บทความพิเศษ | พาราตีรีตีส
ท่าทีมหาอำนาจ
ในวันที่ไทย-กัมพูชาเปิดหน้ารบ
ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ผ่านพ้นการสู้รบด้วยอาวุธมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่สงครามความเกลียดชังที่สาดใส่กัน สงครามบนหน้าสื่อ และการกระทำเชิงยั่วยุให้เกิดการใช้อาวุธกัน ก็ทำให้ยังไม่วางใจได้ว่าความขัดแย้งนี้จะจบลง
และสิ่งที่กำลังจะเห็นต่อจากนี้คือ การยกระดับความขัดแย้งที่เริ่มจากเพียงข้อพิพาทเขตแดนที่ยังไม่ยุติ มาลุกลามเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคและอาจลากไปถึงสงครามตัวแทนระหว่างชาติมหาอำนาจ มีการดึงมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องท่ามกลางสถานการณ์โลกปัจจุบันที่หลายขั้วซับซ้อนในทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วย
ความขัดแย้งนี้จะไปถึงจุดไหน หรือเอาเข้าจริง นี่เป็นเพียงการสร้างเรื่องชวนยุ่งเหยิงเพื่อเป้าหมายทางการเมืองของใครบางคน?
การปะทะใส่กันตลอด 4 วัน ระหว่างไทย-กัมพูชา เราจะเห็นท่าทีของมหาอำนาจที่ต่างออกมาแสดงจุดยืนในรูปแบบที่ต่างกันได้ชัด โดยจีนเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายอดทนอดกลั้น
ขณะที่สหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำขาดว่า หากยังไม่หยุดตีกันก็ไม่ต้องคุยเรื่องข้อตกลงทางภาษี
กล่าวได้ว่า ภาษาที่เรียกร้อง สะท้อนเบื้องหลังความสัมพันธ์ที่มีทั้งไทยและกัมพูชา
โดยจีนมีความสัมพันธ์ทั้งไทยและกัมพูชามานาน อีกทั้งยังแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับ 2 ประเทศอย่างมาก
ส่วนสหรัฐ ทั้งไทยและกัมพูชาก็ถอยห่างเพราะใกล้ชิดกับจีน
ในช่วงที่ปะทะกันด้วยอาวุธใหม่ๆ มีการวิเคราะห์อาวุธที่ทั้งสองฝ่ายใช้ในการสู้รบ ของไทยมีคละกันหลายชาติแต่เน้นระบบ NATO เสียส่วนใหญ่
ส่วนกัมพูชานั้นอาวุธส่วนใหญ่ของเป็นของค่ายรัสเซีย-จีน อย่างเครื่องยิงจรวดยุคโซเวียตอย่าง BM-21 ระเบิดสังหารบุคคลรุ่น PMN-2 จากรัสเซีย ส่วนอาวุธปืน ปืนใหญ่ กระสุนและเครื่องยิงจรวดก็ได้จากจีนที่ผลิตโดย Norinco รัฐวิสาหกิจด้านยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลจีน
ทำให้ในวันที่ 25 กรกฎาคม พ.อ.พิเศษ เซิ่ง เวย รองผู้อำนวยการกองเอเชีย สำนักงานกิจการความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศฯ ได้กล่าวระหว่างหารือกับ พ.อ.ศิวัตม์ รัตนอนันต์ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก และรักษาราชการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง โดยขอให้ทางการไทยฝากสื่อสารถึงคนไทยด้วยว่า
“นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดขึ้นบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนไม่เคยสนับสนุนยุทโธปกรณ์ใดๆ ให้กับกองทัพกัมพูชา เพื่อให้มาใช้โจมตีไทย ยุทโธปกรณ์จีน ที่มีประจำการในกองทัพกัมพูชาล้วนเป็นผลมาจากการดำเนินงานความร่วมมือในอดีตทั้งสิ้น อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมที่ถูกสร้างขึ้น โดยผู้ไม่หวังดี”
