ธงทอง จันทรางศุ | คอหมูย่าง ผัดน้ำพริกอ่อง ต้นหอมญี่ปุ่นโครงการหลวง
คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ผมชวนเพื่อนกลุ่มหนึ่งมากินข้าวมื้อกลางวันที่บ้าน
เพื่อนกลุ่มนี้มีจำนวน 12 คน โดยเราจับคู่กันเป็นหกคู่ เพื่อผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร เพื่อนในกลุ่มทุกรอบสองเดือน
เพราะฉะนั้นจึงหมายความว่าในรอบหนึ่งปี ผมและเพื่อนคนที่ผมจับคู่ด้วยจะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหนึ่งมื้อ ซึ่งทำให้ไม่หนักแรงในเรื่องค่าใช้จ่ายเกินไป
และประโยชน์ที่ได้เป็นข้อสำคัญนอกจากการได้กินอาหารอร่อยแล้ว คือการได้พบกันพร้อมหน้าทั้ง 12 คนเป็นประจำทุกรอบสองเดือน
จะได้ทราบสารทุกข์สุกดิบของพวกเรากันเองและถ้ามีเรื่องอะไรที่น่าสนใจก็จะได้เล่าสู่กันฟัง
เรื่องน่าสนใจที่จะเล่าสู่กันฟังนี่แหละครับที่สำคัญนัก บ่อยครั้งที่แทบจะต้องปิดประตูห้องคุยกัน ระหว่างกำลังคุยนี้ ห้ามพนักงานไม่ให้เข้ามาเสิร์ฟอาหารเป็นอันขาด
กล้องวงจรปิดที่มีอยู่ในห้องอาหารก็แทบจะต้องเอาผ้าไปคลุมเลยทีเดียว ฮา!
ดูสิ พูดไถลออกไปนอกเรื่องตั้งเยอะแยะแล้ว กลับมาถึงเรื่องที่จะคุยกันจริงสำหรับคราวนี้ดีกว่า
การกินข้าวรอบที่ผมและเพื่อนอีกหนึ่งคนเป็นเจ้าภาพคราวนี้ เราเบื่อที่จะไปกินตามร้านอาหาร ผมจึงใช้วิธีชวนเพื่อนมากินข้าวที่บ้าน
ครั้นจะทำทั้งอาหารคาวและอาหารหวานเลี้ยงคน 12 คน ก็เกินกำลังผู้คนที่มีอยู่ในบ้านผมไปมาก
ผมจึงติดต่อไปแล้วได้รับความกรุณาจาก “เชฟบอย” ซึ่งรู้จักกันมาหลายปีแล้ว และเป็นคนรุ่นใหม่ที่ฝีมือในการทำอาหารไทยเป็นอย่างยิ่ง ยกทีมมาทำอาหารให้ผมและเพื่อนได้กินถึงที่บ้าน
ตอนสายวันนั้น เมื่อเชฟบอยเดินทางมาถึงครัวบ้านผม ผมรู้สึกผิดบาปมากที่ทำให้ทีมน้องๆ ชุดนี้เดือดร้อน เพราะสมาชิกที่มีทั้งหมดห้าหกคนบวกด้วยพนักงานเสิร์ฟอีกสองคน ขนข้าวของมาพะรุงพะรังแต่เป็นระบบมาก
อาหารหลายอย่างปรุงสุกและมาอุ่นหรือมาปรุงขั้นสุดท้ายที่ครัวบ้านผม
บางอย่างแช่แข็งและต้องมาทำให้หายเย็นก่อนจะนำมาปรุงงานขั้นตอนต่อไป
เสร็จแล้วยังต้องใช้วิธีจัดลงจานใหญ่น้อยอีก ไม่รู้สึกผิดบาปวันนี้แล้วจะไปรู้สึกวันไหนเล่า
แต่ความรู้สึกผิดเหล่านี้ก็หายไปจากจิตใจหมด เมื่อรับประทานอาหารที่เชฟบอยทำให้กิน
ลืมบาปหมดเลยครับ
เมนูวันนั้นเป็นอาหารไทยทั้งหมด วัตถุดิบก็เป็นวัตถุดิบในเมืองไทยนี่แหละ แต่คนทำอาหารเก่งเพราะรู้จักเลือกที่จะหยิบโน่นหยิบนี่มาผสมส่วนกันแล้วเกิดเป็นอาหารจานอร่อยหรือจานใหม่ขึ้นมา
อาหารรายการหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากวันนั้นคือ คอหมูย่างผัดน้ำพริกอ่องและต้นหอมญี่ปุ่นโครงการหลวง
ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเห็นชื่อรายการอาหารอย่างนี้แล้ว ย่อมเข้าใจได้แล้วว่าส่วนผสมของอาหารจานนี้ต้องหนีไม่พ้นคอหมูย่าง ซึ่งเป็นของที่หากินได้ง่ายตามร้านอาหารทั่วไป
โดยมากก็จัดใส่จาน หั่นคอหมูย่างแฉลบบางๆ เป็นชิ้นพอดีคำ เวลาจะกินก็จิ้มกับน้ำพริกแจ่ว ง่ายๆ ตรงไปตรงมาแบบนั้น
แต่รอบนี้เขานำมาผัดกับน้ำพริกอ่อง ซึ่งก็เป็นอาหารที่พวกเราคุ้นเคยและกินกันอยู่บ่อยๆ นั่นเอง แต่ยังไม่เคยมีใครคิดนำมาผัดกับคอหมูย่างให้อยู่ในกระทะเดียวกันมาก่อน
แถมถ้ามีเพียงแค่คอหมูย่างกับน้ำพริกอ่องผัดรวมกันสองอย่างเท่านั้น ชีวิตก็จะดูแห้งแล้งเกินไป เชฟบอยจึงหยิบเอาผักที่ผมไม่คิดว่าจะมาอยู่ในกระทะหรือจานเดียวกันได้มาใส่ลงไปอีกหนึ่งอย่าง
ผักที่ว่านี้แม้มีต้นกำเนิดมาจากเมืองญี่ปุ่นก็จริง แต่ได้เข้ามาอยู่เมืองไทยนานปีแล้ว จนเปรียบได้ว่าตอนนี้ก็มีสัญชาติไทยเข้าไปแล้วละ แถมยังปลูกในโครงการหลวงเสียด้วย
ต้นหอมญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดอวบอ้วนกำลังน่ากินและเป็นผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวงที่ทุกคนเชื่อถือในคุณภาพ จึงมีสิทธิ์อันชอบธรรมเต็มเปี่ยมที่จะไปอยู่รวมกันกับคอหมูย่างและน้ำพริกอ่องที่ผัดคลุกเคล้าเข้าด้วยกันทุกอย่าง
สำเร็จประโยชน์เป็นอาหารจานใหม่ขึ้นมาบนโต๊ะอาหารมื้อกลางวันวันนั้น
แถมยังเหลือมาให้กินถึงวันรุ่งขึ้นอีกหนึ่งมื้อด้วย
ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า อาหารจานนี้เป็น “อาหารไทย” ใช่หรือไม่
ถามแล้วก็ตอบว่า ทำไมจะไม่ใช่เล่า เพียงแต่ว่าหน้าตาเป็นอาหารที่เรายังไม่คุ้นเคยเท่านั้น
แต่รสชาติที่กลมกล่อมของส่วนผสมทั้งสามอย่างด้วยกัน ได้ทำหน้าที่เปล่งประกายความเป็นไทยออกมาอย่างชัดเจนแล้วจนหมดข้อสงสัย
จะไปตั้งข้อรังเกียจว่าใส่ต้นหอมญี่ปุ่นอยู่ในนั้นด้วยแล้วจะเป็นอาหารไทยได้อย่างไร แบบนั้นมันก็เกินไปนะครับ
พูดไปทำไมมีอาหารหลายอย่างของบ้านเราที่นับรวมว่าเป็นอาหารไทยอยู่ทุกวันนี้ วัตถุดิบหลายอย่าง หรือแม้กระทั่งการปรุงอาหารบางเมนูก็มีที่มาจากต่างประเทศ นานปีเข้าก็ลืมกันแล้วว่าต้นทางมาจากที่ไหน
คนไทยเราฉลาดนักในเรื่องการดัดแปลงโน่นนี่ให้เป็นไทยยิ่งขึ้น
ดูแต่หมูกระทะสิครับ ถ้าไม่นับหมูกระทะที่แม่การะเกดแกทำให้คนสมัยอยุธยากินในละครเรื่องบุพเพสันนิวาสเมื่อหลายปีก่อน คนไทยครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ไม่รู้จักอาหารเมนูนี้หรอกครับ
