ตำรวจท่องเที่ยว รุกมิสชั่น ปลุกความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว รถโมบายอัจฉริยะ กล้อง AI โดรน อัพเลเวลความปลอดภัย
บทความโล่เงิน
ตำรวจท่องเที่ยว รุกมิสชั่น
ปลุกความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว
รถโมบายอัจฉริยะ กล้อง AI โดรน
อัพเลเวลความปลอดภัย
ตํารวจท่องเที่ยวมีมิสชั่นใหญ่ “ปลุกการท่องเที่ยวไทย ฟื้นความมั่นใจจากนักท่องเที่ยว” เป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจดึงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวกลับเข้าสู่ประเทศไทยอีกครั้ง หลังสถานการณ์ “ข่าว” ทำให้การท่องเที่ยวไทยซบเซา
นโยบายของนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มุ่งเสริมสร้างความปลอดภัยในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปทท.ตร.) หรือ Tourist Safety Operation Center : TSOC ขึ้นตามแนวคิดของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.)
ผนึกกำลังจากตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1 ถึง 9 มาร่วมโดยเพิ่มวงรอบการออกตรวจในแหล่งที่พัก ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. บอกว่า ศปทท.ตร.มี “รถโมบาย” เป็นรถปฏิบัติการ 10 คัน ไปจอดในแหล่งท่องเที่ยวและการจัดงานเทศกาลสำคัญเพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นในแหล่งท่องเที่ยว มี 4 องค์ประกอบสำคัญ
1. กล้อง AI ติดตั้งบริเวณด้านหน้าและหลังรถ รวมถึงกล้องเคลื่อนที่ที่นำไปจอดยังจุดผ่านเข้าออกแหล่งท่องเที่ยวเพื่อใช้ตรวจสอบบุคคลตามหมายจับและบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงบุคคลหรือเด็กที่พลัดหลง
2. เมื่อมีการกดปุ่ม SOS บนแอพพลิเคชั่น Thailand Tourist Police ระบบจะแสดงข้อมูลบนหน้าจอภายในรถปฏิบัติการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สายตรวจออกให้ความช่วยเหลือได้ทันที
3. มีหน้าจอประชาสัมพันธ์สิ่งที่ควรและไม่ควรปฏิบัติ (DO & DON’T) ในพื้นที่การท่องเที่ยว เพื่อให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว
4. ทำหน้าที่เป็นจุดรับแจ้งเหตุในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร กทม., ประตูท่าแพ เชียงใหม่, ซอยบางลา จ.ภูเก็ต และ Walking Street พัทยา เป็นต้น

ตํารวจท่องเที่ยวได้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรมเพิ่มศักยภาพในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลนักท่องเที่ยว
โดย ดร.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ มาให้ความรู้และความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI ในงานตำรวจท่องเที่ยว
ที่สำคัญคือการติดตั้ง “กล้องวงจรปิดที่มีระบบ AI” ในการตรวจสอบและเฝ้าระวังความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยว โดยติดตั้งกล้อง AI ซึ่งจับภาพใบหน้าบุคคลและเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลหมายจับของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หากพบว่าตรงกัน ระบบจะแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อดำเนินการจับกุม
ตั้งแต่เริ่มใช้งานกลางเดือนกรกฎาคม 2567 จนถึงปัจจุบัน ครบรอบ 1 ปีที่ บช.ทท.นำเทคโนโลยีกล้อง AI มาประยุกต์ใช้ทำให้สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับในแหล่งท่องเที่ยวได้กว่า 271 ราย
นอกจากนี้ ระบบสามารถคัดกรองบุคคลเสี่ยงในวงจรการท่องเที่ยว และช่วยเหลือบุคคลหรือเด็กที่พลัดหลงในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวได้อีกด้วย
