กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
ผมได้ยินศัพท์แสงเรื่อง “การทูต” สารพัดรูปแบบมานานแล้ว แต่มาชอบใจ Water Polo Diplomacy (การทูตโปโลน้ำ) ที่เพื่อนนักการทูตตะวันตกคนหนึ่งใช้เล่าเรื่องการเยือนสหรัฐของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สัปดาห์นี้ได้อย่างน่าสนใจ
สี จิ้นผิง กับโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเป็นนักแสดงชั้นอ๋องและนักต่อรองชั้นปรมาจารย์จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายของการทูตระดับเซียนได้
เพราะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนในยุคใหม่มีลักษณะขัดแย้งอยู่ในตัวเองอย่างชัดเจน
ทั้งสองฝ่ายต้องพึ่งพากัน แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องแข่งขันและแย่งชิงความได้เปรียบกันอย่างหนัก
คำว่า “การทูตโปโลน้ำ” จึงเหมาะกับความสัมพันธ์แบบนี้อย่างยิ่ง
เพราะเวลาเล่นโปโลน้ำ สิ่งที่ผู้ชมเห็นเหนือผิวน้ำคือ นักกีฬาว่ายเข้าหากัน ส่งบอล จับมือ และพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใต้น้ำกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ขาทั้งสองฝ่ายกำลังเตะกันเพื่อแย่งตำแหน่งและรักษาความได้เปรียบต่อกันและกันตลอดเวลา
การพบปะของสี-ทรัมป์จึงมีความละม้ายกับเกมนี้
นั่นคือ เหนือน้ำจะเห็นพิธีต้อนรับ การจับมือ รอยยิ้ม กาลาดินเนอร์ และถ้อยแถลงที่ต่างอวยกันไปมา
แต่ใต้น้ำคือการต่อรองเรื่องภาษี การค้า เทคโนโลยี ชิปคอมพิวเตอร์ แร่หายาก ปัญหาไต้หวัน และอิทธิพลทางการเมืองทั่วโลก
นั่นไม่ใช่ “มิตรภาพอันมั่นคง” เหมือนในแถลงการณ์ร่วม แต่ก็ไม่ใช่การเป็นศัตรูอย่างเต็มรูปแบบ
หากแต่เป็นการอยู่ร่วมกันของสองมหาอำนาจที่รู้ว่าตัดขาดกันไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ไว้วางใจกันมากพอที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายได้เปรียบ
มันคือความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากสงครามเย็นระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตในอดีต
สมัยนั้นสองฝ่ายมีระบบเศรษฐกิจและการเมืองแยกออกจากกันค่อนข้างชัด แต่สหรัฐกับจีนในปัจจุบันยังค้าขาย ลงทุน และพึ่งพาห่วงโซ่การผลิตของกันและกันอย่างมหาศาล
ดังนั้น สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายกำลังทำจึงไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์ แต่คือการพยายามลดการพึ่งพาในเรื่องที่เห็นว่าเป็นภัย ขณะเดียวกันก็รักษาการค้าขายในเรื่องที่ยังจำเป็น
การทูตของสองมหาอำนาจจึงมีหลายชั้น
ชั้นแรกคือการทูตระหว่างผู้นำ ทรัมป์และสีต่างเข้าใจว่าการพบกันตัวต่อตัวมีความสำคัญ เพราะผู้นำสามารถตัดสินใจเรื่องใหญ่ได้รวดเร็วกว่าเจ้าหน้าที่ระดับล่าง
การต้อนรับอย่างสมเกียรติ การจับมือ การรับประทานอาหารร่วมกัน หรือแม้แต่การแสดงความเป็นมิตร จึงไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรม แต่เป็นการสร้างบรรยากาศให้การเจรจาเดินหน้าได้
อีกทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังตลาดโลกและประชาชนของทั้งสองประเทศว่า แม้จะมีความขัดแย้ง แต่ทั้งสองฝ่ายยังสามารถพูดคุยกันได้ แม้ต้อง “สงวนท่าที” อย่างมียุทธศาสตร์ก็ตาม
แต่เมื่อพ้นจากภาพหน้ากล้อง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การทูตแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
พูดแบบชาวบ้านก็คือการที่ฝ่ายหนึ่งถามอีกฝ่ายหนึ่งว่า “คุณต้องการอะไร และคุณจะให้อะไรผมเป็นการแลกเปลี่ยน”
นี่เป็นลักษณะสำคัญของแนวทางของทรัมป์
จีนต้องการเสถียรภาพทางการค้า ต้องการเข้าถึงตลาดสหรัฐ และต้องการลดแรงกดดันด้านเทคโนโลยี
ขณะที่สหรัฐต้องการให้จีนซื้อสินค้าอเมริกันมากขึ้น เปิดตลาดให้บริษัทอเมริกัน แก้ปัญหาสินค้าหรือสารตั้งต้นที่เกี่ยวข้องกับยาเฟนทานิล และให้ความมั่นคงแก่ห่วงโซ่การผลิตที่สหรัฐมองว่าสำคัญ
ฉะนั้น การพบกันครั้งนี้อาจมีข้อตกลงบางเรื่อง แม้จะไม่ได้หมายความว่าสองประเทศจะตกลงกันได้ทุกเรื่อง
เพราะเป้าหมายของการเจรจาอาจไม่ใช่ “ยุติความขัดแย้ง” แต่เป็นการหาวิธีทำให้ความไม่ลงรอยดำเนินต่อไปโดยไม่ระเบิดตูมตามจนกลายเป็นสงครามการค้าหรือสงครามจริง
ชั้นต่อมาคือการทูตด้วยอำนาจต่อรอง ซึ่งเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดของการเปรียบเทียบกับโปโลน้ำ
