ธงทอง จันทรางศุ | เมื่อต้องเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ในวัย 71 ปี
คอลัมน์ หลังลับแลมีอรุณรุ่ง
ดูเหมือนผมจะได้เคยพูดไว้ในที่นี้แล้วครั้งหนึ่งหรือสองครั้งว่า เมื่อตอนที่เราเป็นเด็ก เวลาแต่ละชั่วโมงแต่ละนาทีผ่านไปเชื่องช้าเสียเหลือเกิน กว่าครูที่สอนหนังสืออยู่หน้าห้องจะสอนจบชั่วโมง นักเรียนแทบขาดใจไปตามๆ กัน
แต่พออายุมากขึ้น เวลาช่างเดินเร็วเสียเหลือเกิน ยกตัวอย่างเช่น ผมเองเวลานี้หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันทำอะไรวันอาทิตย์วันจันทร์ก็หมุนมาเคาะประตูบ้านอยู่ตรงหน้าแล้ว
นี่เพิ่งฉลองปีใหม่ไปหยกๆ ทำไมจึงมาถึงกลางปีได้ก็ไม่รู้ วันเกิดอายุครบ 70 ปีก็เพิ่งผ่านไม่กี่เพลา ขณะที่นั่งเขียนหนังสืออยู่นี้เป็นวันที่ 8 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของผม และผมมีอายุครบ 71 ปีขึ้นมาเสียอย่างนั้น
อันที่จริงเวลาหนึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งนาทีก็มีความยาวสั้นเหมือนเดิม แต่ที่เรารู้สึกว่านาฬิกาเดินเร็วหรือช้าก็อยู่ที่ใจของเรานั่นเองที่ปรุงแต่งให้คิดไป
ตอนเป็นเด็กนักเรียน ใจของเราโลดเต้นออกไปนอกห้องเรียนนานแล้ว การที่คุณครูพูดไม่รู้จบอยู่หน้าชั้นเรียนจึงเป็นเรื่องตรงข้ามกับใจของเราที่อยากเร่งเวลาให้เดินเร็ว ยิ่งใจอยากให้นาฬิกาเดินเร็ว ใจเดียวกันนั้นก็รู้สึกว่าเวลาเดินช้าเสียเหลือเกิน
ในทางกลับกัน เมื่อมีอายุมากขึ้น จะโดยเรารู้สึกตัวหรือไม่ก็ตาม นาฬิกาที่เดินเร็วจะพาเราเข้าไปสู่มรณะเร็วขึ้นเหมือนกัน ใจของหลายคนจึงอยากให้นาฬิกาเดินช้าๆ
ความคิดอย่างนี้ทำให้เกิดผลตรงกันข้าม คือเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน
การอวยพรวันเกิดสมัยนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ถ้าเป็นสมัยก่อนก็ต้องพบหน้ากัน กล่าวอวยชัยให้พรแก่กัน ถ้าอยู่ทางไกลก็อาจใช้วิธีโทรศัพท์หรือเขียนจดหมายหากัน
เมื่อครั้งที่ผมเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมหรือในมหาวิทยาลัย ถ้าจะให้ดูทันสมัยก็ต้องไปซื้อการ์ดอวยพรวันเกิดซึ่งพิมพ์สวยงามจากเมืองนอกราคาแผ่นละหลายสิบบาท มีข้อความเก๋ไก๋เป็นภาษาอังกฤษ จะอ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร
ถ้าซื้อการ์ดแบบนี้ไปมอบให้แก่กันแล้วก็รู้สึกว่าเข้าท่าดีเลยทีเดียว
มาถึงทุกวันนี้ ผมไม่ได้การ์ดอวยพรวันเกิดแบบที่เป็นกระดาษจากใครเลย คำอวยพรและการ์ดอวยพรวันเกิดมาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เช่น เป็นข้อความในระบบ LINE บ้าง ข้อความในระบบ Messenger บ้าง
