ปิยบุตร ชี้ประเทศต้องปฏิรูปขนานใหญ่ มอง “ระบอบสีน้ำเงิน” : การช่วงชิงความหมายของสองพลัง
25 ก.ย. 2569 ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะก้าวหน้า โพสต์ “ระบอบสีน้ำเงิน” : การช่วงชิงความหมายของสองพลัง
นับตั้งแต่นักยุทธศาสตร์และมันสมองของพรรคประชาชนได้คิดคำว่า ”ระบอบสีน้ำเงิน“ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เผยแพร่ข้อเขียนเกี่ยวกับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่านทางเพจของเขา จนถึงวันนี้ คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ได้แพร่หลายไปทั่ว กลายเป็นคำที่ติดหูติดปากของคนทั่วไป บรรดานักการเมือง นักกิจกรรม และสื่อสารมวลชนได้นำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย
ในแวดวงวิชาการ เริ่มมีความพยายามวิเคราะห์ ให้นิยาม และผ่านกระบวนการทำให้เป็นข้อความคิด (conceptualisation) ต่อคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” กันมากขึ้น
ผมมีความเห็นว่า เมื่อคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” แพร่หลายแล้ว เราจำเป็นต้องช่วงชิง สถาปนาความหมาย ของคำคำนี้ อย่าปล่อยให้คำคำนี้กลายเป็นคำดาดๆสามัญทั่วไป (banalisation) จนเกินไป จนใช้เรียกไปทั่ว เรียกอะไรก็ได้ เช่นกัน ต้องไม่ลดทอนคำว่าระบอบสีน้ำเงินให้เหลือเพียงพรรคการเมืองและนักการเมืองเท่านั้น
ณ เวลานี้ มีพลังคู่ (Dual Force) ที่ต่อต้านระบอบสีน้ำเงิน เป็นพลังคู่ที่ไม่ลงรอยกัน เป็นพลังคู่ขนานที่มีความคิดในแก่นสำคัญไม่ตรงกันนัก พลังคู่นั้น ได้แก่ พลังก้าวหน้า กับพลังอนุรักษ์นิยม
ทั้งพลังก้าวหน้าและพลังอนุรักษ์นิยม ต่างก็ไม่พอใจระบอบสีน้ำเงิน ในประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่น การกินรวบประเทศไทยผ่านวุฒิสภาและองค์กรอิสระต่างๆ ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล นี่เป็น “จุดร่วม” ของทั้งสองพล้งนี้ แต่ “จุดต่าง” อยู่ที่การนิยามว่าระบอบสีน้ำเงิน คืออะไร
.
ในระหว่างที่ยังถกเถียงกันถึงนิยามของระบอบสีน้ำเงินกันอยู่นี้ ผมขอเสนอแนวคิดเพื่อให้พลังก้าวหน้านำไปพิจารณากันต่อไป ดังนี้
ระบอบสีน้ำเงิน ก่อร่างและดำเนินการด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องจักรกลของระบอบ
หนึ่ง สหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่แห่งประเทศไทย ภายใต้การอำนวยการของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่ง ณ เวลานี้ หน้าที่นี้ตกเป็นของพรรคภูมิใจไทย และในอนาคต อาจเป็นพรรคภูมิใจไทยต่อ หรือพรรคอื่นตามแต่ที่ชนชั้นนำเลือกสรร ก็เป็นได้
เครื่องจักรกลแรกนี้ทำหน้าที่รวบรวมสรรพกำลังเพื่อเอาชนะเลือกตั้ง ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยวิธีการใดก็ได้ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้พรรคฝ่ายก้าวหน้าได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล แสวงหา “ใบอนุญาตที่ 1” จากประชาชน เพื่อความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ
สอง วุฒิสภา องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ
เครื่องจักรกลที่สอง ทำหน้าที่ 3 ประการ
ประการแรก คุ้มครองและรับประกันการใช้อำนาจของรัฐบาลว่า ถูกต้องเสมอ อย่างไรก็ตาม อาจมีเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ต้องจัดการเล่นงานบรรดานักการเมืองบ้านใหญ่ในเครื่องจักรกลแรกอยู่บ้าง เพื่อมิให้แลดูน่าเกลียดจนเกินไป แต่อย่างไรเสียก็ไม่มีวันที่จะไปเล่นงานถึงหัวใจ แม่ทัพนายกอง จนทำให้รัฐบาลมีอันเป็นไปได้
ประการที่สอง กำจัดและปราบปรามพลังทางการเมืองฝ่ายก้าวหน้าที่ลุกขึ้นท้าทายระบอบ โดยใช้กระบวนการนิติสงคราม เช่น ยุบพรรค ตัดสิทธิ ปลดออกจากตำแหน่ง จับกุม คุมขัง ดำเนินคดีอาญา เป็นต้น
