
ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมพบว่ามีกระแสการเปลี่ยนแปลงระดับโลกกำลังก่อตัวขึ้น
ที่แปลกกว่าในอดีตคือคราวนี้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดอย่างเป็นรูปธรรมและมีชั้นตอนของมันมาอย่างเป็นลำดับ ไม่ใช่แบบเกิดตูมเดียวแล้วระบาดไปเป็นสงครามโลกสองครั้ง
คราวนี้เป็นปัญหาจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ที่เติบใหญ่และพัฒนามาได้อย่างดีเกินคาด
กระทั่งทำให้ประเทศที่เป็นรากฐานและแหล่งที่มาสำคัญของการยกระดับทุนนิยมโลกคือสหรัฐอเมริกาต้องออกมาประกาศล้างบางระบบทุนนิยมหลังสมัยใหม่นี้เสียที
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สหรัฐเองเป็นฝ่ายได้กำไรและได้กอบโกยความมั่งคั่งจากการผลิตภายใต้ระบบเศรษฐกิจนี้อย่างมหาศาลมากกว่าเพื่อน
แต่มาถึงวันนี้ผู้นำสูงสุดของสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาประกาศว่า อเมริกาขาดทุนเป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัวจนไม่อาจแก้ไขได้อีกต่อไป เพราะประเทศอื่นๆ ทั่วโลกพากันเข้ามาตักตวงความมั่งคั่งไปจากอเมริกา บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่อเมริกาต้องล้มกระดานแล้วเริ่มเล่นเกมทุนนิยมกันใหม่
เครื่องมือในการล้มกระดานคราวนี้ไม่ใช่สงครามเหมือนอย่างในอดีต หากแต่คือการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าให้สูงลิบลิ่วชนิดที่ไม่มีใครรับได้ และขึ้นมันทั้งโลกครอบคลุมทุกประเทศและหมู่เกาะที่มีประชากรหรือไม่ก็ตาม
นั่นคือการลั่นกลองรบของอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีที่ทำตัวเป็นอัตตาธิปไตยมากกว่าประชาธิปไตยคนแรกของสหรัฐ

วันแรกๆ ที่ทรัมป์ประกาศศึกภาษีศุลกากรไม่มีใครเชื่อว่าจะไปได้กี่น้ำ เพราะมันเห็นๆ อยู่แล้วว่าไม่สามารถปฏิบัติได้
ก็เป็นจริงตามนั้น อเมริกาจึงเริ่มลดระดับและเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เข้ามาเจรจาต่อรองทางธุรกิจกันต่อไป ก่อนจะยอมให้ระบบทุนดำเนินไปอย่างปกติต่อไป
ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยด้วยจึงต้องหาทางนัดหมายเพื่อทำการเจรจากับทรัมป์และคณะต่อไป
ทั้งหมดนั้นแสดงว่ายุทธศาสตร์การขู่ด้วยภาษีของทรัมป์เข้าเป้า สำเร็จตามความมุ่งหมาย ไม่ว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของการประกาศศึกอัตราภาษีนี้จะมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นคือขณะนี้เกิดบรรยากาศของการสำรวจตรวจสอบสภาวะและสภาพของประเทศเป็นการใหญ่ เหมือนกับการตรวจร่างกายประจำปีว่าบัดนี้มีโรคภัยและอาการอะไรที่น่าห่วงและต้องทำการรักษาส่งเสริมหรือป้องกันตนเองเพื่อให้สุขภาพเข้มแข็งและปลอดภัยต่อไป
ผมคิดว่าการไปเจรจากับรัฐบาลอเมริกันเพื่ออนาคตของการค้าขายประเทศก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือการยกเครื่องภายในของประเทศเองด้วย
เพราะไม่ว่าอนาคตของระบบภาษีศุลกากรในโลกจะเป็นอย่างไร ปัจจัยที่จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ประเทศและสังคมไทยได้แก่ความสามารถและประสิทธิภาพของประชากรและระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่กำกับมันอยู่ต้องทำงานได้ด้วยพลังของสถาบันเอง
ไม่ใช่ด้วยการแทรกแซงของอำนาจเหนือสังคม

ฟูกูซาว่าบนแบงก์หมื่นเยน
ผมจึงมองกลับไปในประวัติศาสตร์ว่าระยะเปลี่ยนผ่านทำนองนี้มีบ้างไหม
แน่นอนประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่านที่คล้ายคลึงมากที่สุดก็คือสมัยปฏิรูปอาณาจักรภายใต้รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ที่เราเรียกว่ายุคปฏิรูปสยามประเทศ
รายละเอียดและผลงานมากมายมีการศึกษาและหาอ่านได้สะดวก จะไม่ขอนำมากล่าวในนี้
แต่ที่ผมคิดว่ามีด้านที่สำคัญในการปฏิรูปแต่เราไม่ได้นำมาเป็นบทเรียน นั่นคือบทบาทของการศึกษาและเอกชนผู้ดำเนินการสร้างและพัฒนาความรู้ในการพัฒนาประเทศ
ผมจึงเลือกกรณีศึกษาที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดและให้ผลที่เป็นรูปธรรมในเวลาต่อมา
นั่นคือบทบาทของนักหนังสือพิมพ์และปัญญาชนญี่ปุ่นกับสยามในระยะเปลี่ยนผ่านของรัฐแบบศักดินาไปสู่รัฐชาติสมัยใหม่
นักหนังสือพิมพ์และปัญญาชนสยามคือเทียนวรรณซึ่งเกิดในปี พ.ศ.2385 (1842) ตายในปี 2458 (1915) รวมอายุ 73 ปี
ส่วนนักหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นคือยูกิจิ ฟูกูซาว่า เกิด 2378 (1835) และตายปี 2444 (1901) รวมอายุ 66 ปี
ทั้งสองคนจึงเป็นคนร่วมสมัยกัน มีอาชีพเหมือนกันคือทำหนังสือพิมพ์และเขียนบทความเผยแพร่เรื่องการศึกษาและการสร้างความเจริญให้แก่ประเทศ
ทั้งสองคนมีลักษณะคล้ายกันเพราะอยู่ในสมัยของการเปลี่ยนผ่านจากระบอบศักดินาหรือโชกุนไปสู่ระบอบสมัยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและอุตสาหกรรม
แต่ที่ไม่เหมือนกันอย่างยิ่งคือผลลัพธ์และอิทธิพลของทั้งสองคนที่มีต่อการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศ
ในกรณีของเทียนวรรณพูดได้เต็มปากว่าแทบไม่มีเลย ในขณะที่ของฟูกูซาว่านั้นมีมากและเป็นหนึ่งในเสาหลักของการสร้างความรู้สมัยใหม่และระบบอุดมศึกษาในญี่ปุ่นต่อมาอีกด้วย
ยูกิจิ ฟูกูซาว่า เกิดในตระกูลนากะสุในกิวชูซึ่งสมัยนั้นยังเป็นระบบโชกุนหรือศักดินาญี่ปุ่น ได้เป็นซามูไรชั้นต่ำซึ่งเหมือนคนชั้นล่างคือยากจน เขาจึงไม่ค่อยชอบระบบสังคมโชกุนและมีความคิดต่อต้านระบอบเก่ามานาน
เริ่มจากขนบธรรมเนียมประเพณี ที่พวกซามูไรต้องปฏิบัติตาม เช่นการไม่ซื้อของกินของใช้ที่ต่ำอันเป็นของชาวบ้าน ซามูไรมีศักดิ์ศรีเหนือกว่า ต้องกินดีอยู่สูง
ฟูกูซาว่าชอบทำอะไรที่ต้านระบบจารีต เขาจึงเดินซื้อของและใช้ของที่เป็นแบบชาวบ้าน แต่ซามูไรอื่นเขาไม่ทำกัน
ชีวิตเปลี่ยนเมื่อเขาอายุ 19 ปีเมื่อโชกุนยอมให้ดัตช์เข้ามาตั้งสถานีการค้าและเผยแพร่ความรู้ได้ในเมืองเดียวคือนางาซากิ ความรู้แบบตะวันตกค่อยๆ กระจายไปในหมู่คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ เรียกว่าความรู้แบบดัตช์ศึกษา (Dutch Studies)
ฟูกูซาว่าจึงหาทางออกไปเรียนวิชาตะวันตกบ้าง แต่เขาไปเรียนไม่ได้เพราะพี่ชายตาย เขาจึงต้องรับภารกิจเป็นผู้ดูแลตระกูลจากพ่อต่อไป
เขาจึงทำหนังสือถึงหัวหน้าไดเมียวเพื่อขออนุญาตไปเรียนต่อ ทางไดเมียวไม่ยอมให้นอกจากต้องรับปากว่าจะไปเรียนวิชาที่กลับมาสร้างไดเมียวให้แข็งแรงคือวิชาการสร้างปืนและป้อมค่าย
ด้วยความอยากไปเรียนเขายอมรับปากว่าจะไปเรียนเรื่องทำปืน ซึ่งจริงๆ แล้วเขาไม่สนใจเลย ใจเขาอยากเรียนเรื่องความรู้อื่นๆ มากกว่า
วันที่เขาออกจากบ้านเขาสาบานว่าจะไม่กลับมาอีกเลย ดังนั้น เมื่อไปถึงนางาซากิเขากลับไปเรียนภาษาดัตช์ โรงเรียนมีนักเรียนราว 30 คนต่างท่องจำภาษาดัตช์ อาศัยเปิดพจนานุกรมดัตช์ซึ่งมีอยู่เล่มเดียว
เรียนสักพักหนึ่ง ฟูกูซาว่าก็คิดในใจว่าครูคนนี้ไม่เก่ง หากเขาเรียนมากกว่านี้ก็จะเก่งกว่าครูคนนี้ เห็นได้ว่าเขาเป็นคนสมัยใหม่ที่ท้าทายความคิดและคนแบบเก่าอย่างยิ่ง
เมื่อเรียนจบฟูกูซาว่าได้ไปทำงานในเมืองเอโดะ วันหนึ่งเขาไปเดินซื้อของในเมืองโยโกฮาม่า ได้ยินคนพูดกันในภาษาต่างประเทศที่เขาไม่เข้าใจ เลยเข้าไปถามว่าพูดภาษาอะไรกัน
เมื่อได้ฟังว่าคนนั้นพูดในภาษาอังกฤษ ฟูกูซาว่าก็ตกใจเพราะเขาคิดว่าดัตช์เป็นภาษาต่างประเทศที่ทันสมัยที่สุดแล้ว แต่บัดนี้กลับมีอีกภาษามาสำแดงความเหนือกว่า ตอนนั้นประเทศอังกฤษกำลังขยายอำนาจไปทั่วโลก ภาษาอังกฤษจึงสำแดงฤทธิ์ไปทั่ว
แน่นอนฟูกูซาว่าไม่ยอมปล่อยให้ปัญหานี้ผ่านไปได้ เขาดิ้นรนไปหาครูสอนภาษาอังกฤษ
ได้ความว่ามีข้าราชการกระทรวงต่างประเทศคนหนึ่งมีความสามารถในภาษาอังกฤษสูง เขาขอไปเรียนด้วย แต่ครูงานเยอะไม่ค่อยว่าง นัดไปเรียนตอนเช้าก่อนเวลาทำงาน เขาไปหาตลอดเป็นเวลา 3 เดือนก็ไม่ได้เรียน จึงเปลี่ยนเวลามาเป็นตอนเย็นหลังเลิกงาน เขาไปหาอีก 3 เดือนก็ไม่ได้เรียนเพราะครูไม่ว่าง
วิธีการเรียนภาษาแบบที่เขาต้องการคือการหัดฟังการออกเสียง (pronunciation) จากนั้นเขาจะไปหาดิกชันนารีมาเปิดหาคำศัพท์ศึกษาเอง
สรุปคือก่อนเกิดการปฏิรูปเมจิ คนรุ่นใหม่ที่จะมาเป็นคนชั้นกลางในญี่ปุ่นได้ก่อตัวและเคลื่อนไหวทางการศึกษาและการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง จึงไม่ได้มีแต่คนชั้นสูงและผู้นำจารีตกลุ่มน้อยเช่นในกรุงสยามเท่านั้นที่สร้างการเปลี่ยนแปลง
ชีวิตของฟูกูซาว่าพลิกผันไปอย่างมากหลังจากเขาร่วมการเดินทางด้วยเรือเดินทะเลที่สร้างและแล่นโดยคนญี่ปุ่นเองแต่อาศัยตำราและคู่มือฝรั่ง เป็นการเดินทางไปอเมริกาและยุโรปครั้งแรก
เงื่อนไขเดียวสำหรับคนที่สมัครไปด้วยคือไม่มีการประกันความปลอดภัยและการเดินทางกลับ ไม่มีใครรู้ว่าจะรอดกลับมาหรือไม่
การไปเห็นโลกใหม่ด้วยตาเอง ทำให้ฟูกูซาว่าตาสว่าง เขาจดบันทึกเรื่องราวและสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยเห็น หวังจะเอากลับมาเผยแพร่ให้คนญี่ปุ่นได้หูตาสว่างกับเขาบ้าง
