‘ฉีเคอะ’ ในวัย 75 ‘สันติภาพ’ ยังเป็นไปได้ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ยังไร้จุดจบ

“ฉีเคอะ” คือหนึ่งในคนทำหนังที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกง (และจีนแผ่นดินใหญ่) ตั้งแต่ยุค 1980 จนถึงปัจจุบัน
ผู้กำกับภาพยนตร์วัย 75 ปี ซึ่งเกิดในเวียดนาม จบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นทำงานในธุรกิจโทรทัศน์ที่ฮ่องกง และมีผลงานหนังเรื่องล่าสุด คือ “มังกรหยก จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่” เพิ่งจะเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ฟาร์อีสต์ (ตะวันออกไกล) ที่เมืองอูดิเน่ ประเทศอิตาลี
เพื่อรับรางวัล “มัลเบอร์รีทองคำ” หรือรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จในวิชาชีพ
ทำให้เขาได้มีโอกาสสนทนากับ “แดเนียล อีแกน” แห่งเว็บไซต์เดอะฟิล์มสเตจ โดยมีคำถาม-คำตอบบางส่วนที่น่าสนใจ ดังนี้
: ตลอดชีวิตการทำงาน คุณเคยดัดแปลงผลงานนิยายกำลังภายในของ “กิมย้ง” มาแล้วหลายครั้ง มุมมองที่คุณมีต่อบทประพันธ์ของเขานั้นเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่?
จริงๆ แล้วผมรู้จัก “กิมย้ง” เป็นการส่วนตัว เมื่อนานมาแล้ว เขาอยากให้ผมดัดแปลงนิยายเรื่องหนึ่งของเขาเป็นภาพยนตร์ แต่ผมกลับรู้สึกขวัญหนีดีฝ่อ เพราะผมมอง “กิมย้ง” เป็นไอดอล และไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำงานนั้นได้ดีพอ
จากนั้น ผมจึงเริ่มคิดใคร่ครวญว่า ถ้าตัวเองได้รับโอกาสทำหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายของเขา ผมจะทำมันออกมาอย่างไร
นิยายของ “กิมย้ง” เรื่องแรกที่ผมอ่าน คือ “มังกรหยก ภาคสอง” ซึ่งผมมีความหลงใหลในเส้นเรื่องเกี่ยวกับความรักของนิยายเรื่องนั้นเอามากๆ และเฝ้ารอที่จะได้ทำมันออกมาเป็นหนัง
แต่พอผมได้ลงมือทำหนังเรื่อง “เดชคัมภีร์เทวดา” (ดัดแปลงจากนิยาย “กระบี่เย้ยยุทธจักร” ของ “กิมย้ง”) ผมก็ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงรายละเอียดหลายอย่างในพล็อต จน “กิมย้ง” รู้สึกหงุดหงิดใจเอามากๆ
ดังนั้น พอผมจะเข้าไปขออนุญาตดัดแปลงนิยายเรื่องแรกของเขา (“ตำนานอักษรกระบี่” หรือ “จอมใจจอมยุทธ์”) เป็นหนัง “กิมย้ง” เลยตอบกลับมาราวๆ ว่า เขาไม่ได้ถือลิขสิทธิ์ผลงานเล่มนั้น ซึ่งนั่นก็คือวิธีการปฏิเสธอย่างนิ่มนวล
แล้วต่อมา เขาก็ปฏิเสธข้อเสนอของผมอีกหลายหน เพราะนักประพันธ์อย่าง “กิมย้ง” นั้นไม่ค่อยพอใจนักหรอก ที่นิยายของตัวเองจะถูกปรับนู่นเปลี่ยนนี่โดยบรรดาผู้กำกับฯ
พอถึงเวลาที่ผมมีโอกาสได้ทำหนังเรื่อง “มังกรหยก จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่” นิยายเรื่องนี้ก็ได้รับการดัดแปลงมาเป็นสื่อบันเทิงนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ด้วยเหตุนี้ ความกังวลแรกของผม คือ งานของตัวเองต้องออกมาไม่ซ้ำกับของคนอื่น
ผมจึงลงมือเล่าเรื่องราว “มังกรหยก” ในแบบฉบับของตนเอง ผ่านการตีความตัวละครและโครงเรื่องในเวอร์ชั่นของตนเอง อย่างไรก็ตาม ผมพยายามตีความอย่างซื่อสัตย์จริงใจเพื่อแสดงความเคารพต่อผลงานของ “กิมย้ง”
สิ่งที่ผมพยายามทำ ก็คือ การย้อนกลับไปสู่วัยเยาว์ของตัวเอง แล้วทบทวนว่า ณ ห้วงเวลานั้น ผมเคยรู้สึกอย่างไรกับเหล่าตัวละครใน “มังกรหยก”
: ขอบเขตเรื่องราวของ “มังกรหยก” มีความกว้างขวางซับซ้อนขนาดไหน?