ทำอย่างนี้แล้วก็เป็นการประหยัดและรวดเร็วถึงใจดีมาก เพราะเมื่อผู้ส่งส่งข้อความปุ๊บ ผู้รับก็ได้ข้อความทันทีทันใด
ส่วนจะอ่านตอนนั้นหรือเก็บไว้อ่านทีหลังก็ตามใจชอบหรือตามสะดวก
วันนี้ตอนเย็นหลังจากกลับเข้าบ้านมาแล้ว ผมนั่งไล่อ่านคำอวยพรจากผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน และลูกศิษย์ที่ส่งมาในช่องทางต่างๆ จำนวนราวสองร้อยข้อความเห็นได้ พบเห็นอะไรสะดุดตาอย่างหนึ่งและมีจำนวนมากเสียด้วยนั่นคือข้อความที่ผู้อ่านอายุมากกว่าผมหลายคนอวยพรขอให้ผมมีอายุยืนเพื่อจะได้เป็น “ร่มโพธิ์ร่มไทร” ไปอีกนานๆ
มานึกย้อนหลังดูแล้วเมื่อตอนตัวเองอายุ 50 ปีหรือ 60 ปี คำอวยพรแบบนี้ไม่ค่อยผ่านเข้ามาในชีวิต
แต่มาถึงวันนี้เรื่องได้กลับกลายไปเป็นธรรมดาเสียแล้วที่จะมีคนมาอวยพรอย่างนี้
นั่นเห็นจะแปลความได้ว่า พรที่ขอให้เราเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรนี้เป็นของที่มากับอายุที่เพิ่มมากขึ้น
คำอวยพรแบบนี้ถ้าอ่านหรือฟังแต่เพียงผิวเผินก็ดูชื่นอกชื่นใจ
แต่ถ้าหยุดพิเคราะห์เสียหน่อย ก็จะเห็นว่ามีความหมายซ่อนอยู่ในนั้นไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
ในสังคมไทยที่มีทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีสำนวนมาแต่โบราณที่เปรียบว่า ผู้ใหญ่เปรียบเหมือนร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกหลานได้อาศัยร่มเงาเป็นที่คุ้มภัย และได้อาศัยร่มเงานั้นเองเป็นที่เจริญเติบโตต่อไป
แต่ก็มีคนพูดทีเล่นทีจริงอยู่เหมือนกันว่า ต้นโพธิ์ต้นไทรบางต้นไม่ได้ทำหน้าที่เช่นนั้น ซ้ำร้ายยังหักกิ่งโพธิ์ลงมาทับลูกเด็กเล็กแดงที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้บาดเจ็บล้มตายไปก็มี
ใครก็ตามที่คนเขายกย่องให้เกียรติว่าเป็นต้นโพธิ์ต้นไทรจึงต้องครองสติของตัวเองไว้ให้มั่น
และคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ต้องวางตนประพฤติตนให้สมกับที่คนเขาเคารพนับถือ
พูดกันอย่างแรงๆ ก็อาจใช้คำว่า “อย่าให้เขาไหว้แล้วเสียมือเปล่า”
ผมเองเมื่อคนเขายกย่องให้เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่แบบนี้แล้ว ผมก็ต้องย้อนกลับมาดูตัวเองว่า ผู้ใหญ่ที่ดีหรือใช้ได้ในทัศนะของผมควรเป็นอย่างไร การตอบคำถามข้อนี้ถ้าจะเขียนเป็นตำราเห็นจะได้หนังสือเล่มเขื่องอยู่ แต่ในที่นี้ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งพื้นที่และเวลา ผมลองเลือกประเด็นมาตอบคำถามตัวเองสักสองสามเรื่อง ตกลงนะครับ
