bg-single

ตรวนของอานนท์ กับราชทัณฑ์ กฎหมาย และรัฐ

13.08.2025

บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล

ตรวนของอานนท์

กับราชทัณฑ์ กฎหมาย และรัฐ

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ผมและทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใช้สิทธิตามมาตรา 26 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อให้มีคำสั่งยุติการกระทำทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในกรณีอานนท์ นำภา ถูกใส่ตรวนกุญแจเท้าทุกครั้งที่ออกจากเรือนจำไปศาล

เราขอให้ศาลไต่สวนการใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขัง เพื่อให้เป็นไปตามข้อห้ามตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 21 ซึ่งห้ามใส่เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขัง เว้นแต่กรณีจำเป็น ได้แก่ ป้องกันการหลบหนี การทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายผู้อื่น

เพราะว่าทุกวันนี้ผู้ต้องขังชายทุกคนถูกใส่กุญแจเท้าเมื่อเดินทางมาขึ้นศาลจนกลายเป็นข้อปฏิบัติ เมื่อผู้ต้องขังมาถึงศาล เจ้าหน้าที่จะบันทึกเพียงว่าผู้ต้องขังรายใดมาศาลคดีใดแค่นั้น อย่างมากก็แค่ติ๊กแบบฟอร์มตรงช่องเหตุผลที่ต้องใส่เครื่องพันธนาการว่าป้องกันการหลบหนี ทำเช่นนี้เป็นพิธีจนกลายเป็นปกติไปแล้ว

หากต้องการยกเว้นไม่ให้ใส่กุญแจเท้าให้กับผู้ต้องขังคนใด ก็ต้องขออนุญาตเป็นรายกรณีไป กลับหัวกลับหางกับที่กำหนดไว้ในกฎหมายโดยสิ้นเชิง

เราขอให้ราชทัณฑ์ทำตามกฎหมาย มิใช่ขอยกเว้นให้แก่อานนท์ไม่ต้องทำตามกฎหมาย แต่เป็นเพราะทุกวันนี้กลับหัวกลับหางกับที่กฎหมายกำหนดไว้จนกลายเป็นปกติไปแล้วต่างหาก

เรายื่นคำร้องเฉพาะกรณีอานนท์เพราะการยื่นต่อศาลต้องเป็นกรณีๆ ไป แต่ถ้าหากคำร้องนี้สำเร็จ การใส่พันธนาการทุกกรณีอาจถูกไต่สวนจากศาลได้ ผู้พิพากษาเวรที่รับคำร้องของเรา (เมื่อ 28 พฤษภาคม) ตระหนักดีว่า “ถ้าพวกคุณชนะ จะกระเทือนทั้งระบบ”

คำร้องนี้จึงไม่ใช่เพื่ออานนท์เพียงคนเดียว แต่ปรารถนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทั่วไปทั้งหมด กล่าวคือ ให้มีการไต่สวนก่อนการใส่กุญแจเท้าให้กับผู้ต้องขังกรณีอื่นๆ ด้วย ซึ่งในทางปฏิบัติจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากทั้งกับราชทัณฑ์และศาล

เพราะหากใส่ตรวนจะใช้ผู้คุมต่อผู้ต้องขังเพียง 1 : 1 แต่หากไม่ใส่ จะต้องใช้ผู้คุมมากขึ้น (เช่น 2 : 1) เพื่อพามาศาลในแต่ละวัน ทั้งยังต้องเตรียมเอกสารเตรียมตัวหากมีผู้ร้องให้ไต่สวนฉับพลัน (ซึ่งทำได้ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ) ราชทัณฑ์ไม่มีคนและขีดความสามารถจะรับมือได้ อาจทำให้พาผู้ต้องขังมาศาลไม่ได้ คดีจะถูกกระทบไปหมด

ปัญหาในทางปฏิบัติ การบริหาร และงบประมาณ เหล่านี้คือผลสะเทือนทั้งระบบที่อาจเกิดขึ้น

ถ้าคำร้องนี้สำเร็จ ยังอาจเป็นการเปิดประตูสู่การปฏิรูปการราชทัณฑ์ในด้านอื่นๆ อีกด้วย

คำร้องนี้จึงไม่ใช่ขออภิสิทธิ์ให้อานนท์ แต่อาจจะเป็นจุดเริ่มที่จะปลดพันธนาการให้นักโทษทั่วไปและทำให้การใส่กุญแจเท้าจะกลายเป็นกรณียกเว้นเท่าที่จำเป็น

ศาลไต่สวนคำร้องนี้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่ศาลทำการไต่สวนกรณีเครื่องพันธนาการ

ผมขออภัยอย่างยิ่งที่มีเหตุสุดวิสัยไม่สามารถเดินทางไปไทยเพื่อเบิกความด้วยตนเองได้ อย่างไรก็ตาม ผมคงไม่สามารถเบิกความได้ดีไปกว่าพยานทุกท่านได้ทำในวันนั้น

อานนท์ นำภา เบิกความกับศาลว่าขอบคมของกุญแจเท้าเสียดสีกับข้อเท้าจนเกิดเป็นแผลสด หากต้องออกศาลต่อเนื่องก็จะโดนแผลซ้ำอีก เขาถูกใส่กุญแจเท้าจนเดินไม่ถนัด แม้ว่าเขาไม่เคยมีพฤติการณ์ขัดขืนเจ้าหน้าที่หรือหลบหนีก็ตาม นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ไม่เคยชี้แจงเหตุผลใดๆ ว่าทำไมจึงใส่กุญแจเท้ากับเขา

ทนายนำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญอีก 3 รายซึ่งให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างวิเศษ (ผมขอเชิญชวนให้ผู้อ่านเก็บคำเบิกความกรณีนี้ไว้อ่านและศึกษาเพราะมีประโยชน์อย่างมาก ดาวน์โหลดได้ที่ https://www.facebook.com/CrCF.Thailand)

อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตกุล ชี้เป็นลำดับชัดเจนว่าการใส่พันธนาการกับอานนท์ขัดรัฐธรรมนูญปัจจุบันอย่างไรบ้าง ทั้งขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2554 ซึ่งสั่งให้ปลดตรวนอีกด้วย (แม้ว่าจะเป็นคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน แต่เนื้อหาประเด็นนี้เหมือนกับฉบับปัจจุบัน)

ปริญญายังย้ำว่า การใช้พันธนาการจนเป็นปกติโดยทั่วไป ขัดกับ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ และต้องทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งเป็นมาตรฐานของหลายประเทศ นอกจากนั้นยังมีการระบุเรื่องนี้ไว้ทั้งในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) สหประชาชาติถึงกับมีข้อกำหนดแนวปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหรือที่เรียกว่า “ข้อกำหนดเนลสันแมนเดลา” การใส่ตรวนและกุญแจเท้าล้วนขัดกับข้อกำหนดดังกล่าว

อาจารย์รณกรณ์ บุญมี ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ พ.ศ.2565 ชี้แจงความหมายของคำว่า “ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” เขายังระบุว่าข้อกำหนดเนลสันแมนเดลา ข้อที่ 47 ไม่ให้ใส่กุญแจเท้าโดยเด็ดขาด เว้นแต่ถ้าอยู่ในเงื่อนไข 3 ข้อเท่านั้น คือ จะหลบหนี จะทำร้ายตัวเอง หรือจะทำร้ายผู้อื่น อีกทั้งถ้าใส่ก็จะต้องไม่ทำให้เกิดแผลและไม่ให้ใส่เป็นประจำ

อาจารย์ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์การราชทัณฑ์ ระบุว่า เคยมีการศึกษาประโยชน์ของการใช้เครื่องพันธนาการ พบว่ามีแค่ป้องกันหลบหนีเท่านั้น แต่เกิดผลกระทบด้านลบหลายอย่าง ทั้งทำให้บาดเจ็บทางกายและมีผลกระทบทางจิตจนถึงกับเป็นโรคประสาทก็ได้

แม้พยานจะหนักแน่นแค่ไหนและแม้ว่าศาลจะเห็นว่าพันธนาการจะกระทบต่อจิตใจของทั้งทนายอานนท์ ครอบครัวและบุคคลที่พบเห็นก็ตาม แต่ศาลเห็นว่าการใส่กุญแจเท้าไม่จัดว่าโหดร้ายหรือเป็นการทรมาน

ที่สำคัญที่สุด ศาลสั่งว่ากฎหมายได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจว่าจะใช้เครื่องพันธนาการหรือไม่ และศาลไม่พบว่าเจ้าหน้าที่มีเจตนาย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น จึงไม่มีการทำผิดใดๆ จึงสั่งให้ยกคำร้อง

น่าคิดว่าคำสั่งศาลเช่นนี้มีความหมายอย่างไรต่อการราชทัณฑ์และต่อระบบกฎหมายไทย

1) การที่ศาลไทยไม่ถือว่ากุญแจเท้าซึ่งทำให้เกิดบาดแผลและเดินเหินไม่สะดวกนั้น เป็นการทรมานหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในขณะที่อารยประเทศจำนวนมากถือเช่นนั้นจึงห้ามใช้เป็นการทั่วไป อีกทั้งไม่มีอารยประเทศไหนยอมให้ใส่กุญแจเท้าในห้องพิจารณาคดี

จะถือว่ากำลังเป็นการวางเกณฑ์ความโหดร้ายทรมานสำหรับคนไทยที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ใช่หรือไม่

ไม่เพียงแต่นักโทษถูกปฏิบัติราวคนไม่เต็มคน แต่เท่ากับว่าสามารถกระทำต่อคนไทยทั่วไปอย่างป่าเถื่อนกว่ามนุษย์คนอื่นๆ ในอารยประเทศ ใช่หรือไม่

เรากำลังอยู่ใน “รัฐป่าเถื่อน” ใช่หรือไม่

2) ถ้าหากการเลือกใส่กุญแจเท้าให้กับผู้ต้องขังเพียงเฉพาะรายเท่าที่จำเป็น (ทำตามกฎหมาย) จะกลายเป็นการสร้างปัญหาและภาระในทางปฏิบัติแก่ราชทัณฑ์จนรับไม่ไหว จึงแก้ปัญหาด้วยการใส่กุญแจเท้ากับนักโทษชายทุกคนไปเสียเลย (ทั้งๆ ที่ขัดกับเจตนาของกฎหมาย)

ทางออกวิธีนี้เท่ากับเป็นการ “กระจายการทรมานและย่ำยีศักดิ์ศรีมนุษย์” ให้แก่นักโทษทุกคนแบ่งกันรับไปอย่างถ้วนทั่ว ใช่หรือไม่

นี่เป็นทางออกที่ถูกต้องหรือ สามัญสำนึกบอกเราว่านี่เป็นทางออกที่ผิด โหดร้าย และป่าเถื่อน

3) กรณีตรวนของอานนท์นี้เป็นตัวอย่างรูปธรรมที่ฟ้องว่า ระบบกฎหมายของเราในปัจจุบันผิดเพี้ยนกลับหัวกลับหาง กล่าวคือ ทำให้อำนาจตาม “ข้อยกเว้น” เป็นการปฏิบัติโดยทั่วไปตามปกติ (Normalization of Exceptions)

หมายความว่า กฎหมายที่เขียนไว้อย่างสวยหรู เช่น มาตรา 21 ของ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 ย่อมไม่มีความหมาย เพราะประโยคที่มีความหมายมีเพียงข้อยกเว้นที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

กฎหมายทั้งหลายที่อ้างความมั่นคง รวมทั้งกฎอัยการศึก พ.ร.บ.สถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ร.บ.การพิมพ์ ฯลฯ ล้วนแต่มี “เว้นแต่” และให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่อย่างมหาศาลในข้อยกเว้นนั้น ทำนองเดียวกับที่ให้อำนาจผู้คุมใส่กุญแจเท้าผู้ต้องขังได้ทั้งๆ ที่ผิดตัวบทหลักของกฎหมายนั้น

ขอย้ำอีกครั้งว่า คำสั่งยกคำร้องกรณีตรวนอานนท์ เป็นการยืนยันว่าศาลให้ความชอบธรรมแก่การทำให้ข้อยกเว้นกลายเป็นภาวะปกติในระบบกฎหมายไทยแทบทั้งระบบ

4) ส่วนความพยายามให้ทำตามกฎหมายปกติกลับต้องมาขอต่อศาลเป็นกรณีๆ ไป เท่ากับว่าขอเป็น “ข้อยกเว้น-ของข้อยกเว้น-ที่กลายเป็นปกติไปแล้ว-โดยคำสั่งศาล”

5) อำนาจตามข้อยกเว้นในกรณีนี้อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ล้วนๆ เป็นการ “เซ็นเช็คเปล่า” ให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจใช้ปฏิบัติขัดกับเจตนาของกฎหมายก็ได้ ขอเพียงแค่ติ๊กเครื่องหมายในแบบฟอร์มแค่นั้นเอง ใช่หรือไม่

นี่เป็นตัวอย่างของการให้อำนาจทำนองเดียวกันแก่เจ้าหน้าที่ความมั่นคง โดยเฉพาะ กอ.รมน. ด้วยข้ออ้างเพื่อความมั่นคงที่มีอยู่มากมายในกฎหมายต่างๆ จนเกิดการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุครั้งแล้วครั้งเล่า

6) ลองคิดดูดีๆ จะพบว่าเรารู้จักคุ้นเคยกับกรณีที่ศาลออกคำสั่งรับรองการใช้อำนาจตามภาวะผิดปกติ ให้กลายเป็นปกติ นั่นคือการออกคำสั่งให้การรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญล้มประชาธิปไตย กลายเป็นความถูกต้องและไม่ต้องรับโทษ

ตรวนของอานนท์จึงเปรียบได้กับการใช้อำนาจของคณะรัฐประหารยกเลิกระบอบประชาธิปไตย แล้วศาลสั่งว่าอำนาจเหล่านั้นถูกต้องชอบธรรมมาทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร

กรณีตรวนของอานนท์จึงมิใช่เรื่องเล็กๆ เพียงแค่ข้อเท้าของผู้ต้องขังหรือทนายคนหนึ่งแค่นั้น แต่ตรวนของอานนท์เป็นตัวอย่างรูปธรรมชัดเจนให้เราเห็นว่าระบบกฎหมายไทยมีปัญหาวิกฤต

ตัวบทกฎหมายที่ดูน่าจะเชื่อถือกลับอยู่ในระบบที่กลับตาลปัตร ตัวบทกฎหมายปกติไม่บังคับใช้ แต่ใช่แค่ข้อยกเว้น แล้วใช้ข้อยกเว้นนั้นบังคับเป็นการทั่วไป กับทุกคน และทุกวัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“โนรา” มาจากละครสมัยอยุธยา
‘ดิว อริสรา’ เปิดตัวหวานใจ สวีต ‘วู้ดดี้ ล่ำซำ’ ฟ้องด้วยภาพ
โผนายพลผ่านฉลุยแต่ส่อไม่สงบ จับตาเอฟเฟ็กต์ ‘อาวุโสข้ามหัว’ เป็นกับระเบิดเวลา ก.พ.ค.ตร.?
วิธีการเลือกรัฐมนตรี แบบมาเคียเวลลี
เหยี่ยวถลาลม | ทิ้งมันไว้ข้างหลัง
วิกฤตการณ์ข่าวกรอง ‘บึ้ม-เผา’ ป่วนร้อยจุด! แนะเปิดใจฟังคนพื้นที่ ไข ‘กุญแจ’ สันติสุขใต้
ยื่นฟ้องเอาผิด “ศิลปินแห่งชาติชื่อดัง” ยักยอกผลงานไปขายให้หน่วยงานรัฐ มูลค่า 8 แสนบาท
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’๓๕ ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบดีลต่อรองฝึกซ้อม ‘คอบร้าโกลด์’ แลกลดภาษีสหรัฐ
อดีต รมว.คลัง ชี้ เศรษ​กิจจะเจริญรุ่งเรืองด้วยการสร้างผลผลิต ไม่ใช่การกู้เงินมาแจกเพื่อการบริโภค
ใจแผ่นดิน | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
‘มิคสัญญีกลียุค’ | กวีกระวาด : ชิตะวา มุนินโท
โปรดใจดีกับรากหญ้าเถิดพายุ | กวีกระวาด : โฎยวิที ไฎกัน