bg-single

เครื่องเคียงข้างจอ/ว่าเรื่องความรัก

03.03.2018

เครื่องเคียงข้างจอ / วัชระ แวววุฒินันท์

ว่าเรื่องความรัก

แม้จะผ่านวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันแห่งความรักมาได้อาทิตย์กว่าๆ แล้ว แต่ก็จะขอว่าด้วยเรื่องของความรักกันสักหน่อย เพราะโดยแท้แล้วความรักมีอยู่ในทุกวันทุกเวลา
วันแห่งความรักปีนี้มาใกล้ๆ กันกับเทศกาลตรุษจีน เลยมีบรรยากาศคละเคล้ากันไป ทั้งหัวใจและอั่งเปา และที่ไปกันได้ดีคือ “สีแดง” นั่นเอง ที่เป็นสีของกุหลาบแดงสัญลักษณ์ของความรัก และสีแดงอันเป็นสีมงคลของชาวจีน
ที่บอกว่าเป็นวันแห่งความรัก ที่จริงๆ แล้วเป็นความรักในทุกรูปแบบ แต่ที่ดูจะคึกคักที่สุดหนีไม่พ้นความรักของหนุ่มสาว
ยิ่งในโลกโซเชียลแล้วมีเรื่องราวเกี่ยวกับความรักแชร์กันว่อนไปหมด ทั้งซาบซึ้ง ขบขัน และประทับใจ
ในเว็บเจาะใจออนไลน์ก็มีข้อเขียนของ สุรพร เกิดสว่าง นักคณิตศาสตร์ที่นำเอาเรื่องของตัวเลขและการคำนวณมาผูกพันกับพฤติกรรมของคนเราได้อย่างสนุก และชวนขบคิดอย่างมาก
ในช่วงเทศกาลแห่งความรักนี้ สุรพรเขียนคอลัมน์ชื่อว่า “วันแห่งความรักที่ไม่ใช่สีชมพู”

ความตอนหนึ่งสุรพรเขียนไว้ว่า…ในทางทฤษฎี วันวาเลนไทน์อาจจะเป็นวันแห่งความรักแต่ในทางปฏิบัติ มันคือ “วันนัดสอบ” หรือวัน “Performance Appraisal” วันประเมินผลประจำปีของคู่รักหลายๆ คู่ โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
วันวาเลนไทน์เป็นวันแห่งความคาดหมายและคาดหวัง วันวาเลนไทน์จึงเป็นวันที่มีอิทธิพลต่อความสุขและความทุกข์มากที่สุดในบรรดาเทศกาลทั้งหมด
ที่สุรพรบอกว่า เป็น “วันนัดสอบ” ก็เพราะว่าบางคนตอนเรียนก็เรียนได้ดี ตอบคำถามได้ดี แต่พอชั่วโมงสอบกลับทำพลาด ไม่ต่างจากเรื่องของความรักที่ทำดีมาทั้งปี แต่มาเสียในวันวาเลนไทน์เพราะทำตัวให้ “ดูรักไม่พอ”
เป็นอย่างไรที่ว่าดูรักไม่พอ และมันส่งผลในเชิงตัวเลขและสถิติอย่างไร ใครสนใจลองไปหาอ่านดูใน www.johjaionline.com ได้นะครับ

จะว่าไปแล้วสำหรับวันแห่งความรัก สิ่งที่แชร์กันว่อนหรือโพสต์ในหน้าเฟซบุ๊กต่างๆ ดูจะเป็นตัวทำร้ายคู่รักบางคู่ และทำลายความรักของบางคน เพราะเกิดอาการเปรียบเทียบอย่างช่วยไม่ได้
“ว้ายๆ…ตื่นเช้ามาก็เซอร์ไพรส์มากกกกก มีดอกกุหลาบแดงดอกโตมาวางอยู่ข้างหมอนเราฮิฮิ” โพสต์ของสาวนางหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
หากใครใจหนักแน่นไม่พอ เห็นโพสต์นี้เข้าไปอาจจะอดคิดไม่ได้ว่า…แล้วของกูล่ะ ข้างหมอนนอกจากจะไม่มีกุหลาบสักดอก ยังเสือกมีคราบน้ำลายเป็นดวงๆ ซะอีก
“วันนี้แฟนเราเอาใจสุดๆ พามาเลี้ยงฉลองความรักที่ร้านอาหารหรูบนดาดฟ้าล่ะตะเองงงง”
เออ ส่วนคู่กู จกส้มตำในปั๊มข้างทางอยู่เนี่ย…
เห็นไหมล่ะครับว่า มันเกิดแรงเหวี่ยงของความพึงพอใจสุดๆ ไปถึงอีกคนหนึ่งให้เกิดความไม่พอใจสุดๆ ได้เช่นกัน

 

ในขณะเดียวกัน ได้มีการแชร์คลิปวิดีโอชิ้นหนึ่งที่มียอดวิวสูงมากกว่าสองล้านวิว ชื่อว่า “Three minutes” สร้างโดย Peter Chan เป็นผลงานเพื่ออวดว่ามือถือ iphone x นั้นสามารถสร้างสรรค์งานดีๆ ที่มีคุณภาพเหมือนกล้องถ่ายภาพยนตร์ได้เลยทีเดียว
เนื้อหาในคลิปเล่นกับความรักของแม่กับลูกชาวจีนคู่หนึ่ง
แม่เป็นพนักงานประจำรถไฟที่ต้องแล่นระหว่าง 2 เมือง เป็นเส้นทางเดินรถที่กินระยะเวลาในการเดินทางนานที่สุดของจีนคือ 6 วัน ดังนั้น เมื่อแม่ต้องติดไปกับขบวนรถจึงต้องฝากลูกชายวัยประมาณ 5-6 ขวบให้อยู่กับน้องสาวในเมืองเมืองหนึ่ง เพราะลูกนั้นต้องเรียนหนังสือ
เมื่อเป็นเช่นนี้แม่กับลูกจึงแทบไม่ได้อยู่ด้วยกันเลย ดังนั้น เวลาที่สองแม่ลูกพอจะเจอะเจอกันได้คือเมื่อรถไฟที่แม่ทำงานได้แล่นมาจอดเพื่อรับส่งผู้โดยสารที่สถานีของเมืองที่ลูกอาศัยอยู่เท่านั้น
ช่วงที่รถไฟจอดอยู่กินเวลา 3 นาที ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปยังสถานีต่อไป
3 นาทีที่เป็นชื่อคลิปนี้ ก็มาจากช่วงเวลาอันสั้นแต่แสนสำคัญระหว่างสองแม่ลูกนี้จริงๆ
Peter Chan เล่าเรื่องได้ดี ตรงที่ปูให้เราเห็นถึงบรรยากาศบนรถไฟที่เห็นความสัมพันธ์ของผู้โดยสารบนขบวนรถระหว่างกันและกันอย่างมีความสุขในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงที่ครอบครัวจะเดินทางกลับมาพบกัน จากนั้นจึงค่อยโยงมาสู่ตัวละครผู้เป็นแม่ที่ดูกระวนกระวายเมื่อรถไฟกำลังแล่นเทียบท่าที่สถานี
ที่ชานชาลาสถานี จะเห็นเด็กชายคนหนึ่งปักหลักยืนอยู่ มองขบวนรถไฟที่แล่นเข้ามาด้วยสายตาจ้องเขม็ง เพื่อมองหาว่าแม่ของตนอยู่บนรถขบวนไหน แต่ด้วยความเร็วของรถ ลูกชายจึงไม่ทันเห็นแม่ ส่วนผู้เป็นแม่ได้เห็นลูกชายก่อน และพยายามร้องเรียก
เมื่อรถไฟจอดสนิท แม่ก็ลงจากรถมา ไม่ใช่เพื่อวิ่งไปหาลูกทั้งที่อยากจะพุ่งไปหาใจจะขาด แต่ลงมาเพื่อทำงานของพนักงานประจำตู้รถไฟที่ต้องอำนวยความสะดวกให้คนลงจากรถ และขึ้นบนขบวนรถ ในขณะที่ทำหน้าที่นั้น ตาก็คอยสอดส่องหาลูก
ฝ่ายลูกชายนั้นก็ต้องแหวกพาร่างน้อยๆ ฝ่าฝูงชนที่คลาคล่ำเต็มสถานี ให้เราได้ลุ้นกันว่าจะได้พบหน้าแม่ไหม
และที่สุด สองแม่ลูกก็ได้พบกันในขณะที่เวลาเหลือแค่ 1.50 นาที แน่นอนที่ทั้งคู่ต้องผวาเข้ากอดกันอย่างรักใคร่ เป็นกอดที่จะพยายามให้คุ้มค่าที่สุดกับเวลาที่เหลืออยู่
เมื่อแม่คลายการกอดลูกออก เพื่อมองหน้าลูกให้เต็มตา พร้อมส่งสายตาว่า เป็นยังไงบ้างลูก
ลูกชายนั้นไม่ได้ตอบใดๆ ออกมา หากจ้องหน้าแม่นิ่ง เหมือนกำลังใช้ความคิดอะไรอยู่ คนดูก็ลุ้นว่าลูกชายจะพูดว่าอะไร คงจะพูดว่ารักแม่ คิดถึงแม่ อะไรทำนองนั้นกระมัง
แต่เปล่าเลย สิ่งที่หลุดออกมาจากปากน้อยๆ อย่างตั้งใจคือ “การท่องสูตรคูณ”
” 1×1 เป็น 1 1×2 เป็น 2…” ไปเรื่อยๆ
ตัวแม่นั้นพูดอะไรไม่ออก ได้แต่จ้องลูกนิ่งไปขณะหนึ่ง พอได้สติว่าเวลาใกล้จะหมดแล้ว จึงบอกกับลูกว่า มีอะไรจะบอกแม่ไหม เวลาไม่มีแล้ว
แต่ลูกชายยังคงยืนยันที่จะท่องสูตรคูณให้แม่ฟังอยู่
และภาพที่ทั้งประทับใจและสะเทือนใจคือ แม่ที่ต้องกลับขึ้นขบวนรถไป ในขณะที่ลูกนั้นแม้ตาจะจับจ้องที่แม่ที่ห่างออกไป แต่ปากยังพร่ำท่องสูตรคูณอยู่ไม่ขาดสาย
ภาพสุดท้ายคือแม่มองลูกพร้อมโบกมือลาผ่านกระจกของรถไฟที่แล่นไกลออกไปทุกทีๆ

