bg-single

เมื่อหนุ่มสาวลุกฮือ : จาก ‘แมลงสาบ’ อินเดีย ถึง ‘ล้มละลาย’ ที่อินโดฯ

19.06.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา การเมืองอินเดียกับอินโดนีเซียส่งสัญญาณให้ผู้มีอำนาจในประเทศไทยหลายประเด็นที่มีนัยสำคัญไม่น้อย

เมื่อ “ขบวนการแมลงสาบ” ที่อินเดียปรากฏตัวจนผู้มีอำนาจทางการเมืองเดิมสั่นสะเทือน

และนักศึกษาอินโดนีเซียลงถนนประท้วง “การล้มละลายทางธรรมาภิบาล” ของประธานาธิบดีโปรโบโว ซูเปียนโต

มันคือระฆังเตือนภัยสำหรับผู้มีอำนาจที่ยังพยายามเกาะติดกับอำนาจโดยไม่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับสังคมการเมืองยุคดิจิทัลวันนี้

อินเดียกับอินโดนีเซียมีประชากรรวมกันเกือบหนึ่งในห้าของมนุษยชาติ

เหตุการณ์การเมืองของทั้งสองประเทศดูเหมือนจะเป็นเรื่องคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ฝั่งหนึ่งคือการถือกำเนิดของ “พรรคแมลงสาบ” ในอินเดีย ซึ่งเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของคนหนุ่มสาวต่อคำพูดของผู้มีอำนาจที่ดูหมิ่นคนว่างงานและนักกิจกรรมทางสังคม

อีกฝั่งหนึ่งคือการประท้วงของนักศึกษาอินโดนีเซียภายใต้สโลแกนที่รุนแรงว่า “Indonesia Menuju Bangkrut” หรือ “อินโดนีเซียกำลังมุ่งหน้าสู่สภาวะล้มละลาย”

หากมองให้ลึกลงไป ปรากฏการณ์ทั้งสองไม่ได้เป็นเพียงกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ หากแต่เป็นอาการของปัญหาที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก

นั่นคือวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคนรุ่นใหม่ วิกฤตความชอบธรรมของสถาบันทางการเมือง และความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจและการศึกษาที่เคยถูกนำเสนอว่าเป็นเส้นทางสู่อนาคตที่ดีกว่า

แต่วันนี้มันพิสูจน์แล้วว่าคำมั่นสัญญาเหล่านั้นเป็นแค่การขายฝันของนักการเมืองผู้บริหารประเทศ

หลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียต่างยึดถือสูตรความสำเร็จคล้ายคลึงกัน

นั่นคือรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขยายระบบการศึกษา และปลูกฝังความเชื่อว่าหากประชาชนตั้งใจเรียน ขยันทำงาน และเคารพกติกาของสังคม ชีวิตของพวกเขาจะดีขึ้นกว่ารุ่นพ่อแม่

แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอินเดียและอินโดนีเซีย (และอีกหลายๆ ประเทศรวมทั้งไทยเรา) บ่งชี้ว่าสัญญาดังกล่าวกำลังถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง และไร้คำตอบจากผู้มีอำนาจ

กรณีของอินเดียสะท้อนภาพนี้ชัดเจน

เมื่อคำพูดที่ถูกตีความว่าเป็นการเปรียบเทียบคนว่างงานและนักกิจกรรมว่าเป็น “แมลงสาบ” และ “ปรสิตของสังคม”

กลายเป็นชนวนที่จุดประกายความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว

ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่คำพูดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ปฏิกิริยาของสังคม

คนหนุ่มสาวไม่ได้ตอบโต้ด้วยความโกรธแบบเดิมๆ หากแต่เลือกใช้วิธีการที่แหลมคมกว่านั้น

คนรุ่นใหม่ที่โกรธแค้นจับเอาคำเหยียดหยามนั้นมาสร้างเป็นอัตลักษณ์ทางการเมืองใหม่ ผ่านการก่อตั้ง “พรรคแมลงสาบ”

ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์บนโลกดิจิทัลภายในเวลาไม่กี่วัน

นักรัฐศาสตร์บอกว่าอย่างนี้เรียกว่า Reappropriation หรือการยึดคืนความหมายของคำดูถูกจากผู้มีอำนาจแล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องมือแห่งการต่อต้าน

ความจริง ความสำเร็จของขบวนการนี้ไม่ได้เกิดจากคำว่าแมลงสาบ แต่เกิดจากความรู้สึกร่วมกันของคนจำนวนมากที่เชื่อว่าพวกเขาถูกมองข้าม ถูกลดทอนคุณค่า และถูกทำให้กลายเป็น “พลเมืองชั้นสอง” ในประเทศที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา

สิ่งที่รัฐบาลอินเดียไม่ตระหนักคือ คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้โกรธเพราะคำพูดเพียงประโยคเดียว หากแต่รับไม่ได้เพราะคำพูดนั้นไปกระทบประสบการณ์ร่วมของพวกเขา

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการว่างงานในหมู่บัณฑิต ความยากลำบากในการหางานที่มีคุณภาพ การแข่งขันที่รุนแรงในระบบการศึกษา

ซ้ำเติมด้วยความรู้สึกว่าสังคมกำลังปิดประตูแห่งโอกาสลงทีละบาน

อินโดนีเซียก็กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ในลักษณะคล้ายกัน

แม้รัฐบาลจะสามารถนำเสนอตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค

แต่สำหรับคนหนุ่มสาวจำนวนมาก ตัวเลขเหล่านั้นกลับไม่ได้สะท้อนชีวิตประจำวันของพวกเขาเลย

เพราะในชีวิตความเป็นจริงนั้น ข้าวของแพงขึ้นอย่างน่าตกใจ รายได้ไม่ทันค่าครองชีพ โอกาสทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางกลุ่ม

และการใช้งบประมาณภาครัฐจำนวนมหาศาลถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใส

น่าสนใจว่าการประท้วงในอินโดนีเซียไม่ได้มุ่งโจมตีเฉพาะนโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่กำลังตั้งคำถามต่อทิศทางการพัฒนาประเทศโดยรวม

คนหนุ่มสาวจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่ามีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง “ความสำเร็จบนหน้ากระดาษ” กับ “ความเป็นจริงบนท้องถนน”

ขณะที่รัฐบาลพูดถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประชาชนกลับพูดถึงค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร และความไม่มั่นคงของชีวิตประจำวัน

นี่คือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เมื่อ GDP กลายเป็นตัวเลขที่ไม่สามารถอธิบายคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างครบถ้วน

ประเทศอาจเติบโตในเชิงสถิติ แต่ประชาชนจำนวนมากกลับรู้สึกว่าชีวิตของตนเองไม่ได้ดีขึ้นตามไปด้วย

ความขัดแย้งระหว่าง “เศรษฐกิจมหภาค” กับ “เศรษฐกิจในครัวเรือน” จึงกลายเป็นแหล่งกำเนิดของความไม่พอใจทางการเมืองในสังคมโลกวันนี้

ที่มองข้ามไม่ได้คือบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในการสร้างการเคลื่อนไหวทางการเมืองรูปแบบใหม่

ในอดีต การสร้างพรรคการเมืองหรือขบวนการทางสังคมจำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาล อีกทั้งต้องมีโครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อน และต้องอาศัยสื่อกระแสหลักเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงประชาชน

แต่ทุกวันนี้ ผู้เห็นพ้องกันเพียงไม่กี่คนสามารถใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและเครื่องมือ AI สร้างเครือข่ายทางการเมืองที่เข้าถึงผู้คนนับล้านภายในเวลาไม่กี่วัน

ผู้มีอำนาจอาจไม่สำเหนียก แต่นี่คือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสมดุลอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน

รัฐยังคงใช้กลไกแบบศตวรรษที่ 20 ขณะที่คนรุ่นใหม่กำลังเคลื่อนไหวด้วยเครื่องมือแห่งศตวรรษที่ 21

ความเร็วของข้อมูล ความสามารถในการสร้างเครือข่าย และต้นทุนที่ต่ำลงอย่างมหาศาล ทำให้การควบคุมกระแสความคิดของสังคมเป็นเรื่องยากกว่าที่เคยเป็นมา

แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว รากเหง้าของปัญหาทั้งหมดอาจไม่ได้อยู่ที่การเมืองหรือเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ระบบการศึกษาและตลาดแรงงานที่กำลังสูญเสียความน่าเชื่อถือ

ในอินเดีย การรั่วไหลของข้อสอบระดับชาติหลายครั้งติดต่อกันจุดกระแสความสิ้นหวังให้นักเรียนนักศึกษาหลายล้านคน ขณะที่ผู้จบการศึกษาจำนวนมากกลับไม่สามารถหางานที่สอดคล้องกับความรู้และความคาดหวังได้

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงวิกฤตการศึกษา แต่เป็นวิกฤตของ “สัญญาแห่งความก้าวหน้า” ที่รัฐเคยให้ไว้กับประชาชน

เมื่อคนหนุ่มสาวใช้เวลาหลายปีในการศึกษา ใช้ทรัพยากรของครอบครัวจำนวนมาก และปฏิบัติตามกติกาของระบบทุกประการ แต่กลับไม่สามารถมีชีวิตที่มั่นคงได้ ความศรัทธาต่อระบบย่อมเริ่มสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ากเราไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไปก็ต้องยอมรับว่าสัญญาณเช่นว่านี้ก็กำลังปรากฏในสังคมไทย

สิ่งที่เกิดขึ้นในอินเดียและอินโดนีเซียควรถูกมองในฐานะสัญญาณเตือนภัยมากกว่าข่าวต่างประเทศที่อยู่ห่างไกล

เพราะเงื่อนไขหลายประการที่ผลักดันให้คนรุ่นใหม่ในสองประเทศลุกขึ้นมาตั้งคำถามต่อระบบก็เห็นได้ชัดขึ้นในบ้านเรา

เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ความสามารถในการแข่งขันของระบบการศึกษาถูกตั้งคำถาม

และคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มสงสัยว่าพวกเขาจะมีคุณภาพชีวิตดีกว่าพ่อแม่ได้จริงหรือไม่

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของไทยในทศวรรษหน้าอาจไม่ใช่เรื่องอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่คือการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของคนรุ่นใหม่ต่ออนาคตของประเทศ และความศรัทธาต่อระบอบการเมืองและสังคมที่เสื่อมถอยอย่างน่ากังวล

หากคนหนุ่มสาวรู้สึกว่าการทำงานหนักไม่สามารถนำไปสู่ความก้าวหน้า หากพวกเขามองไม่เห็นเส้นทางในการสร้างชีวิตที่มั่นคง และหากพวกเขาเชื่อว่าระบบถูกออกแบบมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มมากกว่าการเปิดโอกาสให้คนส่วนใหญ่

ความไม่พอใจย่อมสะสมตัวขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้รัฐบาลใดก็ตาม

ในที่สุดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในอินเดียและอินโดนีเซียไม่ใช่เรื่องของ “แมลงสาบ” หรือเรื่องของคำขวัญ “มุ่งสู่ความล้มละลาย” หากแต่เป็นการสะท้อนความจริงข้อหนึ่งของโลกยุคปัจจุบัน

นั่นคือคนรุ่นใหม่กำลังเรียกร้องสิ่งที่มากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ

พวกเขากำลังเรียกร้องศักดิ์ศรี ความเป็นธรรม และโอกาสที่จับต้องได้ในชีวิตจริง

และเมื่อใดที่สังคมไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังพื้นฐานเหล่านี้ได้ ความไม่พอใจที่เริ่มต้นจากเสียงบ่นในโลกออนไลน์อาจค่อยๆ พัฒนาไปสู่แรงกดดันทางการเมืองที่ทรงพลังเกินกว่าที่ชนชั้นนำจะคาดคิด

เพราะประวัติศาสตร์สอนเรามาโดยตลอดว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไม่ได้เริ่มต้นจากการลุกฮือบนท้องถนนเสมอไป หากแต่มักเริ่มต้นจากช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากพร้อมใจกันสรุปว่า

ระบบเดิมไม่สามารถมอบอนาคตที่พวกเขาถูกสัญญาไว้ได้อีกต่อไป

หากความผิดหวังนั้นได้รับการตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชีวิตประจำวัน อะไรจะเกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ไม่ยากเกินไป!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เสียง
บางสิ่งเข้ามา | เรื่องสั้น : นรเศรษฐ์ ทับทิมทอง
เวลา | กวีกระวาด : ธาร ธรรมโฆษณ์
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา : ยั่วยุและเพิ่มกำลังรบ
เมื่อหนุ่มสาวลุกฮือ : จาก ‘แมลงสาบ’ อินเดีย ถึง ‘ล้มละลาย’ ที่อินโดฯ
ดีลสหรัฐ-อิหร่าน หน้าสุดท้ายของสงคราม กับรอยยับที่ไม่คลาย
ฝ่ายค้าน ‘ขยับ-เขย่า’ ทุกแนว ท้าชน ระบอบบ้านใหญ่ ท้าท้าย รัฐน้ำเงินพันลึก?
เข้าสู่โค้งสุดท้ายสนาม กทม. ชัชชาติยังนำโด่ง ‘นอนมา’ ส้มลุ้น ส.ก. เกินครึ่ง อนุรักษนิยม เทคะแนน มัลลิกา
ดีล มะกัน-อิหร่าน กับกลุ่มประเทศอาเซียน
ทำไมดีลอิหร่านถึงถูกวิจารณ์หนัก ถึงขั้นถูกปรามาสว่าคือการ ‘ยอมแพ้’
ภาระหน้าที่ อภิรัฐมนตรี และองคมนตรี
‘เพื่อไทย’ ลุยต่อ ยื่นร่างแก้ รธน. หลังถูกภูมิใจไทย ‘เท’ ยอมปรับเนื้อหา หวังได้เสียงหนุนลุ้นรับ ‘หลักการ’