศรษฐกิจและการค้าของ USTR และ USCC นั้นไปถึงประธานาธิบดีและคนระดับสูงในสหรัฐทั้งสิ้น

“ทรัมป์สนใจตัวเลขการค้า วันนี้เรามีตัวเลขได้ดุลการค้าสหรัฐเยอะ เราก็อาจจะเป็นเป้าหมายของทรัมป์”

การกำหนดยุทธศาสตร์ที่เล็งตรงเป้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

แนวทางการ “ปรับตัวครั้งใหญ่” ของไทยในภาวะความผันผวนรวนเรเช่นนี้ยังมีประเด็นที่ต้องถกแถลงกันอีกมาก

จะได้นำเสนอกันในตอนต่อๆ ไปครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

นอนหงายท้องมองเพดาน
หากไม่เลิกราซะก่อน…ปลาคงปีนต้นไม้ได้ | กวีกระวาด : ภูมิชัย ดำรงชัย
น้องโนรากับกีตาร์ไฟบิน | กวีกระวาด : ชิตะวา มุนินโท
ร็อคสตาร์ | เรื่องสั้น : พิณพิพัฒน ศรีทวี
มองการเมืองแคนาดาจากอีกฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิก
กระแสการเมืองขวาจัดจากฝรั่งเศสถึงอังกฤษ
ปมการศึกษา-ค่าครองชีพ ชนวนเหตุจุดประท้วงฝรั่งเศสครั้งใหญ่
GREEN เดียร์
โง่… ห่วย… เลวแต่ได้เป็นรัฐบาลอีก 2 ปี
ไอเดียร์กับทุนเทาในรัฐล้มเหลว
‘ไอเดียร์’ บนเส้นทางหนาม เคลียร์ปมหุ้นเว็บพนัน คัตเอาต์โยง ‘บิ๊กสีน้ำเงิน’
ศึกซักฟอก 18 รมต.ประดาบในทุกกระบวนท่าตั้งแต่จำนวนวันอภิปรายไปถึง ‘เนื้อหา’ เชือด