บทความพิเศษ | ธเนศวร์ เจริญเมือง
กรัมชี่มองรัฐและสังคมไทย (1)
“ความไม่ต่อเนื่องและความขัดแย้งในสังคมเปิดทางให้ลัทธิอำนาจนิยม (ฟาสซิสต์) ซึ่งจะสนองตอบด้วยรูปแบบความรุนแรงในแนวทางที่เป็น “ทางออก” สำหรับประชาชนซึ่งปรารถนาเอกภาพ, ความก้าวหน้า และความสำเร็จของประเทศ หลังจากที่พวกเขาต้องเผชิญความยากลำบากและยากไร้มาเป็นเวลานาน…”
John S.L. Girling, “Thailand in Gramscian Perspective,” Pacific Affairs. 1984
ความเป็นมา
“อันโตนิโอ กรัมชี่” (1891-1937) นักคิดนักสู้ชาวอิตาเลียน อยู่ในกลุ่มนักคิดที่สร้างสรรค์มากที่สุดจากสำนักลัทธิมาร์กซ์
แม้จะอยู่บนฐานของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม
แต่ความสนใจหลักในด้านทฤษฎีของเขาคือ บทบาทด้านการเมืองและวัฒนธรรม
สำหรับกรัมชี่แล้ว ไม่ว่าในสังคมใด เขาเห็นว่า “วัฒนธรรม” จะให้แนวคิดแก่คนในสังคมนั้นต่อความหมายเกี่ยวกับโลกและแผ่นดินที่พวกเขาอาศัยอยู่ – นั่นคือ วัฒนธรรมที่ปรากฏออกมาเป็นกฎเกณฑ์หรือบรรทัดฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมที่จะต้องสอดรับกับแนวคิดนั้น ในมุมกว้าง เมื่อเขาเน้นที่วัฒนธรรม
นั่นจึงทำให้เขาเป็นบุคคลที่น่าสนใจและน่าติดตามศึกษาเพราะมุมมองทางทฤษฎีของเขาเกี่ยวพันกับสังคมอย่างน่าทึ่ง…
แนวคิดและบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่เน้นคุณูปการสำคัญของกรัมชี่ 2 ข้อในการวิเคราะห์สังคม คือ 1. แนวคิด 2 อย่างที่เชื่อมร้อยกัน (linked theories) คือ ‘อำนาจนำ’ (Hegemony) และ ‘การครอบงำ’ (Domination)
และ 2. ความสำคัญของภาค ‘ประชาสังคม’ (Civil society) ซึ่งหมายถึงสถาบันและกลุ่มก้อนที่อยู่ตรงกลางระหว่างโครงสร้างเศรษฐกิจ กับกลไกของรัฐ (state apparatus) สถาบันที่สำคัญ ได้แก่ สหภาพแรงงาน, สื่อมวลชน, โรงเรียนและมหาวิทยาลัย, ศาล และที่ขาดไม่ได้ คือ พรรคการเมือง
สำหรับกรัมชี่ กิจกรรมของสถาบันต่างๆ ที่กล่าวมาส่งผลสะเทือนโดยตรงต่อฐานะและบทบาทของชนชั้น ในด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความจำเป็นของรัฐที่จะต้องอาศัยกำลังเพื่อการปกครองต่อไป
กำลัง (forces) ยังเป็นฐานสำหรับ ‘อำนาจนำ’ คือ การนำโดยประชาชนให้การยอมรับ
ในทางตรงกันข้าม หากจะต้องใช้กำลังแบบเห็นกันจะจะโดยผู้ครองอำนาจทางเศรษฐกิจหรืออำนาจการเมืองนั่นคือ การครอบงำ
กรัมชี่ได้แนวคิดต่างๆ ที่กล่าวมานี้จากประสบการณ์ตรงของเขาเอง ตั้งแต่อิตาลีเริ่มเป็นรัฐฟาสซิสต์ในช่วงทศวรรษ 1920 และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ อำนาจฟาสซิสต์แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในทศวรรษถัดไป
นักลัทธิมาร์กซ์ที่เคร่งทฤษฎี (Orthodox Marxists) มักบอกว่าลัทธิฟาสซิสต์เป็นอาการกระตุกระยะสุดท้ายของทุนนิยมก่อนที่จะสิ้นลม ซึ่งแน่นอนว่า เป็นการอธิบายที่ไม่ได้ความยิ่งที่ฟาสซิสต์แข็งแกร่งปานนั้น แถมมีมวลชนจำนวนมากทั้งชาวนาและกรรมกรที่ให้การสนับสนุน
ส่วนพวกเสรีนิยมและพวกประชาธิปไตยซึ่งสนับสนุนสังคมพหุนิยม ลัทธิฟาสซิสต์ที่ใช้ความรุนแรงและการกดทับเสรีภาพทางการเมือง ก็จะถูกมองว่านั่นคือ เผด็จการที่โหดร้าย หรือเป็นการครอบงำ
ด้วยเหตุนั้น ทฤษฎีพหุนิยม (Pluralism) ก็อธิบายไม่ได้เช่นกันว่า แล้วเหตุใดจึงมีผู้คนจำนวนมากหันไปยอมรับ หรือสนับสนุนระบอบการปกครองแบบฟาสซิสต์อย่างเปิดเผย?
กรัมชี่จึงเห็นว่าระบอบฟาสซิสต์ไม่อาจนับได้ว่าอธิบายได้ด้วยมุมมองลัทธิมาร์กซ์ด้านเศรษฐกิจหรือแนวการเมืองล้วนๆ แบบพหุนิยม
แต่ควรจะมองไปที่ประสบการณ์ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์
ในทัศนะของกรัมชี่ อิตาลีในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มิได้เปลี่ยนไปสู่ระบบทุนนิยมอย่างเต็มที่ แต่ก็มิใช่เป็นแบบศักดินาล้วนๆ ต่างจากฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติในปี 1789 เพราะที่อิตาลีตอนเหนือ ระบบทุนพัฒนาไปไกลมาก แต่อิตาลีตอนใต้กลับถูกควบคุมด้วยเจ้าที่ดินใหญ่ในภาคเกษตร
การประนีประนอมและทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการเมืองอิตาลียุคต่อมาจึงสะท้อนให้เห็นความไม่สมบูรณ์ของสังคมอิตาลี นั่นคือ ส่วนหนึ่งยังฝังอยู่กับอดีต แต่อีกส่วนหนึ่งไปสู่อนาคตแล้ว
บทสรุปของเกอร์ลิ่ง ต่ออิตาลีที่ได้กล่าวมาอาจเสนอ “ตัวแบบ” (Model) อันหนึ่งให้เราได้ในการวิเคราะห์ประเทศในโลกที่ 3 เพราะประเทศเหล่านั้นพัฒนามาจากสังคมดั้งเดิมหรือสังคมผสมและก้าวเข้าสู่รัฐแบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอิตาลียุคต้นศตวรรษที่ 20 หรือประเทศโลกที่ 3 ในปัจจุบัน เรามักจะพบข้อแตกต่างระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร นั่นคือลักษณะของชาวนาที่คร่อมไปมาระหว่างการติดอยู่กับความอยากที่จะครอบครองที่ดิน แต่ก็พร้อมที่จะเป็นพลังปฏิวัติหากสูญเสียที่ดิน, การคงอยู่ของแนวคิดและพฤติกรรมศักดินา, และบทบาทที่สำคัญของรัฐ โดยเฉพาะในยามที่ภาคประชาสังคมมีทั้งไม่สุกงอมหรือไม่แกร่งพอที่จะแสดงบทบาทการนำ
ในแง่ดังกล่าว บทวิเคราะห์ของกรัมชี่ต่อสังคมอิตาลี ที่อยู่ในระยะผ่าน, แนวคิดเรื่องอำนาจนำและการครอบงำที่เชื่อมร้อยกันกับวัฒนธรรมและประชาสังคมน่าจะช่วยการมองเห็นสถานการณ์ปัจจุบันของสังคมไทยและแนวโน้มได้เป็นอย่างดี
ข้างบนนี้เป็นผลงานของ John S. Girling นักรัฐศาสตร์ซึ่งได้นำเอาทัศนะและแง่มุมของ อันโตนิโอ กรัมชี่ – นักลัทธิมาร์กซ์ชื่อดังชาวอิตาเลียน มาประมวลและอธิบายการเมืองไทยได้อย่างน่าสนใจ
งานของจอห์น เกอร์ลิ่ง ชิ้นนี้เขียนในปี 1983 (พ.ศ.2526) พูดถึงสถานการณ์ทางการเมืองของสังคมไทยในขณะนั้น
ความน่าทึ่งของบทความชิ้นนี้คือ นอกจากการนำเอาแนวคิดของกรัมชี่มามองสังคมและการเมืองไทย ยังมีการเปรียบเทียบกับสภาพเศรษฐกิจสังคมและการเมืองระหว่างอิตาลีกับรัฐอื่น ที่กำลังพัฒนาด้วย
สังคมและรัฐไทยในมุมมองแบบกรัมชี่
ในห้วงศตวรรษที่ผ่านมา รัฐไทยมีลักษณะเป็นรัฐราชการ (Bureaucratic Polity, มีบางคนแปลเป็นไทยว่า รัฐอำมาตยา) เป็นสำคัญ อำนาจการเมืองเป็นของข้าราชการทหารและพลเรือน ไม่ใช่ของรัฐสภา การเมืองเป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจภายในระบบราชการ
การใช้มุมมองลัทธิมาร์กซ์มาอธิบายโครงสร้างเศรษฐกิจระหว่างประเทศและเศรษฐกิจภายในที่คนจีนควบคุมว่ามีบทบาทสำคัญในการกำหนดสังคม หรือการใช้แนวคิดแบบพหุนิยมว่าด้วยผลประโยชน์แบบเสรีและผสมผสานย่อมไม่อาจอธิบายได้ชัดเจนว่า อำนาจราชการเติบใหญ่และแข็งแกร่งยิ่งขึ้นมาได้อย่างไร
ลัทธิฟาสซิสต์ของอิตาลีเติบโตมาอย่างไร รัฐราชการของไทยก็อธิบายได้ด้วยแนวทางเดียวกัน นั่นคือ แนวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
สำหรับรัฐไทย
1. มีประสบการณ์ประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะเฉพาะบางอย่างต่างจากรัฐอุษาคเนย์อื่นๆ กล่าวคือ ไทยมิได้ตกเป็นอาณานิคม ส่งผลให้อำนาจของระบบราชการไทยอยู่ได้นาน และมีโครงสร้างการนำและอุดมการณ์ที่ต่อเนื่องกันอย่างมาก (remarkable continuity) ผิดกับรัฐอื่นๆ ที่ประสบปัญหาทั้ง 2 ฝ่าย คือ ชนชั้นนำและมวลชน นั่นคือ การแตกกระจายและไร้ทิศทาง เนื่องจากการตกเป็นรัฐเมืองขึ้น
2. ยังมีอีก 3 ปัจจัยที่ทำให้ชนชั้นนำไทยมีทั้งบทบาทด้านสร้างสรรค์และบีบบังคับ ได้แก่
1. การพัฒนาชนชั้นนำให้ทันสมัย (Dynastic modernization)
2. การแบ่งแยกชนชั้นในสังคมที่ล่าช้า (Late social differentiation)
และ 3. การแบ่งงานแบบตามชนชาติ (an ethnic division of labor)
ปัจจัยแรก คือการปฏิรูปซึ่งเริ่มในสมัยรัชกาลที่ 5 มีทั้งการปรับปรุงระบบการคลังและการบริหาร การปฏิรูปเศรษฐกิจเพิ่มรายได้อย่างมากให้แก่รัฐ การจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ (รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าใน 1 ทศวรรษ) แต่ละกระทรวงได้รับการช่วยเหลือจากที่ปรึกษาต่างชาติ มีการปรับระบบเงินเดือน หน้าที่และความรับผิดชอบ และระบบราชการขยายไปสู่ต่างจังหวัด การจัดระบบการศึกษาและศาลแบบตะวันตก ทางรถไฟออกสู่ภูมิภาคต่างๆ และการปฏิรูปกองทัพ ฯลฯ
ปัจจัยที่ 2 การปลดปล่อยไพร่ออกจากระบบศักดินา ไพร่กลายเป็นเสรีชนออกไปหักร้างถางพงในป่าและเพาะปลูกผลิตสินค้าเพื่อตัวเอง กล่าวได้ว่า แรงงานส่วนใหญ่ในภาคเกษตรคือ ชาวนาเสรีที่เป็นเจ้าของที่ดินขนาดเล็ก
ปัจจัยที่ 3 การแบ่งงานแบบตามชนชาติ ในระยะต้นๆ คนจีนโพ้นทะเลเข้าไปมีบทบาทอย่างมาก คือมาเป็นคนงาน พ่อค้า เจ้าหน้าที่เก็บภาษี-อากร ตลอดจนเป็นแรงงานรับจ้างขุดถนน ขุดคลอง ทำทางรถไฟ ทำงานในโรงสี, โรงเลื่อย และเหมืองแร่
ส่วนคนไทยที่เคยเป็นไพร่-ทาสก็เป็นเกษตรกรเสรีขนาดย่อม ฯลฯ
โดยสรุป เราได้เห็นราชวงศ์ชนชั้นนำที่ปฏิรูปตนเอง ส่งผลให้ชาวนามีโอกาสเป็นเจ้าของที่ดินหรือได้ทำการเกษตร คนจีนมีรายได้จากงานต่างๆ และชนชั้นนำใหม่ที่มิใช่ขุนนางรวมทั้งชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตได้ตำแหน่งเป็นข้าราชการของรัฐ ส่วนการแปลกแยกทางสังคมของกลุ่มคนเหล่านี้เกิดขึ้นภายหลัง
สถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองเปลี่ยนไปหลังจากนั้น กล่าวคือ ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นไป ด้านเศรษฐกิจ ความมั่งคั่งพรั่งพรูสู่ชนชั้นสูงและกลุ่มนายทุนชาวจีนท่ามกลางความเติบโตจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสากล แต่การเติบใหญ่และความคาดหวังของชนชั้นกลาง การเติบโตของสถาบันการศึกษาชั้นสูง และเศรษฐกิจภาคบริการ พร้อมๆ กับระบอบการปกครองแบบทหารที่ยังคงอยู่ แต่ภาคประชาสังคมก็เริ่มมีบทบาท ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมโตขึ้นรอบๆ กรุงเทพฯ พร้อมกับเศรษฐกิจภาคเกษตรแบบใหม่ แต่ชุมชนเมืองและความแออัดขยายตัวอย่างรวดเร็ว การถือครองที่ดินลดน้อยลงจนถึงภาวะไร้ที่ดินทำกิน
การเรียกร้องของนักศึกษาและชนชั้นกลางเพื่อประชาธิปไตยในปี 1973 ติดตามด้วยระบอบรัฐสภาที่เพิ่งเริ่มต้นอีกครั้ง และการปฏิวัติสังคมนิยมของอินโดจีนในปี 1975 ขณะที่ภาคประชาสังคมมีทั้งการเรียกร้องสิทธิต่างๆ การแก้ไขปัญหาโครงสร้างให้มากขึ้น และขบวนการต่อสู้เพื่อ “ชาวนา-กรรมกร” ก็ตามมาติดๆ ส่งผลให้ระบอบเผด็จการทหารกลับมาอีกครั้งในปีถัดมา
ต่อจากนั้น สังคมไทยก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ระบอบอนุรักษนิยมอีกครั้ง คราวนี้ในรูปแบบผสมระหว่างระบบราชการกับรัฐสภา (Bureaucratic-parliamentary compromise) ที่ยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน (หมายถึงปี พ.ศ.2527 – ค.ศ.1984)