ทว่า คนไทยที่ได้อ่านข่าวนี้กลับแสดงความไม่ไว้วางใจจีน มองดูเหมือนจีนร้อนตัวกับสถานการณ์นี้ ซึ่งจีนรู้ดีว่า ความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลนั้นแนบแน่น แต่ระดับประชาชนกลับตรงกันข้าม ยิ่งสถานการณ์ที่ปลุกความโกรธคนในชาติ ใครที่สนับสนุนกัมพูชาแม้แต่อาวุธ หากรู้ว่ามาจากใครก็ถูกมองว่าสมรู้ร่วมคิดด้วย
แต่ทว่าไทยเองก็ใช้อาวุธจากจีนด้วยอย่างรถถัง VT-4 ในการตัดการส่งกำลังบำรุงฝ่ายกัมพูชา
อาจกล่าวได้ว่า จีนเน้นทำการค้ากับทุกฝ่าย เพราะสำหรับจีน เสถียรภาพคือสิ่งสำคัญและไม่ชอบเข้าไปยุ่งกับปัญหา แต่ก็น่าแปลกกับกรณีเมียนมา ที่เลือกเข้าแทรกแซงสนับสนุนรัฐบาลทหารพม่าอย่างเต็มตัว ทั้งการทูตกดดันกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ติดกับจีน ไปจนถึงยุทโธปกรณ์จำพวกปืน กระสุนและโดรนทางการทหาร
จนกลุ่มสิทธิมนุษยชน Justice For Myanmar เรียกร้องนานาชาติคว่ำบาตรบริษัท Norinco ในฐานะผู้ส่งมอบอาวุธให้รัฐบาลเมียนมาใช้เข่นฆ่าประชาชน
พอเป็นไทยกับกัมพูชาที่จีนมีผลประโยชน์ร่วมกัน แม้จีนจะเลือกเล่นบทบาทตัวกลางและปล่อยให้อาเซียนเป็นผู้อำนวยความสะดวกกับไทยและกัมพูชา
แต่จีนจะเสียความน่าเชื่อถือไปพอสมควร เพราะถูกมองว่าแสดงท่าทีไม่ตรงไปตรงมา
หันมาดูท่าทีของสหรัฐบ้าง ซึ่งก็ทำให้คนไทยไม่พอใจจากความเห็นของว่าที่ทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ฌอน โอนีล ที่ได้แสดงความเห็นว่า “สิ่งแรกที่เขาจะทำคือการชี้ให้ประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางสนธิสัญญาเพียงไม่กี่ประเทศของสหรัฐในเอเชียเห็นว่า สงครามและความขัดแย้งเช่นนี้ไม่มีประโยชน์ต่อประชาชนของพวกเขาเลย มันไม่ได้ช่วยเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรของเรา และไม่ได้ช่วยปัญหาที่ท้าทายที่ประเทศของเราทั้งสองกำลังเผชิญอยู่ มันเป็นเพียงการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินโดยไม่จำเป็น”
คนไทยอ่านประโยคนี้แน่นอนว่าต้องไม่พอใจ และยิ่งไม่พอใจไปอีก หลังมีข่าวว่าตัวแทนกองทัพกัมพูชาไปพบผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐประจำอินโด-แปซิฟิก (USINDOPACOM) จนทำให้ทางนั้นมีคำแถลงชี้แจงว่า ที่จริงกำหนดพบปะดังกล่าวถูกกำหนดไว้ล่วงหน้านานแล้ว อีกทั้งยืนยันว่า การสร้างช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้างกับทุกประเทศในภูมิภาค ช่วยส่งเสริมเป้าหมายร่วมกันเพื่อภูมิภาคอินโดแปซิฟิกที่มั่นคงและมั่งคั่งยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ใน 2 ย่อหน้าสุดท้ายของคำชี้แจงเป็นการย้ำเตือนไทยว่า ไทยกับสหรัฐมีความร่วมมือกันและได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐจำนวนกว่าแสนเหรียญสหรัฐ
2 ข่าวนี้อาจทำให้เรารู้สึกว่าทำไมสหรัฐสื่อสารกับไทยไม่ค่อยเป็นมิตรนัก จากข้อมูลวิเคราะห์โอกาสฟื้นความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐนั้น สหรัฐมีความต้องการให้ไทยปรับท่าทีถอยห่างจากจีน เพราะจีนคือชาติคู่แข่งในสายตาสหรัฐ แต่ไทยกลับมองเป็นหุ้นส่วนและไม่คิดเปลี่ยนท่าที
