บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล
ลัทธิพวกพ้องกับลัทธิชาตินิยม
ในสภาวะที่ลัทธิชาตินิยมท่วมท้น คำถามน่าคิดก็คือ เราสามารถชาตินิยมโดยไม่คลั่งชาติได้หรือไม่? เรารักชาติแต่ไม่ชาตินิยมได้หรือไม่?
คำถามทั้งสองสะท้อนว่า ทั้งรักชาติ ชาตินิยม และคลั่งชาติ มันปนกันเหลื่อมซ้อนทับกันไปหมด ผมขอยืนยันว่านักวิชาการก็ใช้คำเหล่านี้โดยอาจเข้าใจไม่ตรงกันเช่นกัน และไม่มีผู้ใดกำหนดความหมายที่ถูกต้องแต่ผู้เดียว
ในบทความนี้ ผมขอพิจารณาถึง “ชาตินิยม” เป็นแกน ด้วยหวังว่าอาจช่วยให้เห็นความหมายของความรักชาติและคลั่งชาติที่เกี่ยวพันกันได้ดีขึ้นบ้าง แต่ขอออกตัวก่อนว่าอย่างไรเสียผมคงไม่มีความสามารถกำหนดนิยามที่ชัดเจนถูกต้องได้
ก่อนอื่นลองมาประมวลกันว่าคนพูดถึงชาตินิยมคลั่งชาติในแบบไหนบ้าง
1.หลายคนพยายามแยกแยะว่าความรักชาติกับชาตินิยมไม่เหมือนกัน แต่ทว่าทั้งสองอย่างมีพื้นฐานอยู่บนสัญชาตญาณรักพวกพ้อง ซึ่งเป็นปกติของสัตว์สังคมอย่างมนุษย์ ผมจึงไม่แน่ใจว่าสองอย่างนี้ต่างกันชัดเจนในแง่ใดบ้าง
หลายคนเสนอว่า ความรักชาติเป็นเรื่องดีเพราะเป็นแรงบันดาลใจให้เรากระทำการต่างๆ เพื่อส่วนรวม แต่ชาตินิยมเป็นเรื่องไม่ดีเพราะทำให้เราเข้าข้างตัวเองมากเกินไปและเห็นคนอื่นในเชิงลบ ถึงขนาดเกลียดหรือเป็นศัตรูได้ ถ้ายอมรับเช่นนั้น คำถามน่าคิดก็คือ มีเหตุปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนความรักชาติให้กลายเป็นชาตินิยมที่เกลียดชาติอื่นได้หรือไม่ ได้ง่ายหรือยาก
2. หลายคนเรียกอาการคลั่งชาติว่าเป็นชาตินิยมที่ “ขาดสติ” ผมเองก็เคยกล่าวเช่นนั้น ราวกับว่าสติเท่านั้นที่เป็นวาล์วเปิดปิดกำกับให้ความรักชาติและชาตินิยมอยู่ในระดับพอควรได้
สติในที่นี้เป็นการพูดตามวาทกรรมแบบพุทธว่าเราจะต้องไม่ประมาท จะได้ไม่พลาด ดังนั้น หมายความว่าความคลั่งชาติเป็นความประมาทจนพลาดประเภทหนึ่ง (ในสำนวนภาษาอังกฤษจะบอกว่าให้ใช้สมองหน่อย มีนัยว่าความคลั่งชาติเป็นผลลัพธ์ของการไม่ใช้สมอง)
ทัศนะเช่นนี้เสนอแนะไปในตัวว่า ความรักชาติและชาตินิยมที่มีสติไม่น่าจะกลายเป็นความคลั่งชาติไปได้ ความต่างอยู่ตรงสติ คำถามตามมาก็คือ ควรต้องทำอะไรบ้างจึงจะไม่ขาดสติ
3. หลายคนเรียกว่าชาตินิยมล้นเกิน นั่นหมายถึงว่าถ้าหากมีชาตินิยมระดับพอเพียง ก็ถือเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ แต่หากมากเกินไปกลับกลายเป็นเรื่องแย่
นั่นหมายความว่าความต่างอยู่ตรงปริมาณหรือดีกรีความเข้มข้น ถ้าเช่นนั้น…เป็นปริมาณหรือความเข้มข้นของอะไร ของความเกลียดชังหรือของเหตุผล หรืออย่างอื่น ถ้าหากปริมาณของสิ่งนั้นมากไปหรือน้อยไปทำให้ขาดสติ ควรต้องทำอย่างไรจึงจะไม่เสพชาตินิยมมากเกินไป ทำอย่างไรจึงจะจำกัดไม่ให้ดีกรีของความรักพวกพ้องในชาติเดียวกันมีปริมาณมากเกินไปจนกลายเป็นเกลียดคนอื่น นี่คงเป็นหนทางหนึ่งเพื่อหาคำตอบว่าต้องทำอย่างไรจึงจะไม่คลั่งชาติ
4. หลายคนกล่าวว่า ความคลั่งชาติและชาตินิยมที่เกิดขึ้นเป็นเสนาชาตินิยมที่สนับสนุนลัทธิทหารและเป็นราชาชาตินิยม ไม่ใช่ชาตินิยมของประชาชน
ทัศนะนี้เห็นว่าหากเราถือเอาว่าชาติต้องหมายถึงประชาชน ยึดมั่นในผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ก็น่าจะช่วยให้มีสติและไม่ล้นเกิน จะยังคงเป็นความรักชาติได้ ไม่กลายเป็นความคลั่งชาติ
กล่าวโดยสรุป ผมไม่แน่ใจว่า 1) ความรักชาติกับชาตินิยมต่างกันมากนัก และ 2) ชาตินิยมกับคลั่งชาติต่างกันมากนัก หลายคนเห็นว่าคู่แรกเป็นความต่างกันที่ดีกรีความเข้มข้น ส่วนคู่หลังต่างกันที่ขาดสติหรือไม่
ลัทธิชาตินิยมเป็นลัทธิพวกพ้องชนิดหนึ่ง ลัทธิพวกพ้องไม่ว่าชนิดไหนมีอิทธิพลต่อปัจเจกชนในสองแง่พร้อมๆ กันเสมอ
หนึ่ง สร้างอัตลักษณ์รวมหมู่ (collective identity) ให้กับปัจเจกชนเข้าสังกัด มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้ ตามปกติต้องแสวงหากลุ่มหรือพวกที่ตนเองเข้าสังกัดให้ได้ ลัทธิพวกพ้องทำให้ปัจเจกชนมีพลังมากขึ้นจากการเป็นส่วนหนึ่งของคนหมู่มาก
สอง ลดทอนหรือสลายความแตกต่างระหว่างปัจเจกชนลง ทดแทนด้วยความรู้สึกร่วมของกลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ร่วมกัน จึงสามารถนำไปสู่การกระทำรวมหมู่ด้วยกันได้ พลังของลัทธิพวกพ้องอยู่ตรงที่สามารถซ่อนหรือบดบังความต่างของปัจเจกชนได้
ราลองมาพิจารณากันสักหน่อยว่าคุณลักษณะของลัทธิพวกพ้องเป็นอย่างไร
ประการแรก มีอัตลักษณ์ที่ก่อให้เกิดลัทธิพวกพ้องได้หลายชนิดและเปลี่ยนแปลงไปในเวลาต่างๆ ทั้งในประวัติศาสตร์และเปลี่ยนไปตามจังหวะชีวิตของบุคคล เช่น โรงเรียนหรือสถาบันเดียวกันมีความสำคัญมากในวัยหนึ่ง แต่มักจะลดลงเมื่อมีอัตลักษณ์ชนิดอื่นที่สำคัญมากกว่าต่อชีวิตของคนคนนั้น เช่น (หมู่) บ้าน จังหวัด ภูมิภาค หรือชาติเดียวกัน
สถาบันการศึกษาเป็นอัตลักษณ์ที่ใหม่กว่าบ้านเดียวกัน ชาติ เป็นอัตลักษณ์ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในสังคมไทยเมื่อประมาณ 100 กว่าปีมานี้เอง เป็นของใหม่กว่าการที่คนเราระบุสังกัดด้วยบ้าน ชาติพันธุ์ ภาษา หรือศาสนานิกายเดียวกัน แต่ในปัจจุบันน่าจะสำคัญต่อชีวิตเรามากกว่าชาติพันธุ์หรือศาสนาไปแล้ว
ประการที่สอง ตามปกติคนคนหนึ่งสามารถสังกัดพวกพ้องได้มากกว่าหนึ่งพวกในเวลาเดียวกัน แต่ตามปกติแล้วพวกพ้องนานาประเภทเหล่านั้นมักมีความสำคัญไม่เท่ากัน หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่ามีศักดิ์สูงต่ำต่างกัน เช่น เราไม่รู้สึกร่วมเมื่อเห็นนักเรียนสองโรงเรียนตีกัน เพราะเราไม่สังกัดทั้งสองโรงเรียน และเพราะเราตระหนักว่านักเรียนทั้งสองโรงเรียนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมซึ่งใหญ่กว่าโรงเรียน โรงเรียนมีศักดิ์หรือความสำคัญต่ำกว่าชาติ
หลายคนไม่รู้สึกหลงใหลคลั่งไคล้ภูมิภาคนิยม อาจเพราะเขาไม่ได้มาจากภูมิภาคนั้น แต่อีกเหตุหนึ่งก็คือ เพราะเขามีอัตลักษณ์ที่มีความสำคัญกว่าอัตลักษณ์ภูมิภาคหนึ่งๆ เช่น ชาติ
สมัยหนึ่งคนจีนต่างภาษา ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว กวางตุ้ง เข้าปะทะโรมรันพันตูกันเพราะถือว่าต่างภาษาเท่ากับเป็น “คนอื่น” ต่อมาเขาทั้งหลายล้วนพัฒนาความรู้สึกเป็น “จีน” ด้วยกันทั้งนั้น ความต่างของภาษาถูกลดความสำคัญลง ในขณะที่อัตลักษณ์อย่างอื่นสำคัญกว่าหรือมีระดับสูงกว่า
ในโลกปัจจุบัน ความเป็นชาติมีความสำคัญกว่าหรือมีศักดิ์สูงกว่าพวกพ้องชนิดอื่นๆ เหล่านั้น
(บางกรณีอาจจัดลำดับศักดิ์สูงต่ำได้ยากหรือแล้วแต่คนและสถานการณ์ เช่น ครอบครัวกับเครือญาติสกุลเดียวกันอะไรสำคัญกว่ากัน แต่ปกติก็ต้องจัดลำดับความสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่งจึงจะใช้ชีวิตปกติได้)
ประการที่สาม ความสำคัญของพวกพ้องสังกัดไหน ย่อมขึ้นอยู่กับว่าพวกพ้องไหนจำเป็นต่อความอยู่รอดของเรา หรือทำให้ชีวิตของเรามีความหมายกว่ากัน
เรารับรู้ถึงความสำคัญที่ต่างกันได้ทั้งโดยประสบการณ์ตรงและโดยการคาดคำนวณ (จากข่าวสาร ความรู้และอุดมการณ์ ซึ่งอาจดูเป็นการล่องลอยห่างไกลตัว แต่อาจมีอิทธิพลต่อความคิดของเราในการจัดความสำคัญได้) เช่น แฟนทีมฟุตบอลเป็นพวกพ้องที่มีอิทธิพลเฉพาะในแง่ที่เกี่ยวกับการแข่งขันเท่านั้น มักไม่มีความสำคัญนอกเหนือไปจากนั้น
ชาวบางระจันสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองให้ความสำคัญกับการปกป้อง “บ้าน” ของตนมากกว่ากรุงศรีอยุธยา ซึ่งห่างไกล แถมเราไม่รู้ว่าพวกเขาถืออยุธยาเป็นพวกเดียวกันหรือเป็นผู้ขูดรีดกันแน่
ในสมัยหนึ่งกษัตริย์พิษณุโลกก็เข้าข้างผู้ชนะสิบทิศอย่างบุเรงนองผู้มีบุญบารมีสูงส่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นคนต่างเผ่าพันธุ์ต่างบ้านต่างเมืองก็ตาม
แต่สมัยนี้ ทั้งชาวบางระจันและเจ้าเมืองพิษณุโลกคงเอาใจช่วยไทยในกรณีพิพาทกับกัมพูชาเป็นแน่
ประการที่สี่ น่าสนใจมากๆ ว่า พวกพ้องซึ่งใกล้ชิดกับชีวิตตามธรรมชาติ (ครอบครัว เครือญาติ) มักมีความสำคัญต่อปัจเจกชนมากกว่า แต่พวกพ้องซึ่งเป็นอัตลักษณ์ทางสังคม (จังหวัด ภูมิภาค ศาสนา ชาติ) มักจะมีความสำคัญเหนือกว่าตามหลักการว่าส่วนรวมย่อมสำคัญกว่าส่วนตัว ตามที่อุดมการณ์นานาชนิด (ทั้งซ้ายและขวา ทุกชาติและทุกศาสนา) พร่ำสอน
แต่ว่ามีพวกพ้องแค่ไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่สามารถทำให้คนคนหนึ่งยอมเสียสละชีวิตให้ได้ อย่างหนึ่งคือพวกพ้องที่ผูกพันกับชีวิตของปัจเจกชนที่สุดและเป็นส่วนตัวที่สุด ได้แก่ ครอบครัว และอีกอย่างคือลัทธิพวกพ้องที่ไกลจากชีวิตของปัจเจกชนที่สุดแต่ทรงอานุภาพทางอุดมการณ์ที่สุดเพราะถือกันว่าเป็นอัตลักษณ์ที่มีศักดิ์สูงสุดของสังคมแต่ละยุคสมัย ได้แก่ ศาสนา (พระเจ้า) พระราชา และชาติ
การเสียสละชีวิตให้กับครอบครัวในยามจำเป็นเมื่อตกอยู่ในอันตราย อธิบายได้ด้วยสัญชาตญาณความต้องการอยู่รอดของสัตว์สังคมที่มีหน่วยย่อยที่สุดคือครอบครัว แต่น่าคิดว่าจะอธิบายการเสียสละชีวิตให้กับอัตลักษณ์ส่วนรวมสูงสุดของยุคสมัย คือ ศาสนา พระราชา และชาติ ด้วยเหตุผลเดียวกันได้หรือไม่
มีทางอธิบายด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับจิตวิทยาหรือชีววิทยาได้หรือไม่ เพราะอุดมการณ์ที่หล่อหลอมให้จงรักภักดีต่ออัตลักษณ์ส่วนรวมสูงสุดของยุคสมัยเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคม ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือระเบียบโลกและจักรวาลทั้งสิ้น
นอกจากนั้น ในขณะที่การเสียสละเพื่อครอบครัวมักจะไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์หลงใหลถึงขนาดคลั่ง แต่ความจงรักภักดีต่ออัตลักษณ์ที่สูงสุดในทุกยุคสมัยสามารถจะทำให้เกิดอาการคลั่งศาสนา คลั่งเจ้า และคลั่งชาติได้
นักวิชาการจำนวนไม่น้อยพยายามตอบปัญหานี้ เช่น สามารถอธิบายได้ว่าทำไมชาตินิยมจึงกลายเป็นอุดมการณ์สำคัญของมนุษย์สมัยใหม่ แต่ในความเห็นของผม ยังไม่มีใครตอบได้อย่างน่าพอใจว่าทำไมคนเราจึงคลั่งชาติได้ และยอมเสียสละชีวิตให้กับชาติได้
คำตอบที่มักได้ยินเสมอๆ ก็คือ เพราะชาติสำคัญต่อความอยู่รอดของสมาชิกในสังกัดของชาติ
คำถามต่อเนื่องจึงมีอยู่ว่า จริงหรือ? ทำไมหรือทำอย่างไรคนจำนวนมากจึงพากันเชื่อเช่นนั้น?
ทำไมหรือทำอย่างไรพวกเขาจึงคลั่งชาติได้ ขอสารภาพว่าผมก็ตอบไม่ได้อย่างที่ตัวเองพอใจ