ทั้งสองฝ่ายต่างมี “ของ” ที่อีกฝ่ายต้องการ จีนมีแร่หายากและแร่สำคัญหลายชนิดที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า พลังงาน และอุตสาหกรรมความมั่นคง
ขณะที่สหรัฐมีเทคโนโลยีขั้นสูง เงินทุน ตลาดการเงิน และความสามารถในการจำกัดการส่งออกชิปและเทคโนโลยีบางประเภทไปยังจีน
คำว่า “อำนาจต่อรอง” หมายถึง ความสามารถในการทำให้อีกฝ่ายต้องคิดถึงต้นทุนหากไม่ยอมตามข้อเรียกร้องของเรา ยิ่งอีกฝ่ายขาดสิ่งที่เรามีมากเท่าไร สิ่งนั้นก็ยิ่งเป็นไพ่ต่อรองที่มีค่า
จีนจึงมี “ไพ่แร่หายาก” ส่วนสหรัฐมี “ไพ่เทคโนโลยีและชิป”
แต่ไม่มีฝ่ายใดถือไพ่ทั้งหมด เพราะสหรัฐเองก็ต้องพึ่งพาการผลิตของจีนในหลายด้าน และจีนก็ยังต้องการตลาด เทคโนโลยี และเงินทุนจากโลกตะวันตก
นี่คือเหตุผลที่การแข่งขันของสองประเทศยังไม่กลายเป็นการตัดขาดอย่างสมบูรณ์
ประเด็นนี้นำไปสู่การทูตอีกประเภทหนึ่ง คือ การทูตด้านเทคโนโลยี
เทคโนโลยีในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องธุรกิจอีกต่อไป ชิปคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ หรือระบบคำนวณขั้นสูงสามารถนำไปใช้ทั้งในโรงงาน รถยนต์ ระบบการเงิน และระบบอาวุธ ดังนั้น ใครควบคุมเทคโนโลยีสำคัญได้มากกว่า ก็มีทั้งความได้เปรียบทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
นี่คือเหตุผลที่การต่อสู้ระหว่างสหรัฐกับจีนเรื่องชิปและปัญญาประดิษฐ์มีความสำคัญกว่าการแย่งตลาดโทรศัพท์มือถือหรือสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป
เพราะมันกำลังเป็นการแข่งขันว่า ใครจะเป็นผู้กำหนดเทคโนโลยีของโลกในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
แต่ยังมีเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องระวังมากที่สุด นั่นคือ ไม่ให้การแข่งขันกลายเป็นสงคราม โดยเฉพาะเรื่องไต้หวัน
สหรัฐกับจีนอาจทะเลาะกันเรื่องภาษี การค้า หรือเทคโนโลยีได้ แต่หากความขัดแย้งเรื่องไต้หวันลุกลามไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร ผลกระทบจะรุนแรงกว่าทุกเรื่องที่ผ่านมาอย่างมหาศาล
เพราะฉะนั้น แม้สองฝ่ายจะแข่งขันกันอย่างหนัก แต่ก็ต้องมีช่องทางพูดคุยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือการปะทะโดยไม่ได้ตั้งใจ
คำว่า “เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์” หมายถึงการพยายามรักษาสภาพที่ทั้งสองฝ่ายสามารถแข่งขันกันได้ โดยไม่ปล่อยให้การแข่งขันหลุดไปสู่สงคราม
นี่ไม่ใช่ความไว้วางใจกัน แต่เป็นการรู้ว่าการทำสงครามมีต้นทุนสูงเกินกว่าที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะรับได้
อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การทูตผ่านภาพลักษณ์
พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ การจับมือ การรับประทานอาหารร่วมกัน หรือคำพูดที่แสดงความเคารพ ล้วนมีความหมายทางการเมือง เพราะผู้นำทั้งสองไม่ได้พูดกันเองเท่านั้น แต่กำลังพูดกับคนทั้งโลกด้วย
ทรัมป์ต้องการแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถนำผู้นำจีนเข้าสู่โต๊ะเจรจาและทำข้อตกลงกับปักกิ่งได้
ขณะที่สีต้องการแสดงให้เห็นว่าจีนเป็นมหาอำนาจที่สหรัฐไม่สามารถปฏิบัติต่อเหมือนประเทศทั่วไปได้
ดังนั้น การต้อนรับอย่างสมเกียรติจึงเป็นส่วนหนึ่งของการต่อรองเช่นกัน
ตรงนี้เองที่เราต้องแยกให้ออกระหว่าง “ภาพของความสัมพันธ์” กับ “เนื้อหาของความสัมพันธ์”
การจับมือกันไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งหมดไป และการกล่าวถ้อยคำแข็งกร้าวก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายจะเลิกเจรจากัน
เหนือผิวน้ำอาจมีรอยยิ้ม แต่ใต้น้ำยังคงมีการต่อรองอย่างหนัก
อีกชั้นหนึ่งที่สำคัญคือ ทั้งสองมหาอำนาจไม่ได้แข่งขันกันเพียงสองประเทศ แต่กำลังแข่งขันเพื่อสร้างอิทธิพลในประเทศที่สามด้วย
สหรัฐมีพันธมิตรในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ขณะที่จีนขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองกับประเทศในเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และประเทศกำลังพัฒนา
ด้วยเหตุนี้ ผมมองว่าประเทศอย่างไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และอินเดียจึงมีความสำคัญมากขึ้น เพราะสามารถเป็นทั้งตลาด แหล่งลงทุน ฐานการผลิต และจุดยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่าย
นี่นำมาสู่คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยว่า เราควรทำอย่างไรในสระโปโลน้ำของสองยักษ์?
