My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
สมรสสร้างชาติ
: การเร่งสร้างพลเมือง (2)
กำเนิดแบบแผนพิธีสมรส
“สมรสสร้างชาติ” เพื่อเพิ่มจำนวนพลเมือง
ในช่วงต้นสงคราม รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม สร้างชาติโดยการจัดสมรสหมู่ขึ้นเพื่อเพิ่มจำนวนพลเมือง ด้วยการก่อตั้ง “องค์การส่งเสริมการสมรส” ขึ้น (1 กันยายน 2485) มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้คนแต่งงานกันมากขึ้น และเพิ่มจำนวนประชากร ด้วยการจัดสมรสหมู่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการแต่งงาน ชักชวนและส่งเสริมให้หนุ่มสาวเห็นประโยชน์ของการแต่งงาน มีการเก็บภาษีคนโสดเพื่อส่งเสริมให้คนหนุ่มรีบมีคู่และแต่งงานสร้างครอบครัว รวมทั้งมีการส่งเสริมการจัดหาคู่ให้กับหนุ่มสาวที่ต้องการเลือกคู่ ช่วยประสานงานในการสู่ขอ ตรวจโรค จัดพิธีสมรส ช่วงเวลานั้นมีการจัดการสมรสหมู่ขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย

กำเนิดแบบแผนพิธีสมรส
นอกจากองค์การส่งเสริมการสมรสแล้ว ยังมีอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในภารกิจ “สมรสสร้างชาติ” คือ สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศเรื่อง “กำหนดการพิธีสมรสของคนไทย” (19 มีนาคม 2486) ที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบพิธี สถานที่ประกอบพิธี เครื่องแต่งกายของเจ้าบ่าวเจ้าสาว จำนวนและเครื่องแต่งกายของเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาว ตลอดจนลำดับขั้นตอนในพิธี เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการประกอบพิธีสมรสของคนไทย กำหนดให้พิธีการสมรสมี 2 ประเภท คือ พิธีการอย่างใหญ่ และพิธีการอย่างย่อ (ธำรงศักดิ์ อายุวัฒนะ, 2498, 141-143 ; เพจหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
แบบแผนการสมรสแบ่งออกเป็น พิธีการอย่างใหญ่ ซึ่งจะมีพิธีสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พระสงฆ์สวดคาถาชัยมงคลด้วย และพิธีการอย่างย่อ ที่มีเพียงประธานหรือผู้มีเกียรติหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และอำนวยพรแก่บ่าวสาว โดยลำดับพิธีสมรส น.ส.พุธิตา ขำบุญลือ นักจดหมายเหตุชำนาญการ สรุปไว้ดังนี้

1.เจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าว (ถ้ามี) ไปยังมณฑลพิธี เจ้าบ่าวนมัสการพระศรีรัตนตรัย ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวนำเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าสาว (ถ้ามี) ไปยังมณฑลพิธี เจ้าสาวนมัสการพระศรีรัตนตรัย ในพิธีสมรส เจ้าสาวอยู่ทางซ้ายเจ้าบ่าวตลอดเวลา เพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวโดยปกติให้มีจำนวนฝ่ายละไม่เกิน 4 คน อยู่หลังเจ้าบ่าวและเจ้าสาวในระยะอันสมควร
2. ประธานในพิธีขึ้นกล่าว จากนั้นเจ้าบ่าวไปคุกเข่าหน้าพระพุทธรูป ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวพาเจ้าสาวไปคุกเข่าเคียงคู่เจ้าบ่าวหน้าพระพุทธรูป ประธานในพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และเจิมให้คู่บ่าวสาว
3. พระสงฆ์ (ถ้ามี) เจริญชัยมงคลคาถา ถ้ามีการจดทะเบียนสมรส ให้คู่สมรสและพยานลงชื่อในทะเบียนสมรส แล้วกลับไปนั่งที่เดิม แขกที่เชิญมาลงชื่อในสมุดสักขีของเจ้าภาพ คู่สมรสประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม (ถ้ามีพระสงฆ์) พระสงฆ์อนุโมทนา คู่สมรสหลั่งน้ำทักษิโณทก (กรวดน้ำ) แล้วนมัสการลาพระศรีรัตนตรัย จากนั้นคู่สมรสพากันเดินผ่านและแสดงความเคารพเพื่อรับพรจากแขกในงาน แขกควรยืนเพื่อให้เกียรติและอำนวยพรคู่สมรส

การดำเนินการของรัฐบาลนำไปสู่การก่อตัวของแบบแผนพิธีการสมรสของไทยขึ้น ที่ประกอบด้วย 1. สถานที่ประกอบพิธี เป็นอาคารสาธารณะ เช่น โรงเรียน สโมสร หรือปูชนียสถานหากต้องการความศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระอุโบสถ์ พระวิหาร 2. การจัดเตรียมสถานที่ ในห้องเตรียมพระพุทธรูปและเครื่องหลั่งพระพุทธมนต์ ในงานสมรสจะมีพิธีสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์หรือสวดคาถาชัยมงคล และการหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ 3. หากจะจดทะเบียนสมรส ณ ที่นั้น ให้เชิญนายทะเบียนท้องถิ่นมาจดทะเบียนสมรส
อย่างไรก็ตาม คาดว่าแบบแผนการสมรสดังกล่าวน่าจะประยุกต์มาจากพิธีการแต่งงานแบบชาวตะวันตกที่แต่งในโบสถ์ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า โดยมีบาทหลวงเป็นสักขีพยานและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้แก่คู่บ่าวสาวตามคริสต์ศาสนามาประยุกต์ใช้ในพระอุโบสถเป็นการทำพิธีต่อหน้าพระพุทธเจ้าแทน
ในครั้งนั้น รัฐบาลได้ให้เหตุผลการจัดพิธีสมรสในพระอุโบสถ์นั้นเป็นมงคลสร้างความสุขความเจริญให้แก่คู่บ่าวสาว และไม่ผิดต่อพุทธศาสนาด้วย ครั้งอดีตนางวิสาขาก็เคยปฏิบัติมาแล้วเช่นกัน (สุรเชษฐ์ สุขลาภกิจ, 2561, 210)

เครื่องแต่งกายบ่าวสาว
สําหรับการแต่งกายของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวนั้น ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดพิธีสมรสของคนไทย และประกาศสภาวัฒนธรรม เรื่อง กำหนดการพิธีมงคลสมรสของคนไทย (12 เมษายน 2486) กำหนดให้เจ้าบ่าวแต่งชุดข้าราชการหรือชุดสากล ส่วนเจ้าสาวให้แต่งเสื้อกระโปรงแพร มีผ้าคลุมศีรษะเป็นผ้าโปร่ง สวมถุงมือ ถุงเท้า รองเท้าสีขาว ถือช่อดอกไม้ผูกแพรแถวขาวยาวๆ มีเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว แขกที่มาร่วมงานลงนามสมุดอวยพร เจ้าบ่าวเจ้าสาวเดินทักทายแขกที่มาร่วมงาน (ธำรงศักดิ์, 2498, 140-144)

พีธีสมรสหมู่สร้างชาติ
ครั้งนั้น องค์การส่งเสริมการสมรสได้จัดพิธีสมรสหมู่ของชาติในจังหวัดพระนครและธนบุรี ณ ทำเนียบสามัคคีชัย ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อ 29 มีนาคม 2486 โดยมีบ่าวสาวเข้าร่วมพิธีจำนวน 73 คู่ และจอมพล ป. นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีดังกล่าว
พิธีการสมรสหมู่ในครั้งนั้นเริ่มจากเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาถึงพิธี เชิญแขกเข้านั่งในพิธี อนุกรรมการนำบ่าวสาวเข้าห้องพิธี กล่าวเชิญจอมพล ป.พิบูลสงคราม จุดธูปเทียน ขานชื่อคู่สมรส บ่าวสาวเคารพประธาน จอมพล ป.เจิมให้บ่าวสาวและหลั่งน้ำพระพุทธมนต์จากสังข์ บ่าวสาวจดทะเบียนสมรส จอมพล ป.ให้โอวาท และประเคนเครื่องไทยธรรม พระสงฆ์สวด คำนับลาประธาน โดยบ่าวสาวจะได้รับใบสำคัญการสมรส หนังสือรับรองขององค์การส่งเสริมการสมรส สามารถใช้ลดหย่อนค่าโดยสารรถไฟครึ่งราคาได้ใน 30 วัน เพื่อส่งเสริมให้ไปพักผ่อน
นอกจากนี้ บุตรคนแรกของคู่สมรสหมู่ที่องค์การส่งเสริมการสมรสประกอบขึ้นยังมีสิทธิ์ได้รับทุนการศึกษาในระดับประถมศึกษาปีละ 80 บาท (ไม่เกิน 5 ปี) อีกด้วย โดยต้องเป็นบุตรที่เกิดในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 265 วัน ภายหลังบิดามารดาสมรสกัน
ต่อมา กระทรวงสาธารณสุขส่งเสริมการสมรสหมู่ให้ขยายไปทั่วประเทศ โดยมีข้าหลวงประจำแต่ละจังหวัดเป็นประธาน เพื่อช่วยดำเนินการเร่งเพิ่มจำนวนประชากรให้มากขึ้นตามนโยบายรัฐบาล และให้ทำการสมรสอย่างมีวัฒนธรรม โดยในวันที่ 7 มกราคม 2487 องค์การส่งเสริมการสมรสส่วนภูมิภาคได้จัดพิธีสมรสหมู่ของชาติทั่วทุกจังหวัดพร้อมกัน เช่น ที่กาญจนบุรี พิษณุโลก ลำปาง อุบลราชธานี พัทลุง และนครศรีธรรมราช เป็นต้น
ทั้งนี้ แบบแผนของการสมรสที่เกิดขึ้นใหม่สมัยสร้างชาติ ได้กลายเป็นแบบแผนของการสมรสของคู่บ่าวสาวไทยจวบจนถึงปัจจุบันและถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งแห่งยุคสมัยน่าประทับใจจนกลายเป็นฉากหนึ่งในท้ายเรื่องนิยายวายเรื่อง นวลตองต้องฤทัย





