bg-single

เมษา พฤษภา 2553 ประสาน 2 การเคลื่อนไหวใหญ่ ระหว่าง รัฐบาล กับ คนเสื้อแดง

16.07.2025

ยุทธการแดงเดือด

เมษา พฤษภา 2553

ประสาน 2 การเคลื่อนไหวใหญ่

ระหว่าง รัฐบาล กับ คนเสื้อแดง

มีลักษณะ 2 ด้านดำรงอยู่ในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 อย่างชัดเจน หากมองจากสายตาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้ภาพอย่างหนึ่ง หากมองจากสายตาของ นายวีระ มุสิกพงศ์ ก็ได้ภาพอีกอย่างหนึ่ง

กระนั้น ภายในภาพที่เห็น “ต่าง” อย่างชัดเจน เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ก็มีความจริง “ร่วม” ดำรงอยู่

นั่นก็คือ มีคนตาย ไม่ว่าจะด้านของ “รัฐบาล” ไม่ว่าจะด้านของ “ประชาชน”

บทสรุปอันสำแดงผ่านบทความของ เกษม เพ็ญภินันท์ แห่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็คือ

ผลการปฏิบัติการของกองกำลังทหารของ ศอฉ.ได้นำไปสู่การสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่และพลเรือนทั้งที่เป็นผู้ชุมนุมและไม่ใช่ผู้ชุมนุมรวมทั้งสิ้น 27 ราย ทั้งหมดเป็นเพศชาย

แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร 5 ราย และพลเรือน 22 ราย

รายละเอียดของสถานการณ์ การบาดเจ็บและเสียชีวิตต้องยอมรับว่าบทความของ เกษม เพ็ญภินันท์ ในหนังสือ “ความจริงเพื่อความยุติธรรม” ของ ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) ได้สรุปรวมไว้ได้เป็นอย่างดี

กระนั้น ข้อมูลที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจและรับรู้ร่วมกันคือสถานการณ์ในช่วง 07.30-13.00 น. ของวันที่ 10 เมษายน 2553

ในช่วงเช้ามีการประชุม ศอฉ.ที่กองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และต่อมาได้มีคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีให้กองกำลังทหารหน่วยต่างๆ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเริ่มปฏิบัติการ “ขอคืนพื้นที่”

ได้มีการเคลื่อนกำลังพลออกจากฐานที่ตั้งในบริเวณกองทัพภาคที่ 1 ในเวลา 07.30 น. เพื่อยันกับกลุ่มผู้ชุมนุม ณ บริเวณหน้ากองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนิน

ในขณะเดียวกัน นายพายัพ ปั้นเกตุ หนึ่งในแกนนำ นปช.ได้นำมวลชนคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งมายืนเผชิญหน้ากับฝ่ายทหารจนนำไปสู่การปะทะกันในเวลาต่อมา

ส่วนด้านเวทีชุมนุมมีการเคลื่อนไหว 2 ส่วน

ที่บริเวณราชประสงค์มีตำรวจ 2 นายนำหมายจับ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายวรพล พรหมมิกบุตร นายประมวล ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก มายืนอยู่หลังเวที แต่ถูกผู้ชุมนุมตะโกนขับไล่และการ์ดได้นำเจ้าหน้าที่ออกจากบริเวณหลังเวที

ที่บริเวณสวนลุมพินีกลุ่มชายฉกรรจ์สวมเสื้อแดงได้ยืนประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเพื่อป้องกันมิให้บุกเข้าประชิดพื้นที่การชุมนุมแยกราชประสงค์

เช่นเดียวกับที่เพลินจิต หน้าโรงแรมออลซีซั่น กลุ่มคนเสื้อแดงได้ยืนประจันหน้ากับทหารห่างกันไม่เกิน 500 เมตร โดยมีการผลักดันกันเล็กน้อย และแกนนำได้ประกาศขอให้รถไฟฟ้าบีทีเอสหยุดเดินรถชั่วคราว