คําตอบไม่ควรเป็นเพียง “เลือกข้าง” หรือ “ไม่เลือกข้าง” เพราะทั้งสองคำอาจง่ายเกินไปสำหรับโลกที่ซับซ้อนในปัจจุบัน
สิ่งที่ไทยต้องสร้างคือ “ทางเลือก” อันหมายถึงการทำให้ประเทศไทยไม่ต้องพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินไป
เราควรค้าขายกับสหรัฐและจีน แต่ก็ต้องเพิ่มตลาดกับยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ตะวันออกกลาง และประเทศอื่นๆ
เราควรรับการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ไม่ควรปล่อยให้เศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับแหล่งทุนเพียงแห่งเดียว
เราควรใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่ต้องพยายามสร้างความสามารถของไทยเองในเรื่องที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
หัวใจของยุทธศาสตร์นี้คือ “มีทางเลือก” เพราะประเทศที่มีทางเลือกมากจะมีอำนาจต่อรองมาก ประเทศที่ไม่มีทางเลือกจะต้องยอมรับเงื่อนไขของคนอื่นง่ายกว่า
อย่าถามเพียงว่า “อเมริกาจะให้อะไรเรา” หรือ “จีนจะให้อะไรเรา” แต่ต้องถามว่า “เรามีอะไรที่ทำให้อเมริกาต้องการเรา และเรามีอะไรที่ทำให้จีนต้องการเรา?”
ประเทศขนาดกลางไม่จำเป็นต้องมีอำนาจเท่าจีนหรือสหรัฐจึงจะรักษาผลประโยชน์ของตัวเองได้ แต่ต้องรู้ว่าอะไรคือจุดแข็งของเรา และจะเปลี่ยนจุดแข็งนั้นเป็นอำนาจต่อรองได้อย่างไร
ดังนั้น เมื่อเราเห็นทรัมป์กับสี จิ้นผิง จับมือกันที่ทำเนียบขาว สิ่งที่ไทยควรทำไม่ใช่เพียงดูว่า “สองคนนี้เข้ากันได้ดีหรือไม่”
แต่ต้องมองให้ลึกกว่านั้นว่า ใครต้องการอะไร ใครมีอะไรเป็นไพ่ต่อรอง ใครยอมอะไร และใครกำลังพยายามลดการพึ่งพาอีกฝ่ายในเรื่องใด
เพราะการเมืองระหว่างมหาอำนาจในวันนี้ไม่ได้มีเพียงการทูตแบบมิตรหรือศัตรู แต่เป็นการทูตที่มีหลายชั้นพร้อมกัน – ร่วมมือในเรื่องหนึ่ง แข่งขันในอีกเรื่องหนึ่ง ต่อรองในเรื่องที่สาม และพยายามไม่ให้เรื่องที่สี่กลายเป็นสงคราม
นี่คือเหตุผลที่คำว่า “การทูตโปโลน้ำ” อาจอธิบายโลกยุคทรัมป์-สีได้ดีที่สุด
เหนือน้ำคือการทูต
ใต้น้ำคือการแย่งอำนาจ
และสำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญที่สุดคือ อย่าเป็นลูกบอลที่สองยักษ์โยนไปมา แต่ต้องเป็นผู้เล่นที่รู้ว่าตัวเองมีอะไรอยู่ในมือ และมีทางเลือกว่าจะว่ายไปทางไหน
เพราะในโลกที่มหาอำนาจทั้งสองฝ่ายต้องพึ่งพากัน แต่ก็พยายามลดการพึ่งพากันไปพร้อมกัน
ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เลือกข้างได้เก่งที่สุด
แต่คือประเทศที่สร้างทางเลือกให้ตัวเองได้มากที่สุด!
