bg-single

สยามยามเปลี่ยนผ่าน : จากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต (1)

06.08.2025

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

สยามยามเปลี่ยนผ่าน

: จากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต (1)

ทุกวันนี้ประเด็นปัญหาที่มีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างมาก ได้แก่ ปัญหาและทางออกของวิกฤตเศรษฐกิจการเมืองไทยปัจจุบัน

หากมองด้วยทรรศนะทางประวัติศาสตร์ นี่คือปัญหาว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านจากระบอบหนึ่งไปยังอีกระบอบหนึ่ง

ในอดีตได้เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว เช่น จากสังคมยุคหิน มายุคโลหะ มายุคเกษตรกรรมและการค้า มาถึงยุคใกล้คือสมัยการปฏิรูปพระราชอาณาจักรโดยรัชกาลที่ห้า และล่าสุดคือวิกฤตต้มยำกุ้ง

ปัญหาการเปลี่ยนผ่านของระบอบสังคมหนึ่งไปสู่อีกระบอบหนึ่งกล่าวโดยปัจจัยพื้นฐานในการทำมาหากินคือว่าด้วยโครงสร้างในการผลิตว่าดำเนินไปอย่างไร ในการวิวาทะสมัยใหม่คือการเปลี่ยนผ่านจากระบบฟิวดัลหรือศักดินามาสู่ระบบทุนนิยมในยุโรป

ในกรณีสยามไทยวิวาทะประเด็นนี้เกิดขึ้นในการศึกษาช่วงเปลี่ยนผ่านของสยามในต้นรัตนโกสินทร์มาสู่รัฐชาติสมัยใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา

หนึ่งในคำถามที่มีการถามและวิเคราะห์กันอย่างมากคือ ระบบทุนนิยมกำเนิดและพัฒนามาอย่างไรในสยามนับแต่ตอนนั้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตั้งคำถามดังกล่าวนี้มาจากฝ่ายซ้ายหรือลัทธิมาร์กซ์ที่ใช้ประวัติศาสตร์วัตถุนิยมในการศึกษาและวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านของสังคมด้วยการดูที่ความสัมพันธ์ทางการผลิต ใครเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ใครเป็นผู้ใช้แรงงาน นำไปสู่การตีความที่แตกต่างกันระหว่างนักลัทธิมาร์กซ์ด้วยกันเองเพราะจุดยืนทางการเมืองและหลักฐานข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม หลักความเชื่อพื้นฐานที่ไม่ต่างกันคือ ทฤษฎีว่าทุกสังคมชนชั้นต้องพัฒนาเข้าสู่ระบบทุนนิยม ไม่ช้าก็เร็ว ไม่ด้วยการปฏิวัติก็ด้วยการปฏิรูป ไม่ด้วยกำลังก็ด้วยการยอมรับตามสภาพการณ์

ผมสนใจเรื่องนี้เพราะสังเกตว่าปัจจุบันนี้เรากำลังเผชิญปัญหาการเปลี่ยนผ่านระบบสังคมอีกแล้ว คราวนี้คือเราจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็นสังคมหรือประเทศที่หลุดจากกับดับรายได้ปานกลางได้อย่างไร แล้วจะเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูงจากการผลิตอุตสาหกรรมทันสมัยอย่างไร

ฟังจากความเห็นและข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจและการเมืองจำนวนมาก มีเสียงเรียกร้องให้ไทยต้องปฏิรูประบบการเมืองเป็นอันดับแรก ตามมาคือระบบราชการ ระบบการศึกษา ระบบการค้า ระบบการผลิต ฯลฯ

เรียกว่าต้องยกเครื่องใหม่ทั้งระบบ ต้องก้าวผ่านจากระบบบริการแบบไทยๆ ไปสู่ระบบการผลิตและบริโภคแบบดิจิทัล

ทั้งหมดนั้นพูดให้ถึงที่สุดก็คือการเข้าสู่การเป็นระบบทุนนิยมที่สมบูรณ์นั่นเอง

ที่ใหม่และก้าวหน้ากว่าการเรียกร้องและทำการปฏิรูปในอดีตที่ผ่านมา ครั้งนี้มีการอภิปรายและถกเถียงกันในทางสาธารณะอย่างเปิดเผยและวิจารณ์กันตรงไปตรงมาหลายเรื่องอย่างที่ไม่เคยทำกันมาเลยในรัฐบาลก่อนๆ นี้

คิดว่านี่เป็นสภาพแวดล้อมทางสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนไป ไม่แต่ในประเทศ แม้ในต่างประเทศทั่วโลกก็มีการพูดคุยกันอย่างกว้างขวางด้วยอิทธิฤทธิ์ของโซเชียลมีเดียหรือเครื่องมือสื่อสารดิจิทัลที่ทำให้กลไกรัฐไม่อาจใช้ฝ่ามือปิดท้องฟ้าดังแต่ก่อนได้อีกต่อไป แม้อยากและพยายามทำไม่หยุดหย่อนก็ตาม

ข้อหนึ่งที่หายไปในท่ามกลางการอภิปรายและเสนอทางออกกันอย่างมากมายของผู้ทรงคุณวุฒิหลายด้าน ได้แก่ มิติและบทเรียนในประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่านที่ได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วในกรุงสยาม

ผมจึงถือโอกาสนี้นำข้อคิดทางประวัติศาสตร์มาเผยแพร่และช่วยเปิดมุมมองที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองประเทศต่อไป

ประวัติศาสตร์ระยะการเปลี่ยนผ่านที่มีหมุดหมายและผลกระเทือนยาวไกล ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ซึ่งมารวมศูนย์ในสมัยการปฏิรูปของรัชกาลที่ 5

งานศึกษาค้นคว้าในประเด็นดังกล่าวนี้ที่น่าสนใจและมีข้อคิดอันเป็นประโยชน์อย่างมาก ได้แก่ งานของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือเล่มสำคัญ ปากไก่และใบเรือ รวมความเรียงว่าด้วยวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์ (2527)

ผมกลับไปอ่านอีกหลายครั้ง พบว่าข้อคิดและข้อเสนอหลายเรื่องยังร่วมสมัยและแทบไม่น่าเชื่อว่าโครงสร้างและอำนาจรัฐไทย แม้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งด้านลึกและกว้าง แต่ยังสามารถรักษาแกนของโครงสร้างอำนาจและความเชื่อทางอุดมการณ์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ไม่ได้ถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างยกเครื่องดังที่ได้เกิดในแทบทุกประเทศสมัยใหม่ในโลก

นี่นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ยิ่ง เพราะมันเป็นทั้งปัจจัยเชิงบวก และในเวลาเดียวกันก็เป็นปัจจัยเชิงลบเพราะทำให้รัฐไทยถูกตรึงไว้ด้วยเวลาและความคิดที่เหมือนหยุดนิ่งหรือกระทั่งถอยหลังหากมองอย่างสัมพัทธ์ในขณะที่ประเทศและคนอื่นๆ พากันเดินไปข้างหน้ากันหมดทั้งโครงสร้างอำนาจและทางความเชื่อ

ประเด็นที่น่าคิดคือ แรงจูงใจเบื้องหลังการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้นมาแล้ว กล่าวได้ว่าคือแนวคิดว่าด้วยความก้าวหน้า คือความเจริญเติบโตของสังคมนอกจากคน คราวนี้เน้นไปที่สังคมทั้งสังคม ว่าต้องก้าวเดินไปข้างหน้า

อันนี้เป็นความคิดใหม่ที่มาจากตะวันตก ในความคิดไทยเดิมมีความเชื่อในเรื่องความเปลี่ยนแปลงของยุคนับแต่พุทธกาลมาในพระไตรปิฎกที่เล่าถึงกำเนิดมนุษย์และโลก เกิดหัวหน้าปกครองชุมชนขยายเป็นอาณาจักร มีความรุ่งเรือง ก่อนจะเข้าสู่ยุคเสื่อมถึงขั้นผู้คนทำร้ายกัน หมดไร้ซึ่งศีลธรรมและศาสนา เรียกว่า กลียุค

ความคิดเรื่องความเปลี่ยนแปลงในจารีตจึงจำกัดไว้เพียงแค่ผู้ปกครองซึ่งมีอำนาจ และเน้นไปที่คุณธรรมและจริยธรรมของผู้ปกครองเป็นสำคัญ ไม่ใช่ทางสติปัญญาความสามารถทางโลกแต่อย่างใด

แนวคิดดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นวัฏจักรไม่ใช่เส้นตรง แต่ความคิดเรื่องความก้าวหน้าสมัยใหม่มาพร้อมกับความคิดวิทยาศาสตร์ที่มองว่ามนุษย์เป็นคนมีเหตุผลและความสามารถในการสร้างความเจริญก้าวหน้าในทางวัตถุได้

เป็นความคิดทางโลกที่ไม่ได้เริ่มจากคติทางธรรมเหมือนก่อน

และที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงคือ การเน้นที่คนทั้งหมดไม่ใช่แค่ผู้นำเท่านั้น จึงเป็นแนวคิดที่เดินเป็นเส้นตรงไม่ใช่วงกลมหรือเขาวงกต

ความคิดว่าด้วยความเจริญก้าวหน้าของสังคมที่เป็นระบบและทรงพลังที่สุดมาจากการตีความและอรรถาธิบายโดยนักปรัชญาเยอรมันนามคาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งเขียนหนังสือเล่มใหญ่เรื่องทุน อันเป็นตัวจักรกลแกนใหญ่ของการสร้างและขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในสังคมประเทศต่างๆ อย่างไม่เคยมีมาก่อน ทฤษฎีของเขารู้จักกันทั่วไปว่าคือระบบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจทั่วโลกขณะนี้

ความเชื่อที่ว่าทุกสังคมในยุคสมัยใหม่ต้องเดินทางเข้าสู่การเป็นระบบทุนนิยมด้วยกันทั้งนั้น ไม่อาจหลุดรอดอยู่ในระบบดั้งเดิมก่อนทุนได้

เพราะอำนาจและพลังของระบบทุนโลกไม่ใช่มีแค่เพียงเศรษฐกิจการผลิตสินค้าเท่านั้น หากยังโยงใยไปถึงระบบการเมืองและอำนาจรัฐที่ต้องอาศัยผลประโยชน์จากระบบทุนมาใช้ในการเล่นการเมืองและรักษาคะแนนเสียงไว้ ไปถึงระบบวัฒนธรรมและสังคม รวมถึงการศึกษา การสาธารณสุข บันเทิงเริงรมย์

และกระทั่งศาสนาก็ไม่อาจต้านกระแสทุนได้ดังกรณี “กาสาวพิวัฒน์” ในเมืองไทยขณะนี้ เพราะระบบทุนหากกล่าวอย่างสั้นๆ คือ ระบบการหาเงินและใช้เงินเป็นสรณะ ใครบ้างจะไม่อยากเป็นนายทุน

ที่ผ่านมามีการวิวาทะในประเด็นว่าด้วยการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งโดยความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ คือจากระบอบฟิวดัลในยุโรปและระบอบศักดินาหรือแรงงานเกณฑ์ในที่อื่นๆ ว่าสังคมประเทศเหล่านั้นจะเคลื่อนย้ายเข้าสู่การเป็นระบบทุนได้เร็วหรือช้าและเป็นได้อย่างสมบูรณ์แบบหรือเป็นได้แค่กึ่งๆ เป็นต้น

แต่ไม่ว่ารายละเอียดรูปธรรมในแต่ละสังคมเป็นอย่างไร แทบทั้งหมดเห็นพ้องต้องกันว่า ทุกสังคมต้องเปลี่ยนผ่านจากระบบก่อนทุนเพื่อเข้าสู่การเป็นระบบทุนเหมือนกันหมด

ผมก็เชื่อแบบนี้มานาน เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าทฤษฎีของมาร์กซ์ว่าไว้อย่างไร เท่าที่เรารับรู้ก็มาจากนักลัทธิมาร์กซ์รุ่นหลังและมาจากยุโรปเป็นสำคัญ

การศึกษาค้นคว้าและวิพากษ์วิจารณ์ในปัญหาการเปลี่ยนผ่านอย่างจริงจังในสังคมไทยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ พ.ศ.2520 โดยเฉพาะหลังการปฏิวัติเดือนตุลาเป็นต้นมา ที่เพดานวิชาการได้ขยับสูงขึ้นอีกนิด ทำให้มีโอกาสในการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดทฤษฎีสังคมใหม่ๆ และซ้ายๆ ได้บ้าง

คงไม่เกินเลยไปหากพูดว่ากลุ่มคนแรกๆ ที่เสนอทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านระบบสังคมอย่างเอาจริงเอาจังคือ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) งานเล่มแรกคือ “ไทยกึ่งเมืองขึ้น” (2493) โดย อรัญ พรหมชมพู (อุดม ศรีสุวรรณ) และเล่มหลังที่ดังระเบิดคือ “โฉมหน้าศักดินาไทยในปัจจุบัน” ของจิตร ภูมิศักดิ์ (2500) ทั้งสองเล่มฟันธงว่าระบบศักดินาไทยไม่ได้พัฒนาเข้าสู่ระบบทุนจริงๆ หากแต่ไปได้แค่กึ่งศักดินา-กึ่งเมืองขึ้น

ในตอนนั้นสองเล่มนี้ไม่อาจหาอ่านได้ในตลาดหนังสือเพราะถูกเซ็นเซอร์ ผลกระเทือนวงกว้างจึงยากจะประเมิน (ยังมีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รมว.กลาโหม เชิญข่าวสดหารือแนวทางเสนอข่าวด้านความมั่นคง ไม่ให้เกิดผลกระทบในนาคต ชี้กรณีแผนที่ทหารไม่มีเจตนาร้าย ที่ผ่านมาข่าวสดและกองทัพประสานข้อมูลกันดีมาตลอด
จริงลวง จริงแท้ ศรีบูรพา กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไทยใหม่ ศรีกรุง
สงครามตลอดกาล! ปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา
3 คนไทย ในบอลโลก
นับถอยหลัง เข้าสู่โลกยุคไร้แผ่นเกม
E-DUANG | เมื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า ขยับ คือ สัญญะ อันเป็น สัญญาณ
สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์