บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล
คลั่งชาติคือรักชาติแบบขาดสติ
คําถามน่าคิดท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา และกระแสชาตินิยมพุ่งสูงอีกครั้งก็คือ …
ทำไมความขัดแย้งเรื่องเขตแดนที่ดูเหมือนเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวแบบไร้สาระไม่ค่อยมีน้ำหนัก จึงสามารถกระตุ้นลัทธิชาตินิยมแบบขาดสติกับผู้คนอย่างกว้างขวาง รวมทั้งวิญญูชนหลายวิชาชีพได้ในระดับที่ไม่ค่อยเห็นในรอบหลายสิบปี
ชาตินิยมแบบขาดสติหรือคลั่งชาติคราวนี้เข้มข้นดุเดือดกว่ากรณีพิพาทเขาพระวิหารเมื่อปี 2551-2554 เสียอีก
และเกิดขึ้นกับชาวกัมพูชาเช่นกัน (จึงขอให้เข้าใจว่านับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป การวิจารณ์คนและสังคมไทยคงใช้ได้กับคนและสังคมกัมพูชาด้วย)
ประการแรก “ลัทธิชาตินิยม” เป็นชื่อสวยหรูของลัทธิพวกพ้อง ถือว่าพวกตัวเอง โรงเรียนตัวเอง ทีมที่เราเชียร์ ภูมิภาคนิยมของตัวเอง ประเทศและชาติของตัวเอง ดีวิเศษกว่า ถูกต้องกว่าพวกอื่น โรงเรียนอื่น …ประเทศและชาติอื่น
ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็เข้าข้างพวกตัวเองเข้าไว้ด้วยเหตุผลสำคัญที่สุดคือ…เป็นพวกเดียวกัน
แต่ต้องมีคนอื่น พวกอื่น โรงเรียนอื่น ชาติอื่น เป็นฝ่ายตรงข้ามให้พาดพิงถึงเสมอ ไม่ว่าโดยเปิดเผยหรือโดยนัย และไม่ว่าจะเป็นเพียงคู่แข่งหรือเป็นศัตรูก็ตาม
ลัทธิชาตินิยมจึงสะท้อนสัญชาตญาณพื้นๆ ของสัตว์ทั่วไป ยิ่งมนุษย์เป็นสัตว์ที่อ่อนแอแต่ความเข้มแข็งเกิดจากการรวมตัวกันเป็นสังคม จึงยิ่งต้องถือพวกพ้องเป็นใหญ่เพราะเป็นปัจจัยจำเป็นที่ช่วยให้สัตว์ที่เรียกว่า มนุษย์ ไม่สูญพันธุ์
ลัทธิชาตินิยมมีพื้นฐานไม่ต่างกับนักเรียนโรงเรียนเดียวกันยกพวกไปตีกับโรงเรียนอื่น คราวใดที่ขาดสติคราวนั้นจะทำให้ความรักพวกพ้องกลายเป็นความเกลียดฝ่ายตรงข้ามได้ทันที ยิ่งรักพวกตัวมากก็ยิ่งเกลียดคู่ต่อสู้จนเห็นเป็นศัตรู ไม่สนว่าพวกเราถูกรังแกจริงหรือไม่ เพื่อนเราไปทำอะไรไว้หรือเปล่า หรือการตอบโต้นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่
ประการที่สอง ความแตกต่างระหว่างชาตินิยมกับลัทธิพวกพ้องอื่นๆ อยู่ตรงที่โรงเรียนหรือทีมของเราครอบงำคนจำนวนไม่มากนัก ยังมีคนอีกจำนวนมากในสังคมเดียวกันที่ถือเป็นพวกเดียวกันตามอัตลักษณ์ที่สำคัญกว่าเหนือกว่าโรงเรียนหรือทีมของเราและเขาไม่ได้ขาดสติไปด้วย “พวกเราที่เป็นคนนอก” ของโรงเรียนหรือทีมของเราจึงยังใช้เหตุผลระงับอาการขาดสติของพวกพ้องระดับเล็กๆ แบบนั้นได้อยู่