ประการที่สาม ปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายสำคัญที่เป็นหมุดค้ำประกันระบอบ
สาม ระบบราชการและกองทัพ
เครื่องจักรกลที่สาม ทำหน้าที่เป็นกลไกในการทำงานปฏิบัติ โดยมีเส้นแบ่งที่ยอมรับกันและสมประโยชน์กันลงตัวระหว่าง “ฝ่ายราชการประจำ“ กับ ”ฝ่ายการเมือง“ ได้แก่ การกำหนดส่วนแบ่งผลประโชน์ทางเศรษฐกิจและตำแหน่ง การดำเนินการตามแนวนโยบายของเทคโนแครตราชการ และฝ่ายการเมืองไม่เข้าไปยุ่งกับ ”แดนหวงห้าม“ ของฝ่ายราชการและกองทัพ (เช่น นโยบายด้านความมั่นคง ชายแดน ตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ตำรวจ และกระทรวงต่างๆ)
เมื่อตกลงถือปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่อง ก็เกิดเป็นเส้นแบ่งที่ทั้งสองฝ่าย ”รู้กัน“ นานวันเข้า ก็กลายเป็น ”กฎ“ ไม่ว่าฝ่ายการเมืองจะเปลี่ยนหน้าตาเป็นใคร พรรคใด ก็ต้องอยู่ภายใต้ ”กฎ“ นี้ หากฝ่ายการเมืองละเมิดกฎนี้ ย่อมเสี่ยงมีอันเป็นไปในไม่ช้าได้ เช่นนี้เอง ทำให้แดนของฝ่ายการเมืองในการผลักดันแนวนโยบายของตนค่อยๆหดแคบลง จนฝ่ายการเมืองแปลงสภาพเป็น ”ฝ่ายประจำที่ลงเลือกตั้ง“
สี่ กลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่
เครื่องจักรกลที่สี่ ทำหน้าที่ให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจแก่เครื่องจักรกลที่หนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนให้เครื่องจักรกลที่หนึ่งต้องไม่ดำเนินนโยบายที่กระทบกับกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่เป็นอันขาด และไม่เพียงแต่ไม่กระทบเท่านั้น ในหลายกรณี ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินและโอกาสของประเทศ เข้าไปสนับสนุนให้กลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ได้เปรียบ ได้รับการช่วยเหลือ ได้ผูกขาดทางเศรษฐกิจอีกต่อไปหลายรุ่น
อนึ่ง เครื่องจักรกลทั้งสี่นี้ ทำงานอย่างสอดรับประสานกัน แบ่งบทบาทกันเล่น แต่รวมศูนย์ขึ้นตรงต่อชนชั้นนำจารีตประเพณี ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของชนชั้นนำจารีตประเพณี (ขอใช้คำนี้ไปพลางก่อน) เพื่อรับประกันว่า จะไม่มีการท้าทายหรือต่อต้านชนชั้นนำจารีตประเพณีโดยเด็ดขาด
หากเครื่องจักรกลไหนหรือบางส่วนของเครื่องจักรกลไหนผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ฉาวโฉ่จนคนรับไม่ไหว ผู้กระทำการในเครื่องจักรกลนั้นหรือบางส่วนของเครื่องจักรกลนั้น ก็จำต้องสังเวยชีวิต ถูกกำจัดออกไป และสรรหาคัดเลือกผู้กระทำการรายใหม่หรือส่วนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ในเครื่องจักรกลนั้นแทน แต่ทั้งหมดนี้ ไม่มีวันที่จะสาวไปถึงชนชั้นนำจารีตประเพณีผู้อุปถัมภ์และผู้กำกับของระบอบนี้ได้ ทุกอย่างจะถูก “ตัดตอน” ความรับผิดชอบอยู่ที่เครื่องจักรกลทั้งสี่เท่านั้น
ในสายตาของพลังอนุรักษ์นิยมแล้ว นิยามระบอบสีน้ำเงินให้เหลือแค่เครื่องจักรกลที่ 1 คือ สหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่แห่งประเทศไทย ภายใต้การอำนวยการของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ส่วนเครื่องจักรกลที่ 2 นั้น พวกเขาก็อาจต่อสู้นับรวมเข้าด้วย แต่ไม่ได้ไปถึงขนาดตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ของเครื่องจักรกลที่ 2 พวกเขาลดทอนลงไปเหลือเพียงการโจมตีว่าเครื่องจักรกลที่ 1 กินรวบยึดเอาองค์กรเหล่านี้ไว้หมด ผ่านการแต่งตั้งคนเข้าไป เครื่องจักรกลที่ 2 ประเสริฐอยู่แล้ว แต่มาแปดเปื้อนด่างพร้อยเพราะพวกเครื่องจักรกลที่ 1 คิดชั่วร้าย เข้ามาครอบครอง ยึดเอาไปเป็นของตัว ดังนั้น ต้องจัดการเครื่องจักรกลที่ 1 ให้เด็ดขาด แล้วเครื่องจักรกลที่ 2 จะกลับมาดีดังเดิม
