เศรษฐกิจ
ผลสำรวจของ ‘นิด้าโพล’ ล่าสุดที่ระบุว่าคะแนนนิยมของตัวนายกฯ หนู อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และพรรคภูมิใจไทย หดตัวลงจาก 26% เหลือเพียง 21% แม้ว่าตัวเลขที่หายไป 5% อาจดูไม่มาก แต่ในทางการเมือง กลับคือสัญญาณที่ทำให้ผู้นำรัฐบาล และสมาชิกคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 นั่งแทบไม่ติดเก้าอี้
ในช่วง 90 วันแรกของการบริหารราชการแผ่นดิน ถือเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลอนุทิน 2 ต้องรับมือทั้งแรงกดดันจากภายนอกประเทศและแรงคาดหวังจากภายในประเทศพร้อมกันที่โถมเข้าใส่ ตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงโจทย์ใหญ่เรื่องกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของประชาชน
ถึงแม้ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจะเดินหน้าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ รวมถึงผลักดันการลงทุนจากต่างประเทศ เร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และพยายามสื่อสารผลงานอย่างต่อเนื่อง แต่เสียงสะท้อนจากสังคมกลับยังเต็มไปด้วยคำถามว่า ทำไมนโยบายเหล่านั้นยังดูไม่ชัดเจน หรือยังคงดูเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้น้อยกว่าที่คาด
ยิ่งเมื่อผลสำรวจความนิยมลดลง ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลต้องเร่งปรับจังหวะการทำงาน ทั้งในด้านนโยบายและการสื่อสาร
คำเตือนของนายกรัฐมนตรีที่ระบุว่า ไม่ต้องการเห็น ‘รัฐมนตรีโลกลืม’ จึงไม่ใช่เพียงการตำหนิรัฐมนตรีที่เงียบเกินไป แต่เป็นการตอกย้ำไปถึงการทำงานของยุคการเมืองปัจจุบันว่าด้วย ‘ผลงาน’ เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากประชาชนไม่รับรู้ว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐมนตรีหลายคนต้องรีบออกมาชี้แจงบทบาทของตัวเอง
หนึ่งในนั้นคือ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ถูกตั้งคำถามว่าหายหน้าจากสื่อ ก่อนจะยอมรับว่า การมอบหมายให้อธิบดีหรือโฆษกเป็นผู้สื่อสารแทน อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่ารัฐมนตรีไม่ได้ทำงาน พร้อมประกาศว่าจะออกมาชี้แจงและสื่อสารด้วยตัวเองมากขึ้น
ขณะที่สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่ารัฐมนตรีคมนาคมทุกคนยังลงพื้นที่ รับฟังปัญหาประชาชน และขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง
ด้าน อ.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะตัวแทนจากพรรคร่วมอย่างพรรคเพื่อไทย ชี้แจงเช่นกันว่า ในส่วนของพรรคเพื่อไทยยังไม่มีสัญญาณการปรับ ครม.ใดๆ
และทุกคนยังคงตั้งใจทำงานตามหน้าที่
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในมุมเศรษฐกิจ เจาะลึกไปถึงผลงานในช่วงที่ผ่านมา เสียงจากภาคเอกชน เปรียบเสมือน ‘กระจกสะท้อน’ ว่ามาตรการต่างๆ ของรัฐบาลเริ่มส่งผลในระดับใด และยังมีโจทย์อะไรที่ต้องเร่งแก้ไข
โดยธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ประเมินผลงานรัฐบาลไว้ราว 50 คะแนนจาก 100 คะแนน โดยเห็นว่า แม้รัฐบาลจะมีผลงานบางด้านที่ประชาชนสัมผัสได้ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายและกระตุ้นการค้าขายในระยะสั้น แต่สิ่งที่ยังน่ากังวลคือ ภาระทางการคลังจากการกู้เงินเพื่อขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าว
ในมุมของธนิต หากรัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการลักษณะนี้ต่อไป จำเป็นต้องปรับให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น โดยเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจริง มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม ซึ่งอาจสร้างภาระการคลังโดยไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการไม่ใช่การออกมาตรการแจกเงินเพิ่มเติม แต่คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการเพิ่มสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้างหนี้ และการแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อกลับเข้าสู่ระบบได้อีกครั้ง
เพราะหากภาคธุรกิจยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็จะเป็นไปอย่างล่าช้า
ขณะที่วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย มองอีกมุมออกไปเล็กน้อย โดยเห็นว่ารัฐบาลควรได้รับโอกาสและความเป็นธรรมในการประเมินผลงาน เนื่องจากทันทีที่เข้ามาบริหารประเทศก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทำให้ช่วง 90 วันแรก รัฐบาลต้องทุ่มเทเวลาไปกับการประคับประคองสถานการณ์และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก แม้จะทำให้จังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยชะลอลง แต่ก็ยังสามารถรักษาเสถียรภาพของประเทศไว้ได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม วิศิษฐ์เชื่อว่า บททดสอบที่แท้จริงของรัฐบาลยังอยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะการจัดทำงบประมาณปี 2570 ซึ่งจะเป็นงบประมาณฉบับแรกที่สะท้อนแนวคิดและฝีมือการบริหารของรัฐบาลชุดนี้อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้ข้อจำกัดจากภาระรายจ่ายของภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมกันนั้น หากรัฐบาลต้องการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ก็จำเป็นต้องมีนโยบายที่สร้างผลลัพธ์ได้ชัดเจน โดยเฉพาะการต่อยอดการลงทุนจากต่างประเทศให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการสร้างงาน การยกระดับผู้ประกอบการไทย และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในรายงานสถิติ
ทั้งนี้ วิศิษฐ์มองว่า เมื่อประมวลเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนจะเห็นว่า 90 วันแรกของรัฐบาลอนุทิน 2 ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะตัดสินได้อย่างเด็ดขาดว่าสอบผ่าน หรือสอบตก เพราะแม้รัฐบาลจะสามารถประคับประคองประเทศท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ระหว่างประเทศได้ในระดับหนึ่ง แต่โจทย์สำคัญที่ประชาชนยังรอคำตอบคือ การฟื้นกำลังซื้อ การเพิ่มรายได้ การลดค่าครองชีพ และการทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืน
ล้วนเป็นบทพิสูจน์ที่รัฐบาลจะต้องเผชิญต่อจากนี้!!
