Technical Time-Out | SearchSri
กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการลูกหนังโลกอย่างแท้จริงสำหรับไอเดียการเปิดขาย หุ้นฟุตบอลโลก ซึ่ง จานนี่ อินฟานติโน่ ประธาน สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) นำเสนอด้วยความมั่นใจ ก่อนจะพับแผนเก็บในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ หลังโดนกระแสต่อต้านอย่างหนัก
ไล่เรียงไทม์ไลน์คร่าวๆ เริ่มจากวันที่ 28 กรกฎาคม ฟีฟ่าประกาศว่ามีแผนจะตั้งบริษัทลูกขึ้นมาใช้ชื่อว่า ฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (FFE) มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (660,000 ล้านบาท) ครอบคลุมการแข่งขันฟุตบอลโลกและอีเวนต์อื่นๆ ทั้งหมดในความดูแลของฟีฟ่า
โดยระบุว่าจะแบ่งสิทธิ์หรือ “หุ้น” ของบริษัทนี้ให้นักลงทุนเอกชนถือครอง 20 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่า 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (138,600 ล้านบาท)
ไม่นานหลังฟีฟ่าประกาศแผนดังกล่าว สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ก็ออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยระบุว่าฟีฟ่ากระทำการ “ล้ำเส้น” ไปมาก เพราะ “ฟุตบอล” เป็นของทุกคน ไม่ใช่ของบุคคลใด และไม่ใช่กรรมสิทธิ์ที่ฟีฟ่าจะเอามา “ขาย” แบบนี้
ต่อมา สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน (คอนคาเคฟ) ก็แถลงตามมาว่า ทราบเรื่องนี้ผ่านสื่อพร้อมกับคนทั่วไป เป็นกังวลกับเรื่องนี้เพราะฟีฟ่าตัดสินใจโดยไม่ถามความเห็นของสหพันธ์และสมาพันธ์ฟุตบอลภูมิภาคต่างๆ เลย
ด้าน สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) สำทับว่า ผิดหวังกับกระบวนการของฟีฟ่าที่ประกาศแผนโดยไม่ถามความเห็นของสมาพันธ์และสหพันธ์ฟุตบอลภูมิภาคต่างๆ ทั้งที่การดำเนินการเรื่องนี้ควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและการบริหารจัดการที่ดี

วันถัดมา สื่อแฉว่า อินฟานติโน่ส่งหนังสือถึงสมาคมฟุตบอลประเทศสมาชิกแจ้งว่า แต่ละสมาคมจะได้รับเงินอุดหนุนชาติละ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,320 ล้านบาท) คิดเป็นเงินรวม 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (330,000 ล้านบาท) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมปีหน้า หากโหวตรับแผนขายหุ้นบอลโลกในการประชุมวันที่ 19 กันยายน แต่หากไม่รับ เงินก้อนดังกล่าวจะเหลือเพียง 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (89,100 ล้านบาท)
วันที่ 30 กรกฎาคม 55 ชาติสมาชิกยูฟ่าประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือในประเด็นดังกล่าว และลงมติเอกฉันท์จะบอยคอตการแข่งขันฟุตบอลโลกและรายการอื่นๆ ในความดูแลของฟีฟ่า
พร้อมย้ำว่า เวิลด์คัพเป็นมรดกทางกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการลูกหนัง สร้างขึ้นโดยนักเตะ ทีมชาติ และแฟนบอลทั่วโลกผ่านหลายเจเนอเรชั่น ไม่ควรมีส่วนหนึ่งส่วนใดของการแข่งขันตกเป็นของนักลงทุนรายบุคคลทั้งสิ้น
ในวันเดียวกัน คอนคาเคฟก็ประชุมด่วนและแถลงว่า 41 ชาติสมาชิกปฏิเสธแผนงานของฟีฟ่า
ส่วน ชีกซัลมาน บิน เอบราฮิม อัล คาลิฟา ประธานเอเอฟซี ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง 47 ชาติสมาชิกลูกหนังเอเชียว่า การกระทำโดยพลการของฟีฟ่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะเจตนามองข้ามองค์กรระดับทวีป ทั้งที่การทำงานควรโปร่งใสและเป็นหนึ่งเดียวกัน
ถึงแม้จะโดนกระแสต่อต้านอย่างหนัก แต่วันที่ 31 กรกฎาคม หรือ 3 วันให้หลังจากการประกาศแผนงานดังกล่าว ฟีฟ่าก็ยังออกแถลงการณ์ยืนยันจะเดินหน้าเรื่องขายหุ้นบอลโลกต่อไป พร้อมโทษว่าเป็นการนำเสนอข่าวที่ผิดพลาดของสื่อ และยืนยันเรื่องกระบวนการหารือกับชาติสมาชิกเพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องก่อนการโหวต
วันเดียวกัน เอเอฟซีก็ประกาศตัวยืนหยัดฝั่งเดียวกับยูฟ่าและคอนคาเคฟในการคัดค้านแผนงานของฟีฟ่า
ต่อมา คาร์ลอส คอร์ไดโร่ ที่ปรึกษาอาวุโสของอินฟานติโน่ ลาออกจากตำแหน่งเพื่อประท้วงแผนของฟีฟ่า

สุดท้ายหลังทนกระแสกดดันไม่ไหว ในวันที่ 31 กรกฎาคม อินฟานติโน่ก็แถลงว่า ฟีฟ่าได้ยกเลิกแผนการขายหุ้นฟุตบอลโลกแล้ว โดยระบุว่า หลังจากได้รับฟังเสียงสะท้อนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็เห็นว่าโปรเจ็กต์นี้สร้างความแตกแยกมากเกินไป แม้ว่าจะมีคนให้การสนับสนุนด้วยก็ตาม
เทียบกับท่าทีไม่ยี่หระของอินฟานติโน่ในหลายๆ ประเด็นร้อนที่ผ่านมา ต้องถือว่ากรณี “หุ้นบอลโลก” ทำให้เขาเสียรังวัดไปพอสมควร
ย้อนไปในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 ประธานฟีฟ่าโดนวิจารณ์เชิงลบในหลายประเด็น โดยเฉพาะ “มิตรภาพ” ของเขากับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่นำมาซึ่งมูฟเมนต์ชวนกังขาหลายต่อหลายครั้ง
ทั้งการสร้างรางวัลสันติภาพฟีฟ่าแล้วมอบให้ทรัมป์ในช่วงการจับสลากแบ่งสายฟุตบอลโลกเมื่อปลายปีที่แล้ว (หลังทรัมป์ฝันสลายจากรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ)
และกรณีฉาวเรื่องระงับโทษแบนของ โฟลาริน บาโลกัน แนวรุกทีมชาติสหรัฐ เปิดทางให้เขาลงสนามรอบ 16 ทีมสุดท้าย พบเบลเยียมได้ ทั้งที่เขาเพิ่งโดนใบแดงในรอบ 32 ทีมสุดท้าย หลังทรัมป์ยกหูหาอินฟานติโน่ให้ทบทวนเรื่องนี้ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องการเลือกปฏิบัติ
กรณีของบาโลกันนั้น ยูฟ่ามีปฏิกิริยาแข็งกร้าวเป็นพิเศษ แต่อินฟานติโน่ก็ดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ ยังออกมาตอบโต้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับทรัมป์หรือฟีฟ่า แต่เป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการฝ่ายวินัยที่เป็นอิสระจากฟีฟ่ามาตั้งแต่ต้น
อีกทั้งยังเขียนจดหมายเปิดผนึกหลังจบทัวร์นาเมนต์ ติติงคนที่จ้องจับผิดการแข่งขัน แทนที่จะมีปฏิกิริยาเชิงบวกกับทัวร์นาเมนต์ที่ประสบความสำเร็จขนาดนี้

กล่าวกันว่าถึงกรณีของบาโลกันจะทำให้อินฟานติโน่โดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษ แต่ฐานเสียงของเขาในการเลือกตั้งประธานฟีฟ่าคนใหม่ในการประชุมใหญ่เดือนมีนาคมปีหน้านั้น ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากทั้งเอฟเอซี ทั้งซีเอเอฟ (สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งแอฟริกา) และคอนเมโบล (สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งอเมริกาใต้) รวมถึงหลายชาติในโซนคอนคาเคฟและโซนยุโรปต่างก็ออกตัวหนุนอินฟานติโน่ให้ดำรงตำแหน่งต่อแบบไร้คู่แข่ง เรียกว่าตอนหยั่งเสียงหลังกรณีบาโลกัน ก็ยังมีชาติแข็งขืนต่อต้านอินฟานติโน่เพียงหยิบมือเท่านั้น (โดยลือกันว่าชาติใหญ่สุดที่ยืนขั้วตรงข้ามกับเขาชัดเจนคือ เยอรมนี)
กระทั่งกรณีหุ้นฟุตบอลโลก ท่าทีของหลายประเทศก็เปลี่ยนไป การที่ยูฟ่า คอนคาเคฟ และเอเอฟซี ออกมาแสดงจุดยืนเป็นปฏิปักษ์ต่อการดำเนินการของฟีฟ่าภายใต้การนำของอินฟานติโน่ เป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เท่านั้นไม่พอ สมาคมฟุตบอลหลายประเทศที่เคยออกตัวสนับสนุนเขาในการเลือกตั้งครั้งหน้า ได้ทยอยประกาศถอนการสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ เซอร์เบีย สวีเดน ฟินแลนด์ โมร็อกโก กาตาร์ เลบานอน คูเวต ศรีลังกา

ในการเลือกตั้งเดือนมีนาคมปีหน้า อินฟานติโน่ต้องการคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของชาติสมาชิก 211 ประเทศ หรือ 106 คะแนน เพื่อดำรงตำแหน่งวาระถัดไป ซึ่งจะเป็นสมัยสุดท้าย หลังจากนั่งเก้าอี้นี้มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2016
หลังกรณีบาโลกัน สื่อลงข่าวว่า เสียงของอินฟานติโน่ยังเกิน 200 เสียง แต่มาตอนนี้ สถานการณ์เริ่มไม่แน่นอนขึ้นเรื่อยๆ
หากนับกันเป็นภูมิภาค ยุโรปมีสมาชิก 55 ชาติ, แอฟริกา 54 ชาติ, เอเชีย 46 ชาติ, อเมริกาเหนือและอเมริกากลาง 35 ชาติ, โอเชียเนีย 11 ชาติ และอเมริกาใต้ 10 ชาติ
กรณีหุ้นฟุตบอลโลก ถ้าสมาชิกของยูฟ่า เอเอฟซี และคอนคาเคฟ ยึดมั่นจุดยืนร่วมกันจริง เท่ากับว่าเสียงของอินฟานติโน่จะหายไปถึง 55+46+35 หรือ 136 เสียง ซึ่งเพียงพอต่อการทำให้เขาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง
แต่ในความเป็นจริงไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะบางประเทศอาจจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องหุ้นบอลโลก แต่ยังคงหนุนอินฟานติโน่เป็นประธานต่ออีกสมัยก็ได้
เหมือนที่ฝั่งยูฟ่าวิจารณ์เรื่องเพิ่มทีมแข่งเวิลด์คัพและกฎกติกายิบย่อยอื่นๆ แต่เอาเข้าจริง ผลประโยชน์ตอบแทน ทั้งรายได้ที่เพิ่มขึ้นและโอกาสในการได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายก็มากพอให้แต่ละชาติยกมือหนุนเขาทำหน้าที่ต่อไป
นั่นจึงอาจเป็นเหตุผลที่อินฟานติโน่ไม่กล้าดันทุรัง และรีบล้มแผนงานก่อนอะไรๆ จะสายเกินแก้
อีกกรณีที่น่าจับตามองคือ ภายใต้ 2 สัปดาห์นับตั้งแต่เกิดเรื่อง หากสภากรรมการของฟีฟ่าประชุมฉุกเฉิน และลงมติเกินกึ่งหนึ่ง คือ 19 จาก 37 เสียง ก็สามารถกดดันให้อินฟานติโน่ลาออกจากตำแหน่งได้เช่นกัน
กล่าวกันว่าปัญหาเรื่องหุ้นบอลโลกทำให้หลายประเทศมองว่าฟีฟ่าภายใต้การนำของอินฟานติโน่เป็นองค์กรที่ขาดความน่าเชื่อถือ และไม่สามารถร่วมงานด้วยได้อีกต่อไป
แต่จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ทำให้จานนี่ อินฟานติโน่ ถึงกับกระเด็นตกเก้าอี้นายใหญ่ฟีฟ่าหรือไม่ คงต้องจับตาดูกันต่อไป