โดยอ้างรายงานว่าจะมีการนำกำลังทหารมาเสริมผ่านทางรถไฟฟ้า

ส่วนการเคลื่อนไหวที่เวทีบริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ภายหลังการประชุม ศอฉ.เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนพลและรถสายพานลำเลียงจำนวนหนึ่งออกมาประจำการใกล้บริเวณพื้นที่ชุมนุม

ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เมื่อมีการประจันหน้าก็นำไปสู่การปะทะ

การปะทะกันระหว่าง 2 ฝ่ายได้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ โดยฝ่ายทหารใช้โล่ กระบอง แก๊สน้ำตา และปืนประเภทต่างๆ พร้อมกระสุนยาง

สำหรับนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาจะมีอาวุธปืนประจำกายติดตัว

ส่วนฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมก็ใช้ก้อนหิน อิฐ ขวดน้ำ หนังยาง ไม้ และสิ่งของที่จะหาได้ในบริเวณที่มีการปะทะเป็นอุปกรณ์ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

เหตุการณ์ดำเนินไปจนถึงช่วงบ่าย

จนในที่สุด ทั้งสองฝ่ายได้ถอยร่นกลับสู่ฐานที่ตั้งของฝ่ายตนเองและนำคนบาดเจ็บของทั้งสองฝ่ายไปรับการรักษาพยาบาล

ฝ่ายทหารเคลื่อนขบวนรถสายพานลำเลียงจำนวน 10 คันไปยังบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า หน้าสนามเสือป่า เพื่อเตรียมการสลายการชุมนุม แต่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ.กลับชี้แจงว่า

กรณีรถหุ้มเกราะสายพานลำเลียงพร้อมอาวุธครบมือจำนวน 5 คันวิ่งออกจาก กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน 4 รอ.) มุ่งหน้าถนนราชดำเนินไม่ใช่เพราะเหตุอื่น (รัฐประหาร หรือสลายการชุมนุม) เพียงแต่นำไปจอดประจำการที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์และสโมสรกองทัพบก

ไม่ว่ารายงานของ “สยามรัฐ” ไม่ว่ารายงานของ “ข่าวสด” ฉบับประจำวันที่ 11 เมษายน 2553 อาจสรุปรวบออกมาได้ดังนี้

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ชี้แจงว่า

ศอฉ.ได้สั่งการให้มีการเคลื่อนรถสายพานลำเลียงจำนวนหนึ่งจากกองพันทหารม้ารักษาพระองค์ แยกเกียกกาย เพื่อไปใช้เป็นมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยและเพื่อเป็นการป้องกันกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงพยายามเคลื่อนด้วยการนำรถ 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงไปดันเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจตามจุดต่างๆ

ทาง ศอฉ.ห่วงใยเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานจึงสั่งรถสายพานลำเลียงไปกั้นที่บริเวณกองทัพภาคที่ 1 เทเวศร์ กองทัพบก และบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เนื่องด้วยเกรงว่าผู้ชุมนุมจะเบนเข็มไปบ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ซึ่งบ้านอยู่บริเวณใกล้กับกองทัพภาคที่ 1

แท้จริงแล้ว กองกำลังทหารและยานพาหนะมีภารกิจเพื่อนำมาปฏิบัติการ “ขอคืนพื้นที่” หรือสลายการชุมนุมร่วมกับทหารหน่วยอื่นๆ ที่เคลื่อนพลออกจากกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งมีจำนวนประมาณ 5,000 นาย

พร้อมรถบรรทุก 6 ล้อ รถจีเอ็มซี รถน้ำกว่า 20 คัน มุ่งหน้าไปสะพานผ่านฟ้าลีลาศเพื่อคุมพื้นที่ถนนพิษณุโลกไว้ให้ได้

และตรึงกำลังทหารในพื้นที่โดยรอบทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำบินวนเวียนอยู่เหนือพื้นที่การชุมนุมย่านผ่านฟ้าลีลาศ และมีการโยนแก๊สน้ำตาและใบปลิวใส่กลุ่มผู้ชุมนุมในบางช่วงเวลาอีกด้วย

ส่วนในพื้นที่ต่อเนื่องจากบริเวณย่านผ่านฟ้าลีลาศก็พบว่า มีหน่วยทหารถือโล่และปืน M 16 พร้อมอาวุธครบมือเข้าประจำการในบริเวณลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