น่าสังเกตว่าเขาจะไม่จดเรื่องราวที่เป็นทางการ เพราะมีคนจดแล้ว แต่เขาจะบันทึกเรื่องราวที่คนจะไม่รู้ เป็นของชาวบ้านเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ทางการ
ข้อเขียนนั้นในที่สุดออกมาเป็นหนังสือเล่มชื่อ “คิดแบบตะวันตก” (Think Western) เป็นหนังสือขายดีสร้างชื่อเสียงให้แก่ฟูกูซาว่าอย่างมาก
ในความคิดของฟูกูซาว่า ทุกอย่างที่เขาเจอในตะวันตกคืออารยธรรม มันคืออารยธรรมใหม่ที่ญี่ปุ่นต้องรับและทำให้ได้
เขาจึงทำงานเผยแพร่ความรู้ตะวันตกเป็นการใหญ่ กระทั่งนำไปสู่การก่อตั้งมหาวิทยาลัยเอกชนคือเคโอะ (Keio) อันมีชื่อมาถึงปัจจุบัน
ตอนที่เขาตายในปี 2444 (1901) ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมที่ล้าหลังโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก มาเป็นประเทศอุตสาหกรรม
และอีกสี่ปีต่อมาญี่ปุ่นรบชนะรัสเซียมหาอำนาจเก่าลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไปถึงการรบเอาชนะจีนและในที่สุดประกาศสงครามกับสหรัฐ
คุณูปการทั้งหลายของฟูกูซาว่านั้นว่าไปแล้วไม่ใช่มาจากความสามารถเฉพาะตัวของเขาเท่านั้น
หากที่สำคัญกว่าคือการที่ระบอบใหม่ เกิดมาจากการทำลายระบบโชกุนอันเป็นระบบปกครองขุนนางใต้จักรพรรดิจนทลายราบลงไป ด้วยฝีมือและกำลังของพวกไดเมียวหัวก้าวหน้าส่วนหนึ่งและการเข้าร่วมการปฏิรูปของพวกซามูไรที่เริ่มไม่มีอนาคต
จึงทำให้อารยธรรมใหม่สามารถลงรากและแตกหน่อออกไปได้
ไม่ใช่เพียงแค่เกิดขึ้นในยอดข้างบนน้อยนิด หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระจายออกไปในแนวราบส่งผลยังคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ทำให้เขาได้รับเกียรติมีภาพของฟูกูซาว่าปรากฏในธนบัตรญี่ปุ่นที่มีราคา 10,000 เยน
กระทรวงใหม่อันแรกที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้นหลังการปฏิรูปเมจิได้แก่กระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงที่มีงบประมาณมากกว่าเพื่อน แปลกใจไหม และให้ทุนนักเรียนไปเรียนต่อต่างประเทศมากที่สุด
กระทั่งปัจจุบันนี้ทุนกระทรวงศึกษาฯ ญี่ปุ่นนี้ก็ยังให้ทุนแก่นักเรียนนักศึกษาไทยไปเรียนต่อในญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องกว่าทุนรัฐบาลไทยเองเสียอีก
อีกนโยบายใหม่หลังปฏิรูปเมจิคือกฎหมายภาษีที่ดิน ให้ทำการเรียกเก็บภาษีที่ดินทุกคน ไม่มีอภิสิทธิ์เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป เอาแค่สองเรื่อง การศึกษา การภาษี การปฏิรูประหว่างสยามกับญี่ปุ่นก็ต่างกันแทบฟ้ากับดิน
ในโอกาสที่สยามจะมีโอกาสในการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูประบบและโครงสร้างทั้งหลายอีกวาระหนึ่ง เพื่อรองรับสถานการณ์อันไม่อาจคาดการณ์ได้ ท่ามกลางความปั่นป่วนและไร้สมรรถภาพของระบบการเมืองของรัฐพันลึก การคิดค้นสิ่งใหม่ที่จะเป็น “อารยธรรม” ของเราต่อไปคงเป็นความยาก
ผมจึงเสนอให้หวนกลับไปเก็บรับดอกผลและผลไม้พิษของการปฏิรูปในอดีตเพื่อนำมาเป็นบทเรียนประวัติศาสตร์อันมีค่าต่อไป
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