สหรัฐจึงมีข้อสรุปว่าไทยเข้าข้างจีนแล้ว นั่นทำให้ระดับความแน่นแฟ้นจึงผิดแผกจากที่สหรัฐมีให้กับเวียดนามและฟิลิปปินส์
นั่นทำให้ภาษาที่สื่อสารในช่วงหลังๆ ทำไมไม่ค่อยอ่อนโยนกับไทยเลย
ส่วนกัมพูชา ก็มีสัญญาณว่าจะปรับความสัมพันธ์ ในระหว่างที่กัมพูชาเล่นสงครามการข่าวกับไทย ก็ได้ชิงเปิดภาพฮุน เซน คู่กับทรัมป์ โดยขอบคุณประธานาธิบดีสหรัฐในเรื่องภาษีและสนับสนุนการหยุดยิงกับไทย ถึงกับออกตัวเสนอชื่อทรัมป์รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพกันเลย
สัญญาณที่แสดงผ่านภาพและข้อความ ทำให้มีการคาดเดาว่า กัมพูชากำลังเทจีนและไปซบสหรัฐหรือไม่
อีกทั้งในช่วงการสู้รบกับไทย ผู้ใช้โซเชียลในกัมพูชาเรียกร้องให้สหรัฐเข้ามาช่วยเพราะกลัวกองทัพไทยจะบุกกัมพูชา (ซึ่งไม่มีทางทำได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ) หนักถึงขั้นยอมให้ใช้ฐานทัพเรียม ซึ่งจริงๆ แต่เดิมเคยเป็นของสหรัฐในช่วงสงครามเวียดนาม ก่อนที่ฮุน เซน จะยกให้จีนใช้ในปี 2019 และลงทุนปรับปรุงไปมาก แต่กัมพูชาจู่ๆ จะมายกคืนให้เจ้าของเดิม ก็ทำให้จีนไม่พอใจ
โซเชียลจีนต่างแสดงความเห็นว่ากัมพูชาเป็นคนทรยศเนรคุณจีน
เช่นเดียวกับกลุ่มคนโปรจีน-ต้านอเมริกาในไทยก็ถึงกับตื่นเต้น
สหรัฐเองก็ได้โอกาสแยกกัมพูชาออกจากจีนตามยุทธศาสตร์ล้อมกรอบ
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนี้ กำลังทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยุ่งเหยิงจนเลยเถิดหรือไม่
สิ่งที่ต้องย้อนกลับมาใคร่ครวญมากที่สุด คือความขัดแย้งที่กำลังถูกขยายตัวและลากตัวแสดงที่ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งมากมายเข้ามา เหมือนจะทำให้สถานการณ์ไปอีกทางเพื่อมองข้ามวาระที่แท้จริงของความขัดแย้งนี้ว่า เกิดขึ้นมาทำไมและใครได้ประโยชน์จากความขัดแย้งนี้
เหตุการณ์ที่เริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมจนถึงตอนนี้ สิ่งที่เห็นชัดคือ ผลกระทบต่อการเมืองภายในทั้งไทยและกัมพูชา ฝั่งหนึ่งได้โอกาสเพิ่มความนิยม อีกฝั่งเกิดความสั่นคลอนในรัฐบาล ทำให้การทหารมีบทบาทการนำเหนือการเมือง ส่งผลให้คนสองชาติมีอารมณ์หลากหลาย จะอยากทำลายล้างอีกฝ่ายเพราะโจมตีใส่เด็กและคนอ่อนแอ หรือหวาดกลัวต่อการถูกไล่ล่าเพียงเพราะเป็นชาติฝั่งศัตรู
แต่ความขัดแย้งไม่ลงรอยยาวนานนี้ ล้วนมีต้นตอ โดยเฉพาะความเชื่อที่ถูกนำไปผูกกับเขตแดน ตัวปราสาท หรือวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์อันเกรียงไกร หากไม่แก้ไขต้นตอเสียตอนนี้ ความรักและเกลียดชังสุดขั้ว จะชักนำให้นำไปสู่การปะทะด้วยอาวุธครั้งใหม่เรื่อยๆ
ที่สำคัญเราได้เห็นว่า ในการเมือง ผลประโยชน์สำคัญกว่าสิ่งใด การที่จีนบอกว่าไม่ได้สนับสนุนอาวุธให้กัมพูชา สหรัฐบอกเป็นห่วงพันธมิตร กัมพูชาเรียกร้องสันติภาพ (แต่ยังปล่อยข่าวกล่าวหาไทยได้ทุกวัน) ถ้าเราเชื่อทุกคน เราเห็นสายรุ้งกลางสนามรบแล้ว
แต่ในโลกแห่งอำนาจ ผลประโยชน์ทำให้เปลี่ยนข้างได้ไวกว่ากระสุนปืน และคนตัวเล็กๆ ต้องชดใช้ด้วยการถูกทำให้ลืมหาย
จนลืมไปว่า เราทำสงครามเพื่อสนองอำนาจคนบางคน