ล่าสุด บช.ทท.จัดทำโครงการยกระดับความปลอดภัยพื้นที่ควบคุม (First Responder) นำรถบรรทุกอากาศยานไร้ขนขับ หรือโดรน มาประจำในพื้นที่การท่องเที่ยวต่างๆ รวมถึงงานเทศกาล เช่น งานคอนเสิร์ต งานเทศงานวิ่งมาราธอน เป็นต้น
ขั้นตอนการทำงานของโดรนคือเมื่อนักท่องเที่ยวกดแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือ SOS ในแอพพลิเคชั่น Thailand Tourist Police แล้ว อากาศยานไร้คนขับ จะถูกส่งไปยังที่ที่นักท่องเที่ยวอยู่ เพื่อความรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว
พร้อมกันนี้ ในปีงบประมาณ 2569 จะนำหุ่นยนต์สายตรวจ (AI Robot Tourist Cop) มาใช้เพื่อลาดตระเวนและรับแจ้งเหตุ โดยจะมีระบบการเชื่อมต่อฐานข้อมูลหมายจับและบุคคลเฝ้าระวังจากรถปฏิบัติการควบคุมโดรนและหุ่นยนต์ลาดตระเวนไปยังกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว
พล.ต.ท.ศักย์ศิราบอกอีกว่า บช.ทท.นำเสนอเกี่ยวกับนโยบายอย่าเหมารวมนักท่องเที่ยวต่างชาติว่า “เทา” หรือ “ดำ” เพราะหากเหมารวมแล้วจะเสียโอกาส โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาที่ถูกบูลลี่ ถูกด้อยค่า อาจจะไม่มาเมืองไทย ทาง ตร.จึงมอบนโยบายให้ตำรวจใช้วิจารณญาณดุลยพินิจตรวจสอบ แยกแยะคนจีนที่เดินทางเข้าไทย อย่าเหมารวมเป็นจีนเทา
ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนที่อยากมาเที่ยวเมืองไทยจริงๆ เกิดน้อยใจแล้วที่มีการไปเรียกเขาว่าเป็น “แก๊ง” บ้าง “จีนเทา” บ้าง
จึงให้ตั้งข้อสังเกตว่า เราควรจะต้อนรับท่องเที่ยว และเรียกเขาว่า “นักท่องเที่ยวจีน” หรือจีนลงทุน
จึงอยากสื่อสารให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและพี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณในการวินิจฉัย หรือถ้าเลี่ยงสัญชาติได้ก็ให้เลี่ยง เพราะเหมารวมแล้วจะเสียโอกาส นักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาถูกบูลลี่ ถูกด้อยค่า อาจจะไม่มาเมืองไทย มาแล้วก็โดนว่า “จีนเทา” ก็จะพากันไปเที่ยวบ้านอื่นเมืองอื่น
ทำให้ประเทศไทยเราเสียโอกาสในการแข่งขัน ดังจะเห็นได้ว่าตอนนี้นักท่องเที่ยวเริ่มจะหายไปบ้างแล้ว
คนไทยควรต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกชาติ ทุกภาษา ส่วนชาติใดจะมีการแอบแฝงเข้ามากระทำการที่ไม่ดีในบ้านเรา ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐที่พยายามคัดกรองออกไป
ในการนี้ บช.ทท.ได้เสนอต่อที่ประชุมให้นำที่พักที่เป็นโรงแรมหรือไม่ใช่โรงแรม จะรายวันหรือรายเดือนเข้ามาสู่ระบบเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบผู้เข้าพัก พร้อมตรวจสอบได้ว่าวีซ่าประเภทใดขาด วีซ่าโอเวอร์สเตย์หรือไม่ เข้ามาท่องเที่ยว หรือจริงๆ แล้วเข้ามาแอบแฝง ตรงนี้จะช่วยคัดกรองผู้ที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวค่อยๆ ออกไปในพื้นที่
อีกทั้งจะทำให้นักท่องเที่ยวจริงๆ มีความมั่นใจในความปลอดภัยที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น
พล.ต.ท.ศักย์ศิรากล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้ลดหรืองดเว้นการให้ข่าวโดยใช้คำว่า “สีดำ” หรือ “สีเทา”
การใช้คำพูดที่พูดถึงสัญชาติและเหมารวมว่า “ดำ “หรือ “เทา” จะก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อกัน ซึ่งคนที่ทำผิดและถูกจับในบ้านเรามีหลักสิบคน แต่มาเที่ยวมีหลักล้าน จึงต้องช่วยกันระมัดระวังคำพูดเหล่านี้
ทั้งนี้ บช.ทท.จะเพิ่มช่องทางการประสานงานสถานทูตและสถานกงสุล จำนวน 27 ประเทศ เพื่อหารือแนวทางการปฏิบัติของตำรวจท่องเที่ยวที่เป็นปัจจุบัน แลกเปลี่ยนข้อคิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
และขอความร่วมมือร่วมกันแก้ข่าวลวงที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย
