bg-single

ท่าทีมหาอำนาจ ในวันที่ไทย-กัมพูชาเปิดหน้ารบ

20.08.2025

บทความพิเศษ | พาราตีรีตีส

ท่าทีมหาอำนาจ

ในวันที่ไทย-กัมพูชาเปิดหน้ารบ

ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ผ่านพ้นการสู้รบด้วยอาวุธมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่สงครามความเกลียดชังที่สาดใส่กัน สงครามบนหน้าสื่อ และการกระทำเชิงยั่วยุให้เกิดการใช้อาวุธกัน ก็ทำให้ยังไม่วางใจได้ว่าความขัดแย้งนี้จะจบลง

และสิ่งที่กำลังจะเห็นต่อจากนี้คือ การยกระดับความขัดแย้งที่เริ่มจากเพียงข้อพิพาทเขตแดนที่ยังไม่ยุติ มาลุกลามเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคและอาจลากไปถึงสงครามตัวแทนระหว่างชาติมหาอำนาจ มีการดึงมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องท่ามกลางสถานการณ์โลกปัจจุบันที่หลายขั้วซับซ้อนในทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วย

ความขัดแย้งนี้จะไปถึงจุดไหน หรือเอาเข้าจริง นี่เป็นเพียงการสร้างเรื่องชวนยุ่งเหยิงเพื่อเป้าหมายทางการเมืองของใครบางคน?

การปะทะใส่กันตลอด 4 วัน ระหว่างไทย-กัมพูชา เราจะเห็นท่าทีของมหาอำนาจที่ต่างออกมาแสดงจุดยืนในรูปแบบที่ต่างกันได้ชัด โดยจีนเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายอดทนอดกลั้น

ขณะที่สหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำขาดว่า หากยังไม่หยุดตีกันก็ไม่ต้องคุยเรื่องข้อตกลงทางภาษี

กล่าวได้ว่า ภาษาที่เรียกร้อง สะท้อนเบื้องหลังความสัมพันธ์ที่มีทั้งไทยและกัมพูชา

โดยจีนมีความสัมพันธ์ทั้งไทยและกัมพูชามานาน อีกทั้งยังแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับ 2 ประเทศอย่างมาก

ส่วนสหรัฐ ทั้งไทยและกัมพูชาก็ถอยห่างเพราะใกล้ชิดกับจีน

ในช่วงที่ปะทะกันด้วยอาวุธใหม่ๆ มีการวิเคราะห์อาวุธที่ทั้งสองฝ่ายใช้ในการสู้รบ ของไทยมีคละกันหลายชาติแต่เน้นระบบ NATO เสียส่วนใหญ่

ส่วนกัมพูชานั้นอาวุธส่วนใหญ่ของเป็นของค่ายรัสเซีย-จีน อย่างเครื่องยิงจรวดยุคโซเวียตอย่าง BM-21 ระเบิดสังหารบุคคลรุ่น PMN-2 จากรัสเซีย ส่วนอาวุธปืน ปืนใหญ่ กระสุนและเครื่องยิงจรวดก็ได้จากจีนที่ผลิตโดย Norinco รัฐวิสาหกิจด้านยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลจีน

ทำให้ในวันที่ 25 กรกฎาคม พ.อ.พิเศษ เซิ่ง เวย รองผู้อำนวยการกองเอเชีย สำนักงานกิจการความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศฯ ได้กล่าวระหว่างหารือกับ พ.อ.ศิวัตม์ รัตนอนันต์ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก และรักษาราชการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง โดยขอให้ทางการไทยฝากสื่อสารถึงคนไทยด้วยว่า

“นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดขึ้นบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนไม่เคยสนับสนุนยุทโธปกรณ์ใดๆ ให้กับกองทัพกัมพูชา เพื่อให้มาใช้โจมตีไทย ยุทโธปกรณ์จีน ที่มีประจำการในกองทัพกัมพูชาล้วนเป็นผลมาจากการดำเนินงานความร่วมมือในอดีตทั้งสิ้น อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมที่ถูกสร้างขึ้น โดยผู้ไม่หวังดี”

ทว่า คนไทยที่ได้อ่านข่าวนี้กลับแสดงความไม่ไว้วางใจจีน มองดูเหมือนจีนร้อนตัวกับสถานการณ์นี้ ซึ่งจีนรู้ดีว่า ความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลนั้นแนบแน่น แต่ระดับประชาชนกลับตรงกันข้าม ยิ่งสถานการณ์ที่ปลุกความโกรธคนในชาติ ใครที่สนับสนุนกัมพูชาแม้แต่อาวุธ หากรู้ว่ามาจากใครก็ถูกมองว่าสมรู้ร่วมคิดด้วย

แต่ทว่าไทยเองก็ใช้อาวุธจากจีนด้วยอย่างรถถัง VT-4 ในการตัดการส่งกำลังบำรุงฝ่ายกัมพูชา

อาจกล่าวได้ว่า จีนเน้นทำการค้ากับทุกฝ่าย เพราะสำหรับจีน เสถียรภาพคือสิ่งสำคัญและไม่ชอบเข้าไปยุ่งกับปัญหา แต่ก็น่าแปลกกับกรณีเมียนมา ที่เลือกเข้าแทรกแซงสนับสนุนรัฐบาลทหารพม่าอย่างเต็มตัว ทั้งการทูตกดดันกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ติดกับจีน ไปจนถึงยุทโธปกรณ์จำพวกปืน กระสุนและโดรนทางการทหาร

จนกลุ่มสิทธิมนุษยชน Justice For Myanmar เรียกร้องนานาชาติคว่ำบาตรบริษัท Norinco ในฐานะผู้ส่งมอบอาวุธให้รัฐบาลเมียนมาใช้เข่นฆ่าประชาชน

พอเป็นไทยกับกัมพูชาที่จีนมีผลประโยชน์ร่วมกัน แม้จีนจะเลือกเล่นบทบาทตัวกลางและปล่อยให้อาเซียนเป็นผู้อำนวยความสะดวกกับไทยและกัมพูชา

แต่จีนจะเสียความน่าเชื่อถือไปพอสมควร เพราะถูกมองว่าแสดงท่าทีไม่ตรงไปตรงมา

หันมาดูท่าทีของสหรัฐบ้าง ซึ่งก็ทำให้คนไทยไม่พอใจจากความเห็นของว่าที่ทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ฌอน โอนีล ที่ได้แสดงความเห็นว่า “สิ่งแรกที่เขาจะทำคือการชี้ให้ประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางสนธิสัญญาเพียงไม่กี่ประเทศของสหรัฐในเอเชียเห็นว่า สงครามและความขัดแย้งเช่นนี้ไม่มีประโยชน์ต่อประชาชนของพวกเขาเลย มันไม่ได้ช่วยเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรของเรา และไม่ได้ช่วยปัญหาที่ท้าทายที่ประเทศของเราทั้งสองกำลังเผชิญอยู่ มันเป็นเพียงการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินโดยไม่จำเป็น”

คนไทยอ่านประโยคนี้แน่นอนว่าต้องไม่พอใจ และยิ่งไม่พอใจไปอีก หลังมีข่าวว่าตัวแทนกองทัพกัมพูชาไปพบผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐประจำอินโด-แปซิฟิก (USINDOPACOM) จนทำให้ทางนั้นมีคำแถลงชี้แจงว่า ที่จริงกำหนดพบปะดังกล่าวถูกกำหนดไว้ล่วงหน้านานแล้ว อีกทั้งยืนยันว่า การสร้างช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้างกับทุกประเทศในภูมิภาค ช่วยส่งเสริมเป้าหมายร่วมกันเพื่อภูมิภาคอินโดแปซิฟิกที่มั่นคงและมั่งคั่งยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ใน 2 ย่อหน้าสุดท้ายของคำชี้แจงเป็นการย้ำเตือนไทยว่า ไทยกับสหรัฐมีความร่วมมือกันและได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐจำนวนกว่าแสนเหรียญสหรัฐ

2 ข่าวนี้อาจทำให้เรารู้สึกว่าทำไมสหรัฐสื่อสารกับไทยไม่ค่อยเป็นมิตรนัก จากข้อมูลวิเคราะห์โอกาสฟื้นความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐนั้น สหรัฐมีความต้องการให้ไทยปรับท่าทีถอยห่างจากจีน เพราะจีนคือชาติคู่แข่งในสายตาสหรัฐ แต่ไทยกลับมองเป็นหุ้นส่วนและไม่คิดเปลี่ยนท่าที

สหรัฐจึงมีข้อสรุปว่าไทยเข้าข้างจีนแล้ว นั่นทำให้ระดับความแน่นแฟ้นจึงผิดแผกจากที่สหรัฐมีให้กับเวียดนามและฟิลิปปินส์

นั่นทำให้ภาษาที่สื่อสารในช่วงหลังๆ ทำไมไม่ค่อยอ่อนโยนกับไทยเลย

ส่วนกัมพูชา ก็มีสัญญาณว่าจะปรับความสัมพันธ์ ในระหว่างที่กัมพูชาเล่นสงครามการข่าวกับไทย ก็ได้ชิงเปิดภาพฮุน เซน คู่กับทรัมป์ โดยขอบคุณประธานาธิบดีสหรัฐในเรื่องภาษีและสนับสนุนการหยุดยิงกับไทย ถึงกับออกตัวเสนอชื่อทรัมป์รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพกันเลย

สัญญาณที่แสดงผ่านภาพและข้อความ ทำให้มีการคาดเดาว่า กัมพูชากำลังเทจีนและไปซบสหรัฐหรือไม่

อีกทั้งในช่วงการสู้รบกับไทย ผู้ใช้โซเชียลในกัมพูชาเรียกร้องให้สหรัฐเข้ามาช่วยเพราะกลัวกองทัพไทยจะบุกกัมพูชา (ซึ่งไม่มีทางทำได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ) หนักถึงขั้นยอมให้ใช้ฐานทัพเรียม ซึ่งจริงๆ แต่เดิมเคยเป็นของสหรัฐในช่วงสงครามเวียดนาม ก่อนที่ฮุน เซน จะยกให้จีนใช้ในปี 2019 และลงทุนปรับปรุงไปมาก แต่กัมพูชาจู่ๆ จะมายกคืนให้เจ้าของเดิม ก็ทำให้จีนไม่พอใจ

โซเชียลจีนต่างแสดงความเห็นว่ากัมพูชาเป็นคนทรยศเนรคุณจีน

เช่นเดียวกับกลุ่มคนโปรจีน-ต้านอเมริกาในไทยก็ถึงกับตื่นเต้น

สหรัฐเองก็ได้โอกาสแยกกัมพูชาออกจากจีนตามยุทธศาสตร์ล้อมกรอบ

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนี้ กำลังทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยุ่งเหยิงจนเลยเถิดหรือไม่

สิ่งที่ต้องย้อนกลับมาใคร่ครวญมากที่สุด คือความขัดแย้งที่กำลังถูกขยายตัวและลากตัวแสดงที่ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งมากมายเข้ามา เหมือนจะทำให้สถานการณ์ไปอีกทางเพื่อมองข้ามวาระที่แท้จริงของความขัดแย้งนี้ว่า เกิดขึ้นมาทำไมและใครได้ประโยชน์จากความขัดแย้งนี้

เหตุการณ์ที่เริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมจนถึงตอนนี้ สิ่งที่เห็นชัดคือ ผลกระทบต่อการเมืองภายในทั้งไทยและกัมพูชา ฝั่งหนึ่งได้โอกาสเพิ่มความนิยม อีกฝั่งเกิดความสั่นคลอนในรัฐบาล ทำให้การทหารมีบทบาทการนำเหนือการเมือง ส่งผลให้คนสองชาติมีอารมณ์หลากหลาย จะอยากทำลายล้างอีกฝ่ายเพราะโจมตีใส่เด็กและคนอ่อนแอ หรือหวาดกลัวต่อการถูกไล่ล่าเพียงเพราะเป็นชาติฝั่งศัตรู

แต่ความขัดแย้งไม่ลงรอยยาวนานนี้ ล้วนมีต้นตอ โดยเฉพาะความเชื่อที่ถูกนำไปผูกกับเขตแดน ตัวปราสาท หรือวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์อันเกรียงไกร หากไม่แก้ไขต้นตอเสียตอนนี้ ความรักและเกลียดชังสุดขั้ว จะชักนำให้นำไปสู่การปะทะด้วยอาวุธครั้งใหม่เรื่อยๆ

ที่สำคัญเราได้เห็นว่า ในการเมือง ผลประโยชน์สำคัญกว่าสิ่งใด การที่จีนบอกว่าไม่ได้สนับสนุนอาวุธให้กัมพูชา สหรัฐบอกเป็นห่วงพันธมิตร กัมพูชาเรียกร้องสันติภาพ (แต่ยังปล่อยข่าวกล่าวหาไทยได้ทุกวัน) ถ้าเราเชื่อทุกคน เราเห็นสายรุ้งกลางสนามรบแล้ว

แต่ในโลกแห่งอำนาจ ผลประโยชน์ทำให้เปลี่ยนข้างได้ไวกว่ากระสุนปืน และคนตัวเล็กๆ ต้องชดใช้ด้วยการถูกทำให้ลืมหาย

จนลืมไปว่า เราทำสงครามเพื่อสนองอำนาจคนบางคน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถไฟฟ้าเชียงใหม่-ลำพูน
เส้นทาง เอก วีสกุล เส้นทาง นายทุน หนังสือพิมพ์ เส้นทาง ‘ไทยใหม่’
World Cup 2026 TRIONDA นวัตกรรมแห่งอนาคตโลกฟุตบอล
พฤษภาเลือด เส้นทาง กระสุน จากอาคารสูง อำนาจ รุนแรง ทะลวงทะลุร่าง
กอดคอมพิวเตอร์ ฝ่าวิกฤตแรมแพง
E-DUANG | วิวาทะ รัฐธรรมนูญ 2560 นิกร จำนง พริษฐ์ วัชรสินธุ
เสียงจากนราธิวาส ! | สุรชาติ บำรุงสุข
บทเรียนเอสซีจี วิกฤต และโอกาส (จบ)
ผีนัต ทำไมต้องเป็นผีตายโหง?
จับตา การบริหาร สกสค.-องค์การค้าฯ ยุคครูไก่-ประเสริฐ ดูแลคุณภาพชีวิตครู
WICKED : FOR GOOD | ‘ชั่วร้ายชั่วนิรันดร์’
ครบรอบ 30 ปี Everything Must Go อัลบั้มที่งดงามที่สุด ของวง Manic Street Preachers