มันเป็นนิยายที่ยาวมาก จนผมจำไม่ได้ว่าแล้วว่า “มังกรหยก” มีตัวละครหลักกี่คน แต่ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา แฟนๆ ของนิยายเรื่องนี้จะมีตัวละครต่างๆ ที่ติดอยู่ในความทรงจำของพวกตน
นี่จึงเป็นเรื่องยากมากที่คุณต้องตัดสินใจเลือกว่าจะนำตัวละครรายไหนเข้ามาอยู่ในหนัง เพราะคนดูก็จะถามสวนขึ้นทันทีว่า แล้วตัวละครคนนั้นคนนี้หายไปไหนล่ะ?
ในหนังของผม ผมเลือกโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ของสามตัวละครหลัก คือ “ก๊วยเจ๋ง” “เจงกิสข่าน” และ “พิษประจิม”
แน่นอน เมื่อมองเผินๆ แล้ว ตัวละครฝ่ายธรรมะและอธรรมเหล่านี้ก็แค่มาต่อสู้และฆ่ากัน แต่การเพิ่มบทบาทของ “เจงกิสข่าน” ได้ทำให้เรื่องราวมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ความท้าทายของผม คือ จะทำอย่างไรให้ตัวละครทั้งสามรายมีความสำคัญเท่าเทียมกันในภาพยนตร์
เนื้อหาส่วนสุดท้ายของนิยาย “มังกรหยก” นั้นพูดถึง “สันติภาพ” นี่คือประเด็นสำคัญมากสำหรับผม เพราะปัจจุบัน โลกของเราตกอยู่ในสภาวะปั่นป่วนวุ่นวาย ทุกคนสู้รบกันในทุกหนแห่ง แต่ละประเทศต่างมีชุดเหตุผลของตัวเองที่จะก่อสงคราม
คำว่า “สันติภาพ” อาจฟังดูเพ้อฝันและเลื่อนลอย แต่ผมมีความปรารถนาที่จะสื่อสารให้คนดูหนังได้ตระหนักว่า “สันติภาพคือหนทางที่มีความเป็นไปได้”
: คุณมีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของภาพยนตร์บ้างหรือไม่?
ความคิดสร้างสรรค์ก่อเกิดมาจากความปรารถนาและความหลงใหล อารมณ์ความรู้สึกประเภทต่างๆ ที่ผู้คนใช้สื่อสารกับโลกรอบตัวของพวกเขา ล้วนวางพื้นฐานอยู่บนความปรารถนาหลงใหลทั้งสิ้น
ดังนั้น เมื่อมนุษย์เรายังพยายามตีความความคิดความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตของตนเองออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้ ความคิดสร้างสรรค์ก็ย่อมถือกำเนิดขึ้นอย่างแพร่หลายไม่มีสิ้นสุดเสมอ •
ข้อมูลจาก https://thefilmstage.com/tsui-hark-on-finding-peace-in-a-world-of-chaos/
| คนมองหนัง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
