ชิง ‘ผู้ว่าการ กกท.’ คนที่ 14 เดือด เกมวัดพลังแบ๊กอัพ 10 ผู้สมัคร
เขย่าสนาม | เงาปีศาจ
การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนหัวเรือใหญ่ในตำแหน่งสูงสุดหลังจาก ดร.ก้องศักด ยอดมณี กำลังจะครบวาระการบริหาร 2 วาระ 8 ปีสิ้นเดือนกันยายน 2569
ดร.ก้องศักด ยอดมณี ถือเป็นผู้ว่าการ กกท.คนที่ 13 ที่กำลังจะครบวาระการทำงาน ย้อนความทำเนียบผู้บริหารสูงสุดของ กกท. ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ที่เรียกว่า ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย เริ่มต้นจาก หลวงสุขุม นัยประดิษฐ์ / นายกอง วิสุทธารมณ์ / นายวิลาส บุนนาค / ม.ร.ว.แหลมฉาน หัสดินทร / นายสมจิตร สิงหเสนี
จากนั้นในตำแหน่งของผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็จะไล่เรียงจาก นายไพบูลย์ วัชรพรรณ์ / นายสมชาย ประเสริฐศิริพันธ์ / นายศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ / นพ.เจริญทัศน์ จินตนเสรี / นายสันติภาพ เตชะวณิช / นายกนกพันธุ์ จุลเกษม / นายสกล วรรณพงษ์ และ ดร.ก้องศักด ยอดมณี
การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569 ของผู้นำค่ายหัวหมาก มาพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ในโควต้าของพรรคภูมิใจไทย
กระบวนการสรรหาผู้ว่าการ กกท. ที่คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือบอร์ด กกท.ชุดปัจจุบัน ที่มี ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมี สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นรองประธาน ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยแต่งตั้ง “ปลัดนัท” นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา
เริ่มต้นต้องเข้าใจก่อนว่า ทั้ง ทรงศักดิ์ ทองศรี และ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล คือ สมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่มาคุมวงการกีฬาแบบแพ็กคู่
ก่อนจะเปิดรับสมัคร มีกระแสข่าวลือหนาหูว่า คนนั้นวิ่งสายอยุธยา คนนี้วิ่งสายบุรีรัมย์ คนโน้นไซด์โค้งเพื่อหาทางเข้าบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ต่างคนต่างหาแบ๊กอัพมาเป็นหลังพิงสำหรับการชิงตำแหน่งผู้ว่าการ กกท. ที่จะต้องมาคุมวงการกีฬาที่ 1 ปีงบประมาณจะมีงบประมาณในมือผู้ว่าการมหาศาลถึง 8 พันล้านบาท
นั่นจึงเป็นที่มาที่ไปที่เก้าอี้ “ผู้ว่าการ กกท.” ช่างหอมหวานสำหรับใครต่อใครที่จับจ้องกันตาเป็นมัน
ในอดีตที่ผ่านมาการคัดเลือกผู้ว่าการ กกท. หรือผู้นำองค์กรของรัฐหลายๆ หน่วยงาน เรื่องความสามารถอย่างเดียวคงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
เราต้องยอมรับกันตามตรงว่า เป็นธรรมชาติไปแล้วที่มีเรื่องของการเมืองที่แทรกแซงการตัดสินใจด้วยเช่นกัน
ภายหลังปิดรับสมัครบุคคลเพื่อรับการคัดเลือกเข้าดํารงตําแหน่ง ผู้ว่าการการ กกท. คนใหม่ ปรากฏว่า มี 10 รายชื่อยื่นสมัครเข้าสู่กระบวนการสรรหา
ประกอบด้วย นายศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ นายกสมาคมกีฬามิกซ์มาร์เชียลอาร์ตแห่งประเทศไทย
ดร.สุวิทย์ เลิศธนากุลวัฒน์ นักการเมืองท้องถิ่นและนักทำงานสังคมย่านบางรัก
นายธันย์ปวัฒน์ เตชภูวดลวิทิต ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย
นายเจน ปิยะทัต ประธานสโมสรแบดมินตันแกรนนูลาร์
นายคุณากร มั่นนทีรัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พ.ต.อ.ชัยพร ออฟูวงศ์ รองผู้บังคับการสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
นพ.มีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายบริหาร
นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย
นายธนกร ดวงมณี ซีอีโอ The Agency Group
และคนสุดท้ายที่ยื่นสมัครเกือบวินาทีสุดท้ายคือ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตนักจักรยานทีมชาติไทย และเป็นหนึ่งในผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รอบล่าสุด
ทั้ง 10 คนจะต้องแสดงความสามารถ แสดงวิสัยทัศน์ เพื่อเอาชนะใจคณะกรรมการสรรหา เอาชนะใจบอร์ด กกท. เพื่อนั่งเก้าอี้ “ผู้ว่าการ กกท. คนที่ 14”
จะเห็นได้ว่า จาก 10 รายชื่อทุกคนล้วนมีความสามารถ เป็นผู้ชาย 8 คน ผู้หญิง 2 คน เป็นตัวแทน “คนนอก กกท.” 8 คน และเป็น “ตัวแทนคนใน กกท.” 2 คน คือ นพ.มีชัย อินวู๊ด และนางโปรดปราน สมานมิตร
ต้องวัดใจคณะกรรมการสรรหาฯ ว่า จะเฟ้นหา “ผู้นำค่ายหัวหมาก” คนใหม่กันอย่างไร จะมีแรงกดดันจากภายนอกเข้ามามากน้อยแค่ไหน อย่างไร
อย่าลืมว่าผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ จะเข้ามากุมชะตาวงการกีฬาของไทยต่อเนื่องยาว 8 ปี เพื่อจะรองรับการเป็นหน่วยงานหลักด้านกีฬา เมื่อการแยกจัดตั้งกระทรวงกีฬา เป็นเอกเทศสำเร็จอีกด้วย ที่สำคัญ กกท.ต้องทำงานควบคู่กับคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ที่ยุคนี้ทั้ง กกท. และโอลิมปิคไทย เกิดรอยร้าว เบรกกันไป เบรกกันมา วางยากันไป วางยากันมา เหมือนยุคก่อน
เพราะฉะนั้น ผู้นำคนใหม่ของค่ายหัวหมาก ต้องเข้ามาแก้ปัญหาประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้นให้ได้อีกด้วย มิเช่นนั้นจะเป็นจุดอันตรายสำหรับวงการกีฬาของเมืองไทยในระยะยาว…
ขั้นตอนต่อไปหลังจากได้ 10 ผู้สมัครชิงตำแหน่งแล้ว ทางคณะกรรมการสรรหาจะทำการตรวจคุณสมบัติของผู้สมัครทั้งหมดตามขั้นตอนที่กำหนด และดำเนินการแสดงวิสัยทัศน์ สอบภาษาอังกฤษ ก่อนจะสรุปรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกลำดับต่างๆ เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือบอร์ด กกท. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนจะเสนอชื่อเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบในขั้นตอนสุดท้าย
ว่ากันว่า คนกีฬาต่างวิเคราะห์กันต่างๆ นานา คนนั้นเป็นตัวเต็ง คนนี้เป็นตัวเต็ง คนนั้นสายนักการเมืองบ้านใหญ่หลังนั้น บ้านใหญ่หลังนี้หนุนหลังกันอยู่
กระบวนการ 1 เดือนหลังจากนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ จะเจอแรงถาโถมจากภายนอกเข้าใส่อย่างแน่นอน การเลือกผู้ว