ส่วนทางด้านฝั่งธนบุรี ในบริเวณสวนสาธารณะเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าและถนนอรุณอมรินทร์ ก็มีหน่วยทหารตั้งด่านสกัดเส้นทางเข้าออกที่มุ่งไปยังโรงพยาบาลศิริราช

ถามว่าแล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มองสถานการณ์อย่างไร

เราคุยกันว่า การที่แกนนำเสื้อแดงจัดแบ่งการชุมนุมออกเป็น 2 เวที คือที่สะพานผ่านฟ้าและที่แยกราชประสงค์ กินพื้นที่สัญจร ขยายขอบเขตผลกระทบโดยไม่จำเป็น

ปิดตั้งแต่ลานพระบรมรูปทรงม้าไปจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

สะพานพระราม 8 ก็ใช้ไม่ได้ สะพานพระปิ่นเกล้าก็ใช้ไม่ได้

วันที่ 10 เมษายน 2553 เราจึงตัดสินใจว่าจะขอคืนพื้นที่เพียงบางส่วน ไม่ได้จะไปสลายการชุมนุมที่เวทีผ่านฟ้า

แต่ปรากฏว่าข่าวรั่ว

แล้วฝ่ายโน้นก็พยายามก่อเหตุเพื่อให้เกิดสถานการณ์แทรกซ้อน ปรากฏชัดเจนว่า แกนนำพาคนเสื้อแดงไปล้อมที่กองทัพภาคที่ 1 ไว้ก่อน

ประมาณบ่ายโมงเริ่มต้นการขอคืนพื้นที่

มีความจำเป็นต้องนำเอา “ข้อมูล” ของแต่ละด้าน ไม่ว่าจะของรัฐบาล ไม่ว่าจะของกองทัพ ไม่ว่าจะของ นปช.

เมื่อมองอย่างรอบด้านก็จะเห็นในความต่อเนื่องและสัมพันธ์

ก็จะเข้าใจใน “ฝันร้าย” อันมาจากสถานการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2552 ทั้งที่พัทยาและที่กรุงเทพมหานคร

ทั้ง “รัฐบาล” ทั้ง “เสื้อแดง” ล้วนมี “บทเรียน”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เดนตายในผ้าเหลือง | จัดฉากว่าตายแล้ว
ธงทอง  จันทรางศุ | คอหมูย่าง ผัดน้ำพริกอ่อง ต้นหอมญี่ปุ่นโครงการหลวง
‘ณัฐพงษ์-พริษฐ์’ ยื่น ป.ป.ช. สอบ กกต. ปมคดีโกง สว. ซัดลงมติค้านสายตาประชาชน จงใจ “มองไม่เห็นช้าง 3 ตัว”
‘เต้ย’เลิกแฟนฝรั่ง จบกันด้วยดี เดินหน้าต่อ ถูกวิจารณ์เสียหาย…ปกป้องสิทธิ์
เจาะคดีสยองกรุงไทเป CCTV มัดหนุ่มไต้หวัน แค้นสาวไทยบอกเลิก! ฆ่ายัดเป๋าหมกตู้แช่แข็ง
เปิดฟางเส้นสุดท้ายเด้งอธิบดี DSI จังหวะเหมาะย้ายล้างบางเรียบวุธ ‘เปลี่ยนขั้ว-ย้ายค่าย-รหัส 36’ รอด!!!
เหยี่ยวถลาลม | สุจริต-โปร่งใส-เที่ยงธรรม
ปิยบุตร ชี้ประเทศต้องปฏิรูปขนานใหญ่ มอง “ระบอบสีน้ำเงิน” : การช่วงชิงความหมายของสองพลัง
ดีลลับผู้กองในศึกขวาปะทะขวา
กรีนแลนด์ในความคิดของทรัมป์และประวัติศาสตร์สหรัฐ
‘การทูตโปโลน้ำ’ ระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง เป็นอย่างไร
คำอ่อยๆ : Internet ของคุณหมดแล้ว เพื่อใช้ความเร็วได้ต่อเนื่องโปรดสมัคร… | กวีกระวาด : โดยสารฯ กึ่ม