bg-single

กรีนแลนด์ในความคิดของทรัมป์และประวัติศาสตร์สหรัฐ

25.09.2026

โลกทรรศน์ | อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์

กรีนแลนด์ในความคิดของโดนัลด์ ทรัมป์

กรีนแลนด์ดินแดนในการปกครองกึ่งอิสระของเดนมาร์กกลับมาอยู่ในความสนใจของประชาคมโลกอีกครั้ง จากทั้งปลอบทั้งขู่รัฐบาลเดนมาร์ก โดยทรัมป์ว่า สหรัฐจะบุกยึดกรีนแลนด์หากเดนมาร์กไม่ยอมขายกรีนแลนด์ให้กับสหรัฐ

ปลายเดือนกันยายน 2026 สหรัฐและเดนมาร์กบรรลุข้อตกลงกรีนแลนด์ที่ทรัมป์ระบุว่า จะทำให้สหรัฐจะได้รับ “การควบคุมความมั่นคงถาวร” โดยที่บางฝ่ายมองว่าช่วยยุติข้อพิพาททางการทูตซึ่งปะทุขึ้นจากคำขู่ของทรัมป์ที่เคยกล่าวว่า สหรัฐจะเข้ายึดดินแดนดังกล่าวด้วยการใช้กำลัง

ในขณะที่ทางนาโต (NATO – องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ) ระบุว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับภูมิภาค

ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่า เดนมาร์กจะมอบ การควบคุมถาวรเหนือความมั่นคงและทุกความจำเป็นอื่นๆ ในดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์กแห่งนี้ในแถบแอตแลนติกให้แก่สหรัฐ

มีรายงานว่า ผู้นำของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ต่างยินดีกับข้อตกลงเพื่อ ‘เสริมสร้างความมั่นคง’ โดยระบุว่า การลงนามอาจเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า แต่ก็ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดที่ระบุในข้อตกลง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ขู่มานานหลายเดือนว่าจะ ‘ยึด’ กรีนแลนด์ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมชี้ถึงจุดยุทธศาสตร์ของเกาะนี้เพื่อประโยชน์ด้านการป้องกันประเทศและทรัพยากรแร่ธาตุ

ปัจจุบันยังไม่มีการเผยแพร่เนื้อหาของข้อตกลงดังกล่าว โดยทรัมป์ระบุใน Truth Social ว่า ข้อตกลงนี้สหรัฐไม่เสียอะไร และจะทำให้สหรัฐมีอำนาจ ‘ในการทำสิ่งที่จำเป็น’ เพื่อรักษาและป้องกันความมั่นคงของกรีนแลนด์

ทรัมป์ระบุว่า ข้อตกลงนี้ยังรวมถึงกฎที่ไม่อนุญาตให้ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ของสหรัฐคงกำลังทหารไว้ในกรีนแลนด์ หรือ ‘ทำการลงทุนที่มีความอ่อนไหวในกรีนแลนด์ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนจากเรา’

โฆษกขององค์การ NATO กล่าวว่า พันธมิตรทางการทหารยินดีกับข้อตกลงดังกล่าวซึ่งจะ ‘ช่วยส่งเสริมความมั่นคง เสถียรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคที่สำคัญยิ่งนี้’

กรีนแลนด์ของโดนัลด์ ทรัมป์
ในความคิดของคนกรีนแลนด์

ครั้นเมื่อ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมฐานทัพสหรัฐในกรีนแลนด์เมื่อช่วงต้นปี 2026 รัฐบาลเดนมาร์กและทางการกรีนแลนด์มองว่า เป็นการยั่วยุท่ามกลางข้อเรียกร้องต่างๆ ของทรัมป์

ทรัมป์พยายามมานานหลายเดือนในการซื้อ หรือผนวกดินแดนกึ่งปกครองตนเองแห่งนี้ โดยอ้างว่ามีความเปราะบางต่อฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ของสหรัฐ อันรวมถึงรัสเซียและจีน

การเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าของทรัมป์ที่จะยึดครองกรีนแลนด์เมื่อต้นปี 2026 ได้จุดชนวนให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาวกรีนแลนด์ ชาวเดนมาร์ก และสมาชิกองค์การ NATO ชาติอื่นๆ

แม้ยังไม่มีการเผยแพร่เนื้อหาของข้อตกลงดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ที่ไม่เปิดเผยนามได้สรุปสาระสำคัญของข้อตกลงนี้ โดยไม่ลงในรายละเอียด

เรามาพิจารณากัน

1 ในข้อกำหนดที่เห็นพ้องร่วมกันคือ ข้อตกลงนี้ไม่มีวันหมดอายุ แม้ว่ากรีนแลนด์จะกลายเป็นประเทศเอกราชในอนาคตก็ตาม

ยังมีประเด็นเพิ่มเติมว่า ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ‘สหรัฐมีอำนาจฝ่ายเดียวในการสร้างโครงสร้างทางทหารเพิ่มเติม โดยไม่ต้องขออนุมัติจากกรีนแลนด์ หรือจากเดนมาร์ก ซึ่งรวมถึงสิทธิในการเข้าถึงการตั้งฐานทัพและการบินผ่านอย่างถาวร’

นอกจากนี้ ยังห้ามไม่ให้ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกองค์การ NATO สร้างฐานทัพในกรีนแลนด์ และห้ามไม่ให้ชาติที่เป็นปรปักษ์ทำการลงทุนในกรีนแลนด์ ที่อาจจะเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ

เจ้าหน้าที่ที่สรุปเนื้อหายังเจาะจงพาดพิงถึงรัสเซียและจีน โดยระบุว่า ข้อตกลงนี้จะปิดกั้นไม่ให้ประเทศทั้งสอง ‘ส่งทหาร’ เข้ามาประจำการหรือทำการลงทุนในภาคส่วนที่ละเอียดอ่อน

เนื่องจากยังไม่มีการเผยแพร่เนื้อหาอย่างเป็นทางการ จึงยังไม่ชัดเจนว่าข้อตกลงนี้มีความแตกต่างจากข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับเดนมาร์กปี 1951 อย่างไร ซึ่งภายใต้ข้อตกลงเดิมนั้น สหรัฐสามารถส่งทหารจำนวนเท่าใดก็ได้เข้าไปในกรีนแลนด์

ปัจจุบันสหรัฐมีกำลังทหารประจำการอย่างถาวรมากกว่า 100 นาย ณ ฐานทัพ พิทุฟฟิก (Pituffik) ทางปลายสุดด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะกรีนแลนด์

ทรัมป์ยังเคยระบุว่า กรีนแลนด์มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อแผนการของเขาในการสร้างระบบป้องกันภัย โกลเด้น โดม (Golden Dome) ซึ่งออกแบบเพื่อปกป้องสหรัฐจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากรัสเซียและจีน

กรีนแลนด์นี้ยังมีทุนสำรองแร่หายากจำนวนมหาศาล ที่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ และแร่เหล่านี้หลายชนิดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงการผลิตโทรศัพท์มือถือและรถยนต์ไฟฟ้า

กรีนแลนด์อยู่ในความใฝ่ฝันของรัฐบาลสหรัฐในปี ค.ศ.1867

การตัดสินใจของสหรัฐในการซื้อดินแดนครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นกับดินแดนภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก ดินแดนดังกล่าวคือ หมู่เกาะเวสต์อินดีสของเดนมาร์ก (Danish West Indies) เนื่องจากหมู่เกาะเหล่านี้ซึ่งในสมัยนั้นรู้จักในชื่อ หมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ต่างก็เป็นที่หมายปองของนักยุทธศาสตร์อเมริกันมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19

ท่าเรือบนเกาะเซนต์โทมัส 1 ใน 3 เกาะหลักที่ประกอบกันเป็นหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐในปัจจุบัน มีความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่าเรือที่นี่ถูกมองว่าเป็นฐานที่มั่นที่เหมาะสมในการควบคุมทะเลแคริบเบียน

ในเวลาเดียวกัน เดนมาร์กเริ่มหมดความสนใจในหมู่เกาะเหล่านี้ ก่อนหน้านี้ เดนมาร์กได้พัฒนาไร่อ้อยขนาดใหญ่บนที่ดินเหล่านี้ ซึ่งใช้แรงงานทาสชาวแอฟริกันที่ถูกนำข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยพ่อค้าชาวยุโรป

แต่เมื่อราคาน้ำตาลในตลาดโลกเริ่มตกต่ำ ความกระตือรือร้นของชาวเดนมาร์กในการรักษาไร่เหล่านั้นก็ลดลงเช่นกัน

ต่อมาปี ค.ศ.1867 เดนมาร์กและสหรัฐได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการขายเกาะ 2 เกาะในราคา 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 164 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.1 พันล้านบาท) ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากสภาคองเกรสสหรัฐปฏิเสธที่จะให้สัตยาบัน

ทวิภพของกรีนแลนด์

เนื่องจากเดนมาร์กตกลงขายหมู่เกาะนี้ให้สหรัฐ อย่างไรก็ตาม การปะทุของสงครามโลกครั้งที่ 1 และภัยคุกคามจากกองเรือเยอรมนีต่อกองเรือสหรัฐ ทำให้สหรัฐกลับมาสนใจเรื่องนี้อีกครั้ง เนื่องจากเกรงว่าเยอรมนีจะบุกเดนมาร์กและเข้าควบคุมเกาะต่างๆ รวมถึงท่าเรือบนเกาะเซนต์โทมัส ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

ข้อมูลจากเว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศสหรัฐระบุว่า ในรัฐบาลประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson 1913-1921) ได้ออกมาเตือนไปยังเดนมาร์ก หากเดนมาร์กปฏิเสธที่จะขายดินแดนดังกล่าว สหรัฐอาจเข้ายึดครองเกาะเพื่อป้องกันการยึดครองที่อาจเกิดขึ้นได้

เราจะมองข้ามความคล้ายคลึงนี้ไม่ได้1 มีเรื่องที่ชนชั้นนำเดนมาร์กรับรู้และได้ยินเกี่ยวกับกรีนแลนด์ในอดีตและปัจจุบัน เพราะสิ่งที่สหรัฐพูดก็คือ คุณจะขายให้เราหรือไม่ เราก็จะบุกเข้าไป

ประธานาธิบดีสหรัฐวูดโรว์ วิลสัน และโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโจทย์เรื่องกรีนแลนด์ไม่ต่างกัน คุณจะขายกรีนแลนด์ให้สหรัฐหรือไม่ ถ้าไม่ เราก็จะบุกยึด

เชิงอรรถ

1 อ้างจาก Asstrid Anderson นักวิจัย สถาบันวิจัยเดนมาร์ก Danish Institute for International Studies, Copenhagen, Danmark



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ดีลลับผู้กองในศึกขวาปะทะขวา
กรีนแลนด์ในความคิดของทรัมป์และประวัติศาสตร์สหรัฐ
‘การทูตโปโลน้ำ’ ระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง เป็นอย่างไร
แกงหน่อไม้
ทัศน์อันตรธาน | กวีกระวาด : เวิ้งหมาบ้า
คำอ่อยๆ : Internet ของคุณหมดแล้ว เพื่อใช้ความเร็วได้ต่อเนื่องโปรดสมัคร… | กวีกระวาด : โดยสารฯ กึ่ม
บ้านหลังใหม่ของพ่อใหญ่ทึม | เรื่องสั้น : โกมล กุดโอภาส
ถอดบทเรียนซ้ำซาก ‘ปชน.’ พ่าย ‘ผึ้งหลวง’ บ้านใหญ่-ระบบอุปถัมภ์ ปัจจัยชี้ขาดสนามท้องถิ่น
สหประชาชาติบนความไม่แน่นอน
เปิดเกม ‘น้ำเงิน’ เอาคืน กกต.ลุยสอบ ‘3 สำนวน’ คดีฮั้ว ส.ว. เป้าเชือด ‘กลุ่มส้ม-วุฒิอิสระ’?
‘ทรัมป์’ กับ ‘สิทธิเสรีภาพสื่อ’ เอฟเฟ็กต์แบนนักข่าวทำเนียบขาว
No Justice, No Humanity = No Peace