ในส่วนเครื่องจักรกลที่ 3 และ 4 นั้น พลังอนุรักษ์นิยม ก็อาจวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง พอหอมปากหอมคอ แต่สุดท้ายก็จะพุ่งเป้ากลับไปที่เครื่องจักรกลที่ 1 อยู่ดี
ส่วนชนชั้นนำจารีตประเพณีผู้อุปถัมภ์เครื่องจักรทั้ง 4 และเป็นผู้กำกับระบอบ นั้น พลังฝ่ายอนุรักษ์นิยม จงใจเพิกเฉยหรือ ไม่นับรวมเข้ามาด้วย
หากการนิยามระบอบสีน้ำเงินเป็นไปตามแนวคิดของพลังอนุรักษ์นิยมแล้วล่ะก็ วันใดที่ระบอบสีน้ำเงิน (ในความหมายอย่างแคบ) ถูกโค่นล้มลงไปได้ ผลที่ตามมาก็คือ การกำจัดพรรคการเมืองและนักการเมืองกลุ่มหนึ่งออกไป แล้วได้พรรคการเมืองและนักการเมืองกลุ่มใหม่เข้าทำหน้าที่ในเครื่องจักรกลที่ 1 แทน หรือเลวร้ายไปกว่านั้น อาจเจอกับอำนาจนอกระบบอย่างคณะรัฐประหาร ออกโรงมาทำหน้าที่ในเครื่องจักรกลที่ 1 แทนชั่วคราว โดยที่เครื่องจักรกลที่ 2 3 และ 4 ก็ยังเป็นแบบเดิม ภายใต้การอุปถัมภ์และกำกับโดยชนชั้นนำจารีตประเพณีแบบเดิม และเราก็จะวนกลับมาสู่ปัญหาแบบเดิมอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในการต่อสู้ช่วงชิงนิยามของระบอบสีน้ำเงิน จึงต้องไม่ลดทอนการต่อสู้ไปอยู่ที่พรรคการเมืองและนักการเมืองที่ลงเลือกตั้งเท่านั้น เราต้องมองเห็นทั้งนักการเมืองสหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่แห่งประเทศไทย ที่รับบทอยู่ฉากหน้า และต้องมองเห็นทั้งวุฒิสภา องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ กองทัพ ระบบราชการ และกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ตลอดจนชนชั้นนำจารีตประเพณี ที่อยู่ฉากหลัง และค้นหาความแตกแยกและความตึงเครียดกันภายในระหว่างเครื่องจักรกลต่างๆ หรือระหว่างผู้เล่นในเครื่องจักรกลเดียวกัน
.
ใน “100 ปีแห่งความโดดเดี่ยว” นวนิยายอันเลื่องชื่อของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ เปิดฉากบรรยายไว้ว่า “โลกที่พึ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังไม่มีชื่อ และเพื่อจะพูดถึงสิ่งเหล่านั้น ก็จำต้องใช้วิธีชี้เอา”
การเมืองไทย สังคมไทย ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่ยังไม่มีชื่อเรียก ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่ถูกเรียกชื่อไปแล้ว แต่ก็อาจถูกเปลี่ยนได้
พื้นที่เหล่านี้ รอให้เราเข้าไปต่อสู้ทางความคิด เปิดโอกาสให้เราเข้าไปช่วงชิงสถาปนาความหมายใหม่
มนุษย์มีศักยภาพในการเข้าไปให้ชื่อแก่มันได้
มนุษย์มีศักยภาพในการสถาปนาความหมายใหม่ให้แก่มันได้
ดังนั้น พันธกิจของปัญญาชน คือ สังเกต วิเคราะห์ สร้างคำ ตั้งชื่อ ทำให้พร่าเลือน ทำให้แจ่มช้ด ช่วงชิงและสถาปนาความหมาย เพื่อให้สิ่งที่ปรากฏอยู่อย่างกระจัดกระจายและอยู่ตรงหน้าของมนุษย์ ได้กลายเป็น “คำ” มีชื่อเรียก เมื่อเรียกชื่อแล้ว เป็นที่เข้าใจโดยทั่วกันว่า ภายใต้ชื่อนั้น มันเป็นสิ่งที่เราต้องโค่นล้มทำลาย หรือมันเป็นสิ่งที่เราใฝ่ฝันถึงและมีแรงปรารถนาในการสร้างให้เกิดขึ้น
อย่าปล่อยให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” กลายเป็นเพียงเรื่องสีของพรรคการเมืองที่ครองอำนาจเท่านั้น
เร่งทำงานทางความคิด ช่วงชิงการนิยามความหมาย ชี้ให้ตรงเป้า เชื้อเชิญพลังอนุรักษ์นิยม รวมทั้งพวกพลังเงียบ/พลังเฉย ให้เข้าใจและยอมรับถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริง ที่มากไปกว่าพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งที่สลับสับเปลี่ยน “ถูกเลือกใช้” ให้เป็นรัฐบาลเท่านั้น
ในช่วงยามวิกฤตนี้ ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราจำเป็นต้องปฏิรูปขนานใหญ่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและสัมพันธภาพทางอำนาจกันเสียใหม่ให้เอื้อต่อการปฏิรูปประเทศไทยขนานใหญ่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้
