คุยกับทูต | วิกเตอร์ เซเมนอฟ ประชาคมโลกร่วมส่งกำลังใจ ครบรอบ 34 ปี วันชาติยูเครน (1)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
วันที่ 24 สิงหาคมนี้ ชาวยูเครนทั่วโลกจะร่วมกันเฉลิมฉลองครบรอบ 34 ปี แห่งการประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียต และถือเป็นวันชาติของยูเครน วันที่ยูเครนได้รับการยอมรับอย่างถูกต้องในฐานะประเทศเอกราชที่มีเอกลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรมเฉพาะตัว และเป็นประเทศที่มีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเอง
แม้ว่ายูเครนที่ได้รับเอกราชจะเพิ่งปรากฏบนแผนที่การเมืองโลกเมื่อไม่นานมานี้ แต่ประวัติศาสตร์ของชาติยูเครนมีมานานกว่าพันปีแล้ว ในการดิ้นรนเพื่อประเทศของตนเอง โดยปราศจากการรุกรานและการล่าอาณานิคมจากชนชาติเพื่อนบ้าน มีต้นกำเนิดจากยุคเคียฟรุส (Kievan Rus) ในยุคกลาง และต่อมาคือสาธารณรัฐคอสแซก (Cossack Hetmanate)
ขณะที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คือวันครบรอบ 3 ปี นับตั้งแต่รัสเซียยกทัพบุกโจมตียูเครนเต็มรูปแบบ จนกลายเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่สุดและสร้างความสูญเสียมากที่สุดในยุโรป นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 วันประกาศอิสรภาพจึงมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับประชาชน มันคือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง เพื่ออิสรภาพในการดำรงชีวิตในบ้านเกิด พูดภาษาแม่ และเลือกอนาคตของตนเอง
สิทธิอันเรียบง่ายและเป็นสากลเช่นนี้มีราคาสูงมาก สงครามกำลังพรากชีวิตอันมีค่าของผู้รักชาติที่ซื่อสัตย์และกล้าหาญที่สุดในแนวรบยูเครน รวมถึงพลเรือนผู้บริสุทธิ์อีกหลายพันคน สงครามได้ทำลายวัยเด็กอันแสนสุขของเด็กๆ ชาวยูเครน และเด็กจำนวนมากถูกลักพาตัวและถูกเนรเทศไปยังรัสเซียระหว่างการรุกรานยูเครนโดยรัสเซีย
ในวาระสำคัญนี้ นายวิกเตอร์ เซเมนอฟ (Mr. Viktor Semenov) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครนซึ่งมารับตำแหน่งประจำประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน 2024 เล่าถึงสถานการณ์ในประเทศยูเครน ความร่วมมือระหว่างไทย-ยูเครน รวมถึงนโยบายของยูเครนในด้านต่างๆ

: ความหมายและความสำคัญของวันประกาศอิสรภาพ
“วันประกาศเอกราชของเราเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 1991 ไม่ใช่ของขวัญ แต่เป็นผลพวงจากการต่อต้านและการต่อสู้อันยาวนานนับศตวรรษจากยุค Cossack Hetmanate (รัฐบาลยูเครนที่ปกครองตนเองโดยมีผู้นำซึ่งมาจากการเลือกตั้ง) ถึงกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในยุคโซเวียต
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 สหพันธรัฐรัสเซียได้เปิดฉากการรุกรานยูเครนอย่างผิดกฎหมาย โดยปราศจากการยั่วยุ และไม่มีเหตุผลอันสมควร ซึ่งกลายเป็นการขยายการรุกรานด้วยอาวุธที่ดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2014 เราถูกเรียกร้องให้ปกป้องไม่เพียงแต่ดินแดนของเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหลักการที่ว่าแต่ละประเทศมีสิทธิอธิปไตยในการเลือกอนาคตของตนเองด้วย
ปัจจุบันยูเครนอยู่แถวหน้าในการปกป้องระเบียบระหว่างประเทศจากการแก้ไขระเบียบระหว่างประเทศอย่างเผด็จการ การต่อสู้ของเราไม่ได้มีเพียงเพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อแนวคิดที่ว่า พรมแดนมีความสำคัญ เสรีภาพมีความสำคัญ และประเทศชาติต้องไม่ตกอยู่ภายใต้ความฝันของจักรวรรดินิยม
ยูเครนต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ ตั้งแต่การรุกรานทางทหารไปจนถึงการปฏิรูปภายในประเทศ แต่การเดินทางของเรามุ่งไปในทิศทางเดียวเสมอ นั่นคือ เสรีภาพ ประชาธิปไตย และอนาคตของยุโรป ยูเครนไม่ได้เพียงแค่ปกป้องเอกราชของตนเท่านั้น แต่ยังกำหนดโครงสร้างความมั่นคงของศตวรรษที่ 21 อย่างจริงจังอีกด้วย”

: ยูเครนปรับกลยุทธ์ทางทหารเพื่อรับมือกับแนวทางของรัสเซียอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบของอาวุธที่จัดหาโดยชาติตะวันตก เช่น HIMARS (ระบบยิงจรวดหลายลำกล้องที่ติดตั้งบนรถบรรทุกถูกออกแบบมาให้มีความคล่องตัวสูง สามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วและยิงจรวดได้หลายชนิด)
“เพื่อรับประกันความมั่นคงและขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ยูเครนยังคงยกระดับการผลิตอาวุธทั้งผ่านความพยายามภายในประเทศและความร่วมมือ ปัจจุบัน ประมาณ 40% ของอาวุธที่กองกำลังยูเครนใช้ผลิตภายในประเทศ และภายในหกเดือนข้างหน้า สัดส่วนนี้น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50%
ปัจจุบันยูเครนเป็นผู้นำระดับโลกในการผลิตโดรน โดยมีบริษัท 200 แห่งที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตโดรน โดรนกว่า 95% ที่นำไปใช้ในสนามรบผลิตโดยยูเครน ในปีที่ผ่านมาเราผลิตโดรน FPV จำนวน 2.2 ล้านลำ และระบบไร้คนขับพิสัยไกลอีก 100,000 ระบบ การผลิตในปีนี้จะเกินจำนวนนี้ โรงงานผลิตของเรามีกำลังการผลิตเพียงพอ แต่เรากำลังประสบปัญหาการขาดแคลนเงินทุน
นอกจากนี้ เรากำลังพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใยแก้วนำแสงแยกต่างหาก ยูเครนมุ่งเน้นการสร้างและนำโดรนสกัดกั้นมาใช้อย่างจริงจัง และเรากำลัง ขยายขีดความสามารถของประเทศในการผลิตระบบอัตโนมัติภาคพื้นดิน ในปี 2025 ภาคกลาโหมสามารถผลิตขีปนาวุธร่อนได้มากกว่าปี 2024 ถึงสิบเท่า เราจึงขอให้พันธมิตรของเราสนับสนุนโดยเพิ่มการลงทุนด้านการผลิตอาวุธภายในยูเครน
ระบบที่จัดหาโดยชาติตะวันตกอย่าง HIMARS มีประสิทธิภาพและการทำงานร่วมกันอย่างยอดเยี่ยมกับแนวทางของเรา เมื่อผสานเข้ากับข้อมูลข่าวกรองแบบเรียลไทม์จากโดรน HIMARS จะไม่เป็นเพียงแค่ปืนใหญ่พิสัยไกลเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือผ่าตัดที่สามารถทำลายล้างระบบโลจิสติกส์และหน่วยบัญชาการของศัตรูได้อย่างแม่นยำ การผสมผสานระหว่างความเฉลียวฉลาดของยูเครนกับการสนับสนุนจากนานาชาตินี้เองที่สร้างความเท่าเทียมกันในสนามแข่งขัน
ในหลายๆ ด้าน ยูเครนกำลังบุกเบิกรูปแบบใหม่ของการป้องกันประเทศสมัยใหม่ ซึ่งประเทศอื่นๆ รวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ประเทศอื่นๆ ที่เผชิญกับพลวัตด้านความมั่นคงในภูมิภาคของตนเอง ต่างเข้าใจดีว่าความสำเร็จไม่ได้วัดจากขนาดหรือกำลังทางกายภาพอีกต่อไป แต่มาจากวิธีการที่ชาญฉลาด ยืดหยุ่น และร่วมมือกัน”
กล่าวคือ การแก้ปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบันต้องการมากกว่ากำลังทหารหรือทรัพยากรจำนวนมหาศาล แต่ต้องการความสามารถในการปรับตัว การสร้างความร่วมมือ และการใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา

: ประชาธิปไตยในประวัติศาสตร์ ประชาธิปไตยในช่วงสงคราม และอนาคตของยูเครน
“การเดินทางสู่ประชาธิปไตยของยูเครนนั้นลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แม้ว่าสถานะรัฐสมัยใหม่ของเราจะได้รับการฟื้นฟูในปี 1991 แต่รากฐานของประชาธิปไตยในยูเครนนั้นสามารถย้อนกลับไปได้หลายศตวรรษ
หนึ่งในเอกสารรัฐธรรมนูญฉบับแรกๆ ของโลก คือ รัฐธรรมนูญปี 1710 ของ Pylyp Orlyk ซึ่งร่างขึ้นในยุคคอสแซก ได้วางรากฐานหลักการของหลักนิติธรรม การแบ่งแยกอำนาจ และความรับผิดชอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของความปรารถนาอันยาวนานของเราที่จะปกครองตนเองด้วยความยุติธรรมและมีศักดิ์ศรี
แม้ในช่วงทศวรรษแห่งการปกครองแบบเผด็จการของสหภาพโซเวียต ประชาชนชาวยูเครนก็ไม่เคยละทิ้งความปรารถนาในเสรีภาพ โดยเหล่านักคิด กวี และนักศึกษาต่างรักษาเปลวไฟแห่งเสรีภาพให้คงอยู่ ซึ่งบ่อยครั้งต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัวมหาศาล
ความมุ่งมั่นนี้ปะทุขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงการปฏิวัติสีส้มปี 2004 (Orange Revolution) และการปฏิวัติเพื่อศักดิ์ศรีปี 2014 (Revolution of Dignity) เป็นการเคลื่อนไหวครั้งยิ่งใหญ่ที่เรียกร้องการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม การปกครองที่ซื่อสัตย์ และอนาคตของยุโรป
ทั้งการปฏิวัติสีส้มและการปฏิวัติเพื่อศักดิ์ศรี เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ยูเครนที่สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างตะวันออกกับตะวันตก และความต้องการของชาวยูเครนที่จะมีอิสระจากอิทธิพลของรัสเซียและการทุจริตคอร์รัปชั่น
อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยยูเครนยุคใหม่เริ่มก่อตัวขึ้นหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและประเทศได้รับเอกราชในปี 1991″

อุปทูตวิกเตอร์ เซเมนอฟ กล่าวว่า
“ทุกวันนี้ แม้รัสเซียจะเข้ารุกรานด้วยกำลังทหารอย่างเต็มรูปแบบ แต่รัฐบาลยูเครนยังคงดำเนินงานอยู่ รัฐสภายังคงมีการประชุมเพื่อออกกฎหมาย สื่อของเรายังคงทำงานอย่างแข็งขัน และภาคประชาสังคมของเรามีส่วนร่วมมากกว่าที่เคย นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการเลือกโดยเจตนาซึ่งเกิดจากความเชื่อที่ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือยที่จะถูกละทิ้งในยามสงคราม แต่เป็นเหตุผลสำคัญที่เรากำลังต่อสู้ เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความมุ่งมั่นของยูเครนที่จะรักษาความเป็นประชาธิปไตยและสถาบันของรัฐบาล แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
เมื่อมองไปข้างหน้า เรารู้ว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคือกระบวนการที่มีชีวิต การปฏิรูปด้านการต่อต้านการทุจริต ระบบตุลาการ และการกระจายอำนาจยังคงดำเนินต่อไปแม้ในยามสงคราม อนาคตของเราไม่ได้อยู่ที่การหันกลับเข้าสู่ภายใน แต่อยู่ที่การบูรณาการอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับสถาบันประชาธิปไตยในยุโรปและทั่วโลก เรื่องราวของยูเครนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้จะถูกโจมตี ประชาธิปไตยไม่เพียงแต่อยู่รอด แต่ยังปรับตัวและพัฒนาได้ต่อไป”
สรุป ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยในยูเครนเป็นเรื่องราวของการต่อสู้เพื่อเอกราชและการสร้างสถาบันประชาธิปไตยท่ามกลางความท้าทายต่างๆ โดย ยูเครนยังคงอยู่ในกระบวนการสร้างประชาธิปไตย ทั้งต้องเผชิญกับการแทรกแซงจากภายนอกและปัญหาภายในประเทศ
ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ดำเนินมาแล้ว 3 ปีครึ่งเป็นความขัดแย้งที่ยังคงไม่ยุติ ไม่มีความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงอย่างแท้จริง แม้จะมีการเจรจาหลายรอบแล้วก็ตาม