แต่ลัทธิชาตินิยมที่ขาดสตินั้นเกิดขึ้นกับคนหมู่มากของสังคมหนึ่งในนามของประเทศชาติ เป็นลัทธิพวกพ้องระดับสูงสุดอย่างหนึ่ง (ในไม่กี่อย่าง) ที่ประวัติศาสตร์ด้านเลวของมนุษย์ได้พัฒนาขึ้นมา
ลัทธิคลั่งชาติมีอันตรายพอๆ กับลัทธิเหยียดผิว (racism) เชื้อชาตินิยม (ethno-nationalism)
เราไม่ “อิน” กับการยกพวกไปตีกับโรงเรียนอื่นหรือทีมอื่น แต่เรามักไม่นึกว่าชาตินิยมที่ทำให้เราขาดสติก็ทำนองเดียวกันน่ะแหละ มีระดับวุฒิภาวะไม่ต่างจากนักเรียนยกพวกตีกัน ทั้งๆ ที่อารยธรรมของมนุษย์พัฒนาความมีเหตุผล ศีลธรรม และกฎหมายจนซับซ้อนกว่าสัญชาตญาณถือพวกพ้องเป็นใหญ่เช่นนั้นมาไกลโข
ไม่น่าเชื่อว่าสื่อมวลชน หมอ พยาบาล นักการเมือง และวิญญูชนจำนวนมากกลับตกเป็นเหยื่อสัญชาตญาณหลงพวกตัวเอง ซึ่งเป็นสัญชาตญาณระดับพื้นๆ ขาดวุฒิภาวะ
ประการที่สาม ลัทธิคลั่งชาติอาศัยอารมณ์ร่วมมากกว่าเหตุผลและสติปัญญา อาการขาดสติถูกอารมณ์ครอบงำสนิทเช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสาเหตุที่ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมเช่นนี้ต้องรับรู้เข้าใจง่ายๆ ไม่ต้องใช้ปัญญามากนัก
ถ้าหากข้อพิพาทซับซ้อนจนยากจะเข้าใจจนสาธารณชนเกิดความรู้สึกต้องไตร่ตรอง จะนำไปสู่การเอะใจ ขอฟังหูไว้หู ไม่เกิดอารมณ์ร่วมสูงนัก ปัญหาเขตแดนเป็นข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่ถูกทำให้ง่ายได้ไม่ยาก ขาวกับดำชัดเจน แบ่งเราและศัตรูไปในตัว ถ้าหากสาเหตุของข้อพิพาทง่ายต่อการชี้นิ้วระบุผู้ร้ายได้ ก็ยิ่งช่วยให้ปลุกอารมณ์โกรธได้ง่ายด้วย เพราะไม่ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองฟังหูไว้หูสักเท่าไร
ยิ่งมีเหตุการณ์ที่ยืนยันชัดเจนอย่างขาวกับดำว่าพวกเราถูกรังแกก็ยิ่งเกิดอารมณ์ร่วม
ทั้งหมดนี้คือ “สูตร” สำหรับการปลุกปั่นความรักชาติให้ขาดสติกลายเป็นคลั่งชาตินิยม ด้วยการปั้นข่าว สร้างสถานการณ์ โฆษณาชวนเชื่อ
ความจริงมักซับซ้อน แถมควบคุมยาก เพราะมักมีหลายด้าน… he said, she said… ความจริงจึงต้องตายก่อน จึงจะนำไปสู่การขาดสติได้
ประการที่สี่ สื่อเป็นองค์ประกอบจำเป็นสำหรับรับรู้ความจริง หรือลดทอนความจริงจนง่าย สำหรับปลุกปั่นอารมณ์หรือเตือนสติเรียกปัญญากลับมา
การสังหารหมู่อย่างโหดร้ายและการล้างเผ่าพันธุ์ทุกกรณีเกิดขึ้นได้เพราะมีสื่อเป็นปัจจัยสำคัญ ยิ่งในยุคปัจจุบันซึ่งผู้คนสามารถเป็นสื่อได้ จึงแพร่ความเชื่อที่ง่ายๆ และป้อนอารมณ์โกรธคลั่งแค้นแก่กันและกัน
