ศักดินา พิษ “สีกากอล์ฟ” เขย่า วงการผ้าเหลือง ยกเลิกสถาปนาสมณศักดิ์ แก้ กม.คุม “สงฆ์-ผลประโยชน์”
บทความในประเทศ
ศักดินา
พิษ “สีกากอล์ฟ”
เขย่า วงการผ้าเหลือง
ยกเลิกสถาปนาสมณศักดิ์
แก้ กม.คุม “สงฆ์-ผลประโยชน์”
กรณี “สีกากอล์ฟ” สั่นสะเทือนวงการสงฆ์ ส่งแรงกระเพื่อมสู่สังคมให้ได้เห็นปัญหาและหยิบยกมาพูดคุยกันในหลายประเด็น
หนึ่งในประเด็นที่ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งคือ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศยกเลิกพระบรมราชโองการประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ และพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์
ระบุว่า พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมณศักดิ์พระสงฆ์ จำนวน 4 รูป และพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ จำนวน 77 รูป รวมทั้งหมด 81 รูป ตามประกาศพระบรมราชโองการ จำนวน 2 ฉบับ ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2568 ในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2568 นั้น
บัดนี้ มีพระราชดำริว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับพระภิกษุ ซึ่งประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป และพระราชาคณะกระทำผิดพระธรรมวินัย เป็นเหตุให้พุทธศาสนิกชนได้รับผลกระทบต่อจิตใจเป็นอย่างยิ่ง
จึงประกาศยกเลิกพระบรมราชโองการประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ และพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ดังกล่าว
นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญ ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในวงการสงฆ์ไทยเท่าใดนัก
นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยถึงการหารือร่วมกับ พศ. ถึงปัญหาที่เกิดกับพระสงฆ์ในขณะนี้ว่า การหารือมีข้อเสนอในการดูแลรักษาศาสนสมบัติของวัด ที่ควรมีมาตรการรัดกุมมากขึ้น ไม่ให้พระมีเงินสดเยอะเกินไป เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นมาอีก
ซึ่ง ทาง พศ.ได้มีการประกาศใช้กฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดปี 2564 มีการระบุไว้ชัดเจนว่า การเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกิน 100,000 บาทขึ้นไป ให้เก็บรักษาโดยฝากธนาคารในนามของวัด หรือวิธีการอื่นใดตามที่มหาเถรสมาคม (มส.) กำหนด และทุกวัดต้องแจ้งบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดทุกบัญชีมาที่ พศ. โดยให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
เมื่อถามว่ากฎกระทรวงที่จะบังคับใช้ให้วัดถือเงินสดได้ไม่เกิน 100,000 บาท จะต้องมีการไปตรวจสอบบัญชีส่วนตัวของพระด้วยหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ตรวจสอบด้วย ต้องให้พระรายงานด้วย เพราะที่จริงแล้วพระไม่ควรจะต้องถือเงิน
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการสั่งการอย่างไร เพราะระเบียบมีแล้ว แต่การตรวจสอบไม่เข้มข้นเลยทำให้เกิดช่องโหว่ นายสุชาติกล่าวว่า อยู่ที่ มส.สั่งการไปที่เจ้าคณะหน และเจ้าคณะหนสั่งการไปที่วัดต่าง ๆ กำชับให้ปฏิบัติตาม ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็เป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง
นายสุชาติกล่าวว่า ส่วนเรื่องร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ…. นั้น ที่ประชุม มส.ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าให้ไปปรับแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์แทน เพื่อหาทางดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่ไปล่อลวงเสพเมถุนกับพระ เพราะเท่าที่ทราบ ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายเอาผิดกับผู้ที่ล่อลวงพระไปเสพเมถุน
ส่วนการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 206 เพื่อให้สามารถเอาผิดพระสงฆ์กรณีเสพเมถุนได้นั้น นายสุชาติกล่าวว่า จะคุยกับวิปรัฐบาลให้ไปเจรจากับสภาฯ ให้พิจารณา 3 วาระรวดจะได้หรือไม่
โดยในส่วนที่แก้ไขจะเป็นเรื่องความผิดของผู้เสพเมถุน จะเป็นพระสงฆ์ สามเณร หรือสีกา อะไรที่ผิดวินัยสำหรับพระสงฆ์ก็จะโดนในเรื่องนี้ ส่วนบุคคลธรรมดาถึงจะสมัครใจก็โดน โดยมีโทษทั้งโทษปรับสูงสุด 24,000 บาท และโทษจำคุก 1-7 ปี
ด้านนายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุม มส. ได้ประชุมวาระพิเศษ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ได้มีการหารือเรื่องร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.… เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกับที่ “สีกากอล์ฟ” ทำกับพระชั้นผู้ใหญ่ขึ้นมาอีก
โดย มส.เห็นด้วยกับการกำหนดบทลงโทษในกรณีที่มีผู้สมัครใจเสพเมถุนกับพระสงฆ์ แต่เกรงว่าอาจจะเป็นช่องทางให้เกิดการกลั่นแกล้งกันได้ จึงมีมติให้ตั้งคณะทำงานพิจารณาปรับแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยคณะทำงานก็จะต้องมาดูว่าจะสามารถเพิ่มอำนาจหน้าที่ของสำนักพุทธฯ ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ในด้านใด อย่างไรบ้าง
ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และประธานคณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายของพรรค เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้พิจารณาดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนา เพื่อกำหนดมาตรการในการแก้ปัญหาพระสงฆ์ประพฤติผิดวินัยร้ายแรง และหามาตรการในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา
ซึ่งได้มอบหมายให้คณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค ยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองพระพุทธศาสนาขึ้นมาโดยด่วน ในร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้การกระทำบางอย่างเป็นความผิดอาญา นอกเหนือไปจากมาตรการทางวินัยสงฆ์
เหตุที่ต้องใช้มาตรการทางอาญาเข้ามาช่วย เพราะเห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ลำพังการลงโทษตามวินัยสงฆ์ไม่เพียงพอที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาได้ จึงต้องมีมาตรการเด็ดขาด โดยจะกำหนดความผิดและกำหนดอัตราโทษก็ให้เหมาะสม
ด้าน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) มีคำสั่งตั้ง “ศูนย์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และส่งเสริมพระธรรมวินัย” โดยมี พล.ต.ท.จิรภพเป็นหัวหน้าศูนย์ และมอบหมายให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เป็นรองหัวหน้าศูนย์ รวมทั้งมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการหากพบการกระทำความผิดทั้งทางสงฆ์และทางกฎหมาย
พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า ภารกิจหลักของศูนย์ฯ คือการเป็นศูนย์กลางในการรับแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดวินัยสงฆ์ การทุจริตของสงฆ์ รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการธำรงไว้ซึ่งพระธรรมวินัย แม้จะยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าจะมีการจัดตั้งศูนย์ถาวรหรือไม่ แต่เชื่อว่าการดำเนินการนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์อย่างจริงจัง
ส่วนแนวทางการทำงานจะเป็นการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ พศ. โดยยอมรับว่าที่ผ่านมาการทำงานร่วมกับ พศ.มักจะไม่ราบรื่น ล่าช้า เนื่องจาก พศ.มีแนวโน้มที่อาจจะปกปิดปัญหา ขาดความเข้มงวดกวดขัน จึงทำให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง
ในส่วนของข้อมูลที่ตำรวจส่งให้ พศ. เกี่ยวกับความไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ มักจะไม่ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง ทำให้ตำรวจมองว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำงานร่วมกันได้ หากปราศจากความจริงใจในการทำงาน โดยเชื่อว่าการเข้ามาของตำรวจและหน่วยงานภายนอกจะสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือให้ พศ.รวบรวมข้อมูลเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักของพระสงฆ์ทั้งกว่า 300,000 รูป เพื่อนำมาตรวจสอบประวัติว่าเคยมีการกระทำความผิดหรือไม่
ด้าน ผศ.สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา ให้ทรรศนะผ่านเฟซบุ๊ก “สุรพศ ทวีศักดิ์” ระบุว่า ปัญหาศาสนา สื่อและคนทั่วไปก็สนใจพฤติกรรมของนักบวชแค่นั้น แทบจะไม่มีใครสนใจระบบความสัมพันธ์ของรัฐกับศาสนาที่ไม่แยกศาสนากับรัฐ ซึ่งขัดหลักการประชาธิปไตยโลกวิสัย
ระบบไม่แยกศาสนากับรัฐ ทำให้มีการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างสถานะและอำนาจศักดิ์สิทธิ์แตะต้องไม่ได้ของชนชั้นปกครอง และรัฐให้อภิสิทธิ์ทางศาสนาแก่นักบวช มียศช้างขุนนางพระ และผลประโยชน์อื่นๆ อีกมาก นี่คือต้นเหตุของปัญหาฉาวในวงการพระผู้ใหญ่และปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตย
แต่ไม่น่าแปลกใจที่จะไม่มีใครยอมรับหลักการรัฐโลกวิสัยหรือรัฐฆราวาส (Secular State) เพราะการเล่นบทขึงขังแก้กฎหมาย หรือการทำคดีพระให้ยิ่งใหญ่อลังการ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีได้มากกว่า ยังไม่นับว่าวงการสงฆ์มีเม็ดเงินผลประโยชน์หมุนเวียนมหาศาล