ชมคลิปวิดีโอเรื่องนี้แล้ว ผมรู้สึกอึ้งขึ้นมาต่อวิธีการเล่าเรื่องของคนทำ หากการพบกัน 3 นาทีเป็นการพร่ำบอกรักกันของแม่และลูก ก็ไม่ได้เสียหายอะไร และคงจะดูแล้วซาบซึ้งไปประมาณหนึ่ง แต่เมื่อออกมาเป็นการท่องสูตรคูณของลูก มันบ่งบอกอะไรที่มากกว่านั้น
ผมนึกถึงคำ 2 คำ คือ “ความรัก” และ “หน้าที่” อย่างไรน่ะหรือครับ
แน่นอนว่าในเรื่องความรัก ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าสองคนแม่ลูกนั้นต่างมีความรักตามประสาแม่ลูกให้แก่กัน เป็นความรักที่โหยหาและถวิลถึงเพราะอยู่ไกลกัน ได้เจอกันก็แป๊บเดียว
แต่สิ่งที่เดินคู่กับความรักนั้นอย่างเข้มแข็งคือ “หน้าที่”
เราจะเห็นผู้เป็นแม่นั้นปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำตู้ขบวนได้อย่างชัดแจ้ง แม้จะอยากไปหาลูกที่รออยู่ ก็ทำไม่ได้ เพราะตนต้องทำหน้าที่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์เสียก่อน เป็นความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงานของตนจริงๆ
ส่วนลูกนั้น ก็ได้แสดงถึง “หน้าที่” ของตนตามมา นั่นคือหน้าที่ของ “การเรียนหนังสือ” คงจะไม่มีอะไรจะแสดงให้แม่เห็นและมีความสุขได้เท่ากับการแสดงออกว่าตนนั้นตั้งใจเรียนหนังสือ จึงแสดงออกมาเป็นการท่องสูตรคูณ ท่องให้แม่เห็น ท่องให้แม่ภูมิใจ ให้แม่มีความสุข
เป็นการแสดงออกที่ได้อารมณ์และความรู้สึกยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
สุดท้ายนี้ อยากจะบอกว่า ในขณะที่เรามีความรักนั้น อย่าลืมว่าเราทุกคนต่างก็มีหน้าที่ด้วย อย่าหมกมุ่นหรือหัวปักหัวปำเฉพาะเรื่องรัก แต่ต้องสร้างสมดุลในหน้าที่ให้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน
ตัวอย่างเช่น พ่อมีความรักให้ลูก แต่พ่อก็ต้องทำหน้าที่ของ “การเป็นพ่อ” ให้ดีด้วย
เรามีคู่ครอง เรารักภรรยาของเรา รักสามีของเรา แต่อย่าลืมทำหน้าที่ของ “สามี” หรือ “ภรรยา” ให้ครบถ้วนด้วย ไม่อย่างนั้นความรักก็จะมีอายุสั้นลง
และในภาพกว้าง เรารักชาติ เราก็ต้องทำหน้าที่ของ “พลเมืองที่ดีของชาติ” ให้ดีให้เหมาะให้ควรด้วย
นี่เองคือเนื้อหาที่จั่วหัวว่า “ว่าเรื่องความรัก” ของเครื่องเคียงข้างจอฉบับนี้ครับผม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

PEAKY BLINDERS : THE IMMORTAL MAN | ‘ราชายิปซี’
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (1)
ดันดาดัน : เพราะโลกมีผี เอเลียนถึงบุกโลกไม่ได้
‘Laufey in Bangkok’ ‘เมโลดี้จับใจ’ ในโลกที่เกือบจะไร้ ‘ท่วงทำนอง’
ศธ.ล้างไพ่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ โจทย์ใหญ่ อนาคตประเทศ
ช่องว่าง
เข็ดแล้ว พอแล้ว ไม่แต่งงานแล้ว
ฉุด-หนีตาม วัฒนธรรมประชาชน
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (3)
‘ถนน ที่ไม่ได้อยู่ในฝัน’
อัพ สกิล ทางไหน | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | ระหว่าง ปฎิทิน กับ ปฏิรูป สะท้อน ความคิด การเมือง