ข้อแรก แต่ไหนแต่ไรมา สังคมไทยเราเห็นว่าผู้ใหญ่มีไว้พึ่งพิงครับ เรื่องนี้อาจจะอยู่ในดีเอ็นเอของคนไทยมาแต่ดั้งเดิมก็ได้ เพราะยุคสมัยก่อนสามัญชนทั้งหลายต้องมีสังกัดอยู่ในปกครองดูแลของคนเป็นเจ้านายหรือข้าราชการ แค่มีฐานะเป็นคน “มีสังกัด” และเจ้าสังกัดของเราเป็นคนมีบารมีก็ทำให้คนเกรงใจมากแล้ว ถึงแม้ในปัจจุบันระบบการปกครองดูแลอย่างที่ว่าล้มเลิกไปนานแล้วก็ตาม
แต่ในทางพฤตินัยเรายังเห็นคน “มีสังกัด” อยู่มิใช่น้อย
ถ้ามองในทางลบ บริวารที่เจ้าพ่อตามความเป็นจริงปกครองดูแลอยู่ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า บริวารเหล่านั้นพึ่งพิงให้เจ้าพ่อคุ้มกะลาหัว
เอ๊ะ! นี่พูดแรงไปหรือเปล่าครับ ขอพระอภัยมณีด้วย
แต่ถ้ามองในมุมบวกและเราเปลี่ยนคำเรียกเสียหน่อย
แทนที่จะเรียกผู้ที่มาขอพึ่งพิงว่าเป็นคนที่อยู่ในสังกัด ถ้าเปลี่ยนไปเรียกเสียว่า “ศิษย์มีครู” ความหมายก็เปลี่ยนไปมากทีเดียว แทนที่จะเป็นเรื่องของนักเลงหัวไม้เดินยกพวกตามเจ้าพ่อไปต่อยตีกับเจ้าพ่ออีกสำนักหนึ่ง เรื่องจะกลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นครูกับคนเป็นลูกศิษย์
ซึ่งมีพันธะความผูกพันเป็นอีกแบบหนึ่งเลยทีเดียว
เมื่ออธิบายในความหมายเชิงบวกแบบนี้แล้ว ผมย่อมนึกว่าผมมีสิทธิ์จะเป็น “ผู้ใหญ่” หรือเป็นครูที่มีลูกศิษย์จำนวนมากพอสมควรทีเดียว
ลูกศิษย์นี้มีทั้งลูกศิษย์ที่สอนหนังสือในชั้นเรียน ได้ออกข้อสอบได้ตรวจข้อสอบกันจริงๆ
นอกจากนั้นยังมีลูกศิษย์ที่เรียนในหลักสูตรของทางราชการหรือหน่วยงานต่างๆ ที่จัดการฝึกอบรมแล้วเชิญผมพูดเพียงครั้งเดียวเขาก็นับว่าเป็นครูเป็นศิษย์กันแล้ว หรือขนาดเบาบางที่สุดคือ ได้ฟังหรืออ่านสิ่งที่ผมพูดผมเขียนแล้วเกิดความเชื่อถือเห็นว่าผมพอเป็นครูคนหนึ่งของเขาได้
ลูกศิษย์ทั้งปวงเหล่านี้เห็นจะมีจำนวนเรือนหมื่นละครับ
เมื่อผมอยู่ในฐานะที่เป็นครูของท่านเหล่านั้นขึ้นมาแล้ว เป็นธรรมดาอยู่เองที่ลูกศิษย์จะมาขอพึ่งพิงครูบาอาจารย์บ้าง ตั้งแต่เรื่องขอความรู้ขอคำแนะนำ มีปัญหาที่เขาคิดไม่ออกและอยากหาคำตอบก็มาขอพบหรือติดต่อมาเพื่อขอความเห็น
เรื่องแบบนี้ผมปฏิบัติมามากและทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ หรือถ้านึกย้อนกลับไปเมื่อผมอายุน้อยกว่านี้ ผมก็พึ่งพิงผู้เป็นครูของผมให้สติปัญญาแนะนำมาโดยตลอดเหมือนกัน เวลานี้ถึงรอบที่ผมต้องให้คนอื่นเขาพึ่งพิงบ้างแล้ว
ครูหรือผู้ใหญ่ที่ผมเคยพึ่งพิงขอความรู้ขอสติปัญญาทุกวันนี้แทบไม่เหลือแล้วครับ เหลือแค่ตัวผมเองที่มีชีวิตรอดไปแต่ละวันได้ก็บุญมากแล้ว ฮา!
ทีนี้ถามต่อไปว่า นอกจากผู้น้อยหรือผู้อ่อนอาวุโสกว่า จะมาขอความคิดความเห็นด้วยคำแนะนำแล้ว ในบทบาทที่เขายกย่องให้เป็นผู้ใหญ่ ผมเคยมีคนมา “ขอ” อะไรอื่นอีกบ้างหรือไม่
ตอบกันอย่างตรงไปตรงมาก็ต้องบอกว่ามีครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่ามาขอกันแล้วจะสำเร็จประโยชน์ทุกรายไป
เพราะหลายเรื่องที่มา “ขอ” ก็มีกฎกติกาที่เกี่ยวข้องที่ไม่ว่าจะเป็นผมหรือใครก็ตามไม่อาจก้าวข้ามกฎเหล่านั้นได้ ผมมิใช่เทวดาที่จะเสกเป่าให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจปรารถนาได้ทุกเรื่อง เรื่องแบบนี้ก็ต้องเห็นใจผู้ใหญ่บ้างนะครับ
ข้อสอง บทบาทของผู้ใหญ่ในสังคมไทยตามทัศนะของผมนอกจากจะเป็นที่พึ่งพิงของผู้มาขอพึ่งพำนักแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญและผมเห็นว่ามีความสำคัญมากกว่าข้อแรกที่กล่าวมาข้างต้นเสียด้วยซ้ำ นั่นคือการดำรงตนให้คนเห็นเป็นแบบอย่าง เป็นคนที่ลูกศิษย์หรือผู้อ่อนอาวุโสกว่าจะยกมือไหว้กราบได้ด้วยความสนิทใจ การดำรงตนที่ว่านี้ต้องเกิดจากเนื้อในตนจริงๆ ไม่ใช่การเล่นละครหลอกคนดู และระยะเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ครับว่า ตัวตนที่แท้จริงของเราเป็นเช่นไร
ผมไม่กล้าและไม่บังอาจที่จะบอกว่าผมสามารถดำรงตนให้เป็นที่ยกมือไหว้ของคนอื่นได้สนิทใจครบถ้วนทุกข้อทุกประเด็นอย่างที่คนทั้งหลายตั้งมาตรฐานเอาไว้ได้ครบถ้วนหรือไม่ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่คนอื่นจะวินิจฉัย ไม่ใช่เราจะมาตู่เอาเองว่าเราเป็นคนที่คนอื่นควรยกมือไหว้
ประเด็นเช่นนี้ผมเห็นว่าจะชี้ขาดกันได้ชัดเจนก็ตอนที่เราละโลกนี้ไปแล้ว ถึงเวลานั้นจะเห็นได้ทีเดียวว่าใครเป็นผู้ใหญ่ของจริง ใครเป็นผู้ใหญ่ของเทียม
วันก่อนวันคล้ายวันเกิดของผมหนึ่งวัน ผมได้รับทราบข่าวน่าสลดใจว่า อาจารย์รุ่นอาวุโสยิ่งท่านหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ปรีดา ทัศนประดิษฐ์ หรือผู้ที่ผมเรียกมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กก่อนเข้ามหาวิทยาลัยด้วยซ้ำว่า “พี่หมึก” ถึงแก่อนิจกรรม
ก่อนจะกลับมานั่งเขียนหนังสืออยู่นี้ ผมไปรดน้ำศพพี่หมึกที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพราะพี่หมึกอุทิศร่างให้เป็นประโยชน์เพื่อการศึกษาวิชาแพทยศาสตร์อย่างที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า “อาจารย์ใหญ่”
แถวยาวของคุณหมอ พยาบาล และผู้คนอีกเป็นจำนวนมากรวมทั้งผมที่เรียงต่อกันเกินกว่าร้อยเมตร เพื่อรอกราบลาและรดน้ำศพพี่หมึกเป็นภาพที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เมื่อได้รู้เห็นเป็นพยานแล้วก็ต้องนำมาบอกกล่าวกันในที่นี้ว่า ในยุคสมัยของเรา ต้นโพธิ์ต้นไทรที่ให้ร่มเงากับลูกศิษย์และลูกหลานยังมีอยู่จริง อย่างน้อยก็คือพี่หมึกหรืออาจารย์หมอปรีดาของคนทั้งปวง
ผมเองตอนนี้เป็นได้แค่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีความฝันว่า จะพอให้ร่มเงากับคนทั้งหลายได้บ้าง อย่างที่พี่หมึกได้ทำหน้าที่นั้นมาแล้วโดยสมบูรณ์แบบ แต่ผมยังต้องพยายามอีกมากครับกว่าจะได้เพียงเศษเสี้ยวของพี่หมึก
บอกกับตัวเองในวันเกิดปีนี้ว่า “พยายามต่อไปนะ ธงทอง”