หมูกระทะนี้ผมคิดว่าเราได้ต้นทางมาจากเกาหลีนะครับ แต่พอมาถึงเมืองไทยเข้าก็ถูกจับแต่งตัวเป็นไทยเข้าไปมาก
ที่เป็นไทยแน่นอนคือน้ำจิ้มที่กินกับหมูกระทะ เป็นน้ำจิ้มที่แซ่บอย่างไทย และฉายรัศมีความเป็นไทยทั่วหมูกระทะจนได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด
ในขณะที่อาหารที่สมัยก่อนนิยมกินกันด้วยความเอร็ดอร่อย บางรายการก็กลายเป็นของหายากขึ้นมาเสียแล้วในวันนี้
ยกตัวอย่างเช่น ตัวผมเองชอบกินไส้กรอกปลาแนม ซึ่งเป็นรายการอาหารที่หากินได้ยากเข้าทุกที ร้านไหนอร่อยหรือหาบไหนอร่อย ผมไปอุดหนุนได้สามปีห้าปี แม่ค้าก็มีจะต้องเจ็บป่วยและเลิกกิจการไป หลายคนเลิกไม่เลิกเปล่า ตายแบบเอาจริงเอาจังเสียด้วย
แม้ไส้กรอกปลาแนมจะหายไปจากท้องตลาด สังเกตไหมครับว่ามีคนเดือดร้อนอยู่ไม่กี่คน เพราะมีเฉพาะผมและคนรุ่นเดียวกับผมเท่านั้นแหละที่คิดอยากกิน ส่วนหลานผมซึ่งอายุ 20 กลางไปจนถึง 30 ปี ไม่มีใครอยากกินไส้กรอกปลาแนมเลยสักคน เขาจึงไม่เดือดร้อน
เขาก็กินแฮมเบอร์เกอร์หรือฟิชแอนด์ชิปไปตามเรื่อง
นี่ก็เป็นเรื่องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเหมือนกับเรื่องทั้งหลายในโลกนี้
อาหารเมนูล่าสุดที่เชฟบอยปรุงให้กินและผมได้พูดมาตั้งแต่ต้นเรื่องคือ คอหมูย่างผัดน้ำพริกอ่องและต้นหอมญี่ปุ่นโครงการหลวง หลานชายผมได้กินด้วย และมีความถูกอกถูกใจเป็นอย่างยิ่ง เอ่ยปากชมไม่หยุดปากมาสองวันแล้ว
นี่อาจจะแปลว่าหลานผมยังชอบกินอาหารไทยอยู่นะครับ ชอบมากกว่าแฮมเบอร์เกอร์แน่นอน เพียงแต่ว่าเมนูของเขาที่ว่าเป็นอาหารไทยนั้น เขาอยากจะกินอาหารใดที่มี “นวัตกรรม” ใหม่ๆ บ้าง
ถ้ามองให้กว้างไกลออกไปเกินโต๊ะอาหารและเกินเมนูอาหาร ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังรักความเป็นไทยอยู่ดุจเดิม แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นความเป็นไทยที่ทันสมัยด้วย จะซ้ำซากจำเจอยู่เรื่อยไปก็อาจจะตกยุคหรือพ้นสมัยไปได้ในที่สุด
ทำใจให้เป็นกลางเอาไว้ อย่าไปร้องห่มร้องไห้ถ้าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นบ้างในสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ขอแต่ให้ยังคงแก่นสาร หรือรสชาติของความเป็นไทยเอาไว้ได้ ส่วนรูปโฉมภายนอกทั้งใหญ่และน้อยจะปรับเปลี่ยนไปบ้างก็ต้องเห็นเป็นธรรมดา
คิดแบบนี้แล้วสบายใจครับ
ถ้าติดยึดแบบเดิมก็จะต้องหาไส้กรอกปลาแนมเจ้าอร่อยกินกันเรื่อยไป หาเจอบ้างไม่เจอบ้าง กลุ้ม!
ตกลง “ความกลุ้มใจ” กับ “ความสบายใจ” ระหว่างสองขั้วนี้ เราสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นแบบไหน
จงสั่งใจเราเองดูเถิด