บางกรณีเกิดขึ้นจากการผูกขาดสื่อ จำกัดความรับรู้ ปิดหูปิดตาสาธารณชน แต่มีอีกหลายกรณีที่ทั้งสื่อและสาธารณชนอยู่ใน “กะลา” เดียวกัน ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ทำนองเดียวกันต่อเนื่องมานาน จนพากันเชื่อไปในทางเดียวกัน และปฏิเสธที่จะฟังข้อเท็จจริงที่ต่างออกไป พากันปิดหูปิดตาตัวเอง
ดูเหมือนว่ากัมพูชาจะเป็นแบบแรก เสริมด้วยสาธารณชนที่เชื่อฟังรัฐและอุดมการณ์ชาตินิยมต่อเนื่องมานาน ส่วนสังคมไทยเป็นแบบหลังมากกว่า สื่อไทยมีอิสระจากรัฐมากกว่าสื่อกัมพูชา แต่สื่อทั้งสองประเทศไม่เป็นอิสระจากลัทธิชาตินิยมของตน ไม่เป็นอิสระจากทัศนะดูถูกดูแคลนระแวงคนชาติอื่น ไม่เป็นอิสระจาก “กะลา” ที่ครอบตนอยู่
นอกจากนี้ สื่ออาชีพกลับขาดจรรยาบรรณ ทิ้งความเป็นสื่อ ทั้งๆ ที่สื่อ สำนักข่าวและทีวีแต่ละรายมีบุคลากรและทรัพยากรที่สามารถเช็กข่าวได้ แต่กลับทิ้งวิชาชีพ ขาดสติ งดใช้ปัญญา ไม่รับผิดชอบ
ประการที่ห้า แน่นอนว่าปัจจัยพื้นฐานที่สุดของทั้งสี่ประการข้างต้นคือวุฒิภาวะในการเสพข่าวสารข้อมูล ไม่หลงเชื่อง่ายๆ แม้จะเป็นข่าวข้อมูลเข้าข้างตนก็ตาม ต้องไม่ขาดสติ ฟังหูไว้หู ใช้วิจารณญาณก่อนที่จะเชื่อ
ระบบการศึกษาและสื่อของไทยและกัมพูชาไม่ได้ล้มเหลวอย่างที่เราเข้าใจ เพราะเป็นเครื่องมือในการผลิตและผลิตซ้ำลัทธิชาตินิยมที่คับแคบ ผลิตซ้ำความงมงายคิดว่าชาติของตนดีกว่าชาติอื่น เชื่อประวัติศาสตร์เท็จ พอใจเสพข้อมูลข่าวสารที่เข้าข้างพวกเราชาติเรา ปิดหูปิดตาตัวเอง
ผลิตและผลิตซ้ำ “กะลา” นั่นเอง
แต่กลับล้มเหลวในการสร้างพลเมืองที่มีวุฒิภาวะรู้จักใช้วิจารณญาณ ซึ่งอาจจะไม่เคยมีจุดมุ่งหมายของการศึกษาและสื่อทั้งสองประเทศเลย
ประการที่หก ความสามัคคีที่สังคมไทยป่าวประกาศอยู่ตลอดเป็นลัทธิพวกพ้องแบบตื้นๆ สำหรับคนหูเบาและขาดสติ คิดเข้าข้างพวกตัวเองอย่างไม่ต้องใช้ปัญญา ไม่ใช่ความสามัคคีบนพื้นฐานของการใช้วิจารณญาณอย่างสมเหตุสมผล
ดัชนีประการหนึ่งที่จะชี้ด้านกลับของลัทธิคลั่งชาติก็คือ เสียงทัดทานเตือนสติหรือสวนทางอาการขาดสติทั้งหลาย ยิ่งมีเสียงเหล่านี้มากขึ้น ย่อมสะท้อนว่ายังมีคนที่มีวิจารณญาณ มีวุฒิภาวะและความกล้าหาญที่จะสวนกระแสชาตินิยมขาดสติที่ครอบงำที่แผ่ซ่านอย่างกว้างขวาง
แต่เสียงทัดทานเตือนสติกลับถูกกล่าวหาว่าทรยศขายชาติ เป็นคนไทยใจเขมร (หรือเป็นคนเขมรใจไทย) ยิ่งทำให้หลายคนไม่กล้าทัดทาน เพราะใครเล่าปรารถนาให้ทัวร์ลงหรือกลายเป็นผู้ร้ายคนขายชาติ ใครเล่าปรารถนาภัยต่อตนเอง
การที่มีบางคนวิตกว่าคนกัมพูชารวมตัวกันได้หนักแน่นสามัคคีกันดี แถมกระจายไปทั้งโลก พูดเป็นเสียงเดียวกันทั้งโลก ภาวะดังกล่าวต่างหากสะท้อนประชาสังคมที่ยังไม่มีอิสระ ไม่เป็นตัวของตัวเอง และยังไม่มีวิจารณญาณที่จะคิดต่างเห็นต่างจากรัฐบาล
ปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนความไม่สามัคคีในยามที่ทหารหาญกำลังปกป้องดินแดนอย่างห้าวหาญ กล่าวคือ กลับมีเสียงเรียกร้องสันติภาพและติติงสงสัยข่าวที่ออกมาจากทางราชการและจากกองทัพ ปรากฏการณ์เช่นนี้แหละสะท้อนความมีวุฒิภาวะของสังคมนั้นๆ มากกว่า เป็นสิ่งปลอบใจว่าเรายังไม่หมดหวัง
แต่ในกรณีปัจจุบัน คนที่ไม่ยอมสามัคคีกับคนส่วนใหญ่ที่ขาดสติในทั้งสังคมไทยและกัมพูชาดูเหมือนจะมีน้อยนิดเหลือเกิน
ขอฝากส่งท้ายว่า พระไพศาล วิสาโล เคยให้บทเรียนแก่สังคมไทยว่า “ความชั่วร้าย” (The Evil) เป็นตัวการร้ายที่สุดที่นำไปสู่ความป่าเถื่อนของเหตุการณ์ 6 ตุลา
ความชั่วร้ายป่าเถื่อนเข้าครองใจผู้คนซึ่งในยามปกติก็เข้าวัดเข้าวาสวัสดีวันจันทร์ได้ เพราะการขาดสติ หากเกิดกับสังคมวงกว้างย่อมเป็นเหตุของความป่าเถื่อนที่เราอาจนึกไม่ถึงอย่าง 6 ตุลา
เราคงพอจะนึกออกถึงความชั่วร้ายที่ระบาดในรวันดาจนนำไปสู่การล้างเผ่าพันธุ์ของ “เชื้อโรค” ที่เป็นภัยต่อ “พวกเรา”
ด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามที่เห็นว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาตักเตือนกันจึงผิดมหันต์ เพราะหากไม่ทำเวลานี้ อาจจะไม่มีเวลาให้ทำได้อีก ขอชื่นชมผู้กล้าหาญ เพราะอย่าว่าแต่ทัวร์จะลงเลย เขาอาจจะถูกทำร้ายด้วยซ้ำไป
ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ไม่ควรขาดสติขนาดนั้นไม่ใช่ทัศนะของพวก “โลกสวย” เพราะอารยธรรมมนุษย์ในยุคปัจจุบันเป็นเช่นนั้นกันค่อนโลกแล้ว ความหลงที่คิดว่าลัทธิคลั่งชาติเป็นพฤติกรรมที่ห้ามไม่ได้ต่างหากเป็นทัศนะป่าเถื่อนที่สมควรหมดไปจากอารยธรรมของไทยและกัมพูชาได้แล้ว
คำถามสำคัญลำดับต่อไปก็คือ การป้องกันไม่ให้ความรักชาติกลายเป็นชาตินิยมแล้วกลายเป็นคลั่งชาติได้ด้วยการ “ครองสติ” ให้ได้นั้น เป็นคำตอบแบบชาวพุทธที่มักเน้นที่จิตใจตัวเองของปัจเจกชน ถ้าเช่นนั้นมีหนทางอื่นอีกหรือไม่ในเชิงสังคมที่จะมีกลไกป้องกันลัทธิคลั่งชาติ
ความรักชาติต่างกับคลั่งชาติเพียงนิดเดียวแค่นั้นจริงหรือ
คงมีโอกาสถกเถียงกันในโอกาสต่อไป
