โลกทรรศน์ | อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา หลากหลายด้าน
ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับไทย-กัมพูชาหลายเรื่อง ทั้งเรื่องเก่าปราสาทโบราณ เรื่องใหม่บ่อนออนไลน์ การค้า ผู้คน ท่าทีของชนชั้นนำของทั้งสองประเทศ
บทความสั้นนี้จะหยิบยกเพียงช่วงปัจจุบันในบางเรื่อง
กิจการป้องกันประเทศกัมพูชา
อาจไม่เหมือนฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base) ในกัมพูชาจะเป็นฐานทัพทางทหารของจีนหรือฐานที่อยู่นอกประเทศแบบฐานทัพเรือที่ Djibouti แอฟริกา ที่บริหารสมบูรณ์โดยกองทัพประชาชนจีน หรือใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่นั่นเพื่อร่วมทำงานด้านข่าวกรองต่อประเทศอื่นๆ
การควบรวมการป้องกันประเทศกัมพูชากับจีน ผลักดันโดยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน กัมพูชา แสวงหาพันธมิตรเพื่อพัฒนาความทันสมัยทางการทหารของตน เพื่อสามารถรับกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงจากไทยและเวียดนาม ในขณะที่ จีน ต้องการขยายการเข้าถึงอิทธิพลทางการเมืองและการทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรกฎาคม 2019 จีนและกัมพูชาลงนามข้อตกลงลับ อนุญาตให้จีนใช้ฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base)
แรงจูงใจหลัก
ไทยกับกัมพูชามีปัญหาพื้นที่ซับซ้อนในทะเลอ่าวไทย แต่จริงๆ ทั้งสองประเทศเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกันเท่าไร
ช่วงต้นสงครามเย็นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงปลายทศวรรษ 1950 โดยเฉพาะช่วงที่ไทยนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขุนทหารจากแดนอีสานผู้เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลนายพลไอเซน ฮาวร์ ที่ทั้งให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่ไทย ตั้งฐานทัพหลายแห่งในภาคอีสานและภาคเหนือ
พร้อมทหารอเมริกันประจำการ แล้วยังให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ เงินช่วยเหลือก่อสร้างถนนสายสำคัญในอีสาน อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคชนบทไทย เปิดพื้นที่เพาะปลูก พืชไร่ พร้อมกับการส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดในเวียดนาม ลาว และกัมพูชาด้วย
แต่ไม่ควรลืมว่า ความไม่พอใจไทยของเพื่อนบ้านที่รวมถึงกัมพูชาไม่ใช่แค่ไทยเป็นทั้งฐานทัพและร่วมรบกับสหรัฐเท่านั้น
ความบาดหมางในเรื่องประวัติศาสตร์ของดินแดนที่แย่งชิงความเป็นเจ้าของ
ดูเหมือนว่ากัมพูชากับไทยจะรุนแรงเป็นพิเศษเรื่องเขาพระวิหาร ซึ่งขณะนั้นศาลโลกตัดสินให้เป็นของกัมพูชา สร้างความเจ็บปวดให้จอมพลสฤษดิ์เป็นอย่างยิ่ง
แต่แล้วความบาดหมางร้าวลึกเรื่องเขาพระวิหารก็พัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน รัฐบาลไทยร่วมสมัยทั้งที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยหลายช่วงเวลาความขัดแย้งด้านพรมแดนและปราสาทยุคขอมโบราณเกิดขึ้นทั้งที่เขาพระวิหาร ปราสาทตาเมือน พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
แม้มีการตกลงกันทางการทูตระหว่างสองประเทศ แต่กัมพูชามองว่า ความสัมพันธ์ของสองประเทศขึ้นอยู่กับการเมืองภายในของไทย
บางเวลานักการเมืองไทยใช้ความรู้สึกต่อต้านกัมพูชา เพื่อให้ได้ความได้เปรียบทางการเมืองภายใน
เหตุการณ์ร่วมสมัยยั่วยุ
ท่าทีแข็งกร้าวของกัมพูชาต่อไทย ไม่ใช่เหตุผลความบาดหมางทางประวัติศาสตร์เรื่องดินแดน เรื่องความเป็นเจ้าของโบราณสถาน รวมทั้งแหล่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งบนบกและในทะเลเท่านั้น
หากแต่จะเกิดขึ้นเมื่อ ไทยอ่อนแอ โดยเฉพาะสถานภาพอ่อนแอของชนชั้นนำไทย ช่วงร่วมสมัยยุคพรรคไทยรักไทย เศรษฐา ทวีสิน แพทองธาร ชินวัตร ความอ่อนด้อยของผู้นำไทยที่มีผลประโยชน์และรวมทั้งความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทำให้ดูเหมือนรัฐบาลไทยคล้อยตามผู้นำกัมพูชา
คำว่า อังเคิล เป็นตัวอย่างของการยอมทำตามกัมพูชาและเป็นหมากกลให้กัมพูชารุกเร้าเรื่องดินแดน ความขัดแย้งชายแดนหรือตอบโต้ประเด็นความสัมพันธ์ ครั้นรัฐบาลภูมิใจไทยนำ แรงยั่วยุของกัมพูชาก็กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในเวทีภูมิภาค
ที่ประชุมอาเซียน ล่าสุดที่ฮานอย เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี กล่าววิจารณ์ไทย ชี้ว่ากัมพูชาต้องการเจรจาตามกติกากฎหมายระหว่างประเทศ และพร้อมปฏิบัติตามพันธะกับองค์กรระหว่างประเทศ รักสงบ แม้สะสมอาวุธแต่ก็เพื่อเอาไว้ป้องกันประเทศ ไม่ใช่เอาไว้ทำสงคราม ตรงข้ามไทยที่มักไม่ปฏิบัติตามพันธสัญญา และใช้กัมพูชาเป็นหมากเกมสร้างความนิยมของผู้นำเพื่อแก้ปัญหาภายในประเทศและสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเพื่อคะแนนนิยมทางการเมือง
เพิ่มกำลังรบ
ช่วงปี ค.ศ.2020 เป็นต้นมามีข้อสังเกตจากองค์กรนานาชาติ กัมพูชาดำเนินการสะสมอาวุธอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
1. มีความร่วมมือด้านกลาโหมกับจีน
2. นำเข้าอาวุธ
3. แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการเกณฑ์ทหาร (เพิ่มจำนวนทหารเกณฑ์เข้าประจำการมากขึ้น)
4. สนับสนุนการผลิตอาวุธในประเทศ
ฮุน มาเนต เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศจะสนับสนุนการป้องกันประเทศในระยะยาว การผลิตภายในประเทศมีวัตถุประสงค์เพื่อทำสงครามปกป้องตัวเอง
ฮุน เซน พูดตอนรับมอบรถถังจีนว่า มีจำนวนไม่มาก กองทัพกัมพูชามีรถถังหลายร้อยคันอยู่แล้ว
และทูตทหารจีนประจำไทยบอกว่า รถถังของจีนให้กัมพูชาเป็นข้อตกลงที่ทำกันมานานแล้ว
ปัจจัยจีน
จีนเป็นแหล่งที่มาของอาวุธ ความร่วมมือทางทหารและการร่วมซ้อมรบของกัมพูชา
สำหรับจีน เป็นช่องทางการขยายอำนาจและอิทธิพลสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คานอำนาจของตนต่อสหรัฐที่กำลังลดระดับขีดความสามารถทางทหาร แล้วหันไปมุ่งกิจกรรมทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศที่ภูมิภาคตะวันออกกลางแทน
สำหรับกัมพูชาเหตุผลเพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการทหารและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งกัมพูชามีขีดความสามารถทางทหารทั้งจำนวนกำลังพล จำนวนอาวุธยุทโธปกรณ์น้อยกว่าเทียบไม่ได้กับไทย โดยเฉพาะกับเวียดนาม
ทำไมกัมพูชาจึงทั้งยั่วยุและเพิ่มกำลังรบ
ประเทศที่มีอิทธิพลต่อกัมพูชา
ในระดับโลก ประเทศที่กัมพูชาทำการค้าด้วยมากคือ
จีน 28.8%
สหรัฐอเมริกา 18.6%
เวียดนาม 14.2%
สหภาพยุโรป 8.5%
ไทย 7.8%
ประเทศที่กัมพูชามีอิทธิพล
ประเทศไหนในภูมิภาคที่ทำการค้ากับกัมพูชาคือ
ไทย 1.7%
เวียดนาม 1.3%
สิงคโปร์ 0.4%
จีน 0.3%
สหรัฐอเมริกา 0.2%
อ้างอิงจาก View Cambodia’s regional influence on the Network Power map
จะเห็นได้ว่า การค้าต่างประเทศกัมพูชาก็พึ่งชาติมหาอำนาจ ได้แก่ จีน แล้วไทยยังค้าขายกับกัมพูชาเทียบกับประเทศอื่นในอันดับที่สูง เท่ากับว่า นอกจากจีนและสหรัฐซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจที่มีอิทธิพลต่อกัมพูชาแล้ว ไทยนอกจากเป็นเพื่อนบ้านที่ปะทะกับกัมพูชาทั้งในทางประวัติศาสตร์ ดินแดน ความรู้สึกรัก เกลียดสลับกันไป มีปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกัมพูชาแล้ว
ไทยยังมีความเหนือกว่าทางเศรษฐกิจ รวมทั้งทางด้านทหารด้วย กล่าวคือ
จำนวนอาวุธ
รถถัง
กัมพูชา 486 คัน
ไทย 2,579 คัน
เครื่องบิน
กัมพูชา 0 ลำ
ไทย 130 ลำ
เรือชายฝั่ง
กัมพูชา 13 ลำ
ไทย 68 ลำ
(อ้างจาก Military Balance, 2020)1
งบประมาณการป้องกันประเทศ 2014-2023
กัมพูชาเพิ่มขึ้นไม่มาก ต่ำกว่า 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยในปี 2020 งบป้องกันประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดังนั้น กัมพูชาจึงรับความช่วยเหลือทางทหารจากจีนทั้งด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ การร่วมซ้อมรบทั้งทางบกและทางทะเล การแลกเปลี่ยนบุคลากร การเยี่ยมเยือนฐานทัพเรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านกำลังรบ แต่ก็ไม่ทิ้งการแสดงการยั่วยุต่อไทย ด้วยไทยถูกมองในฐานะเพื่อนบ้านที่แปรเป็นภัยคุกคามต่อกัมพูชาได้เมื่อชนชั้นนำไทยเข้มแข็ง
ท่าเรือเรียมเพื่อเรือรบจีน รถถังจากจีน อาวุธจีนจึงมีความสำคัญต่อกัมพูชา ท่ามกลางเพื่อนบ้านอย่างไทยที่พร้อมเป็นภัยคุกคามได้เสมอในยามที่ชนชั้นนำไทยเข้มแข็ง
1 อ้างจาก Rahman Yaacob, “Partnership of convenience : Ream Naval Base and CAMBODIA-China Convergence” The Lowy Institute, 4 December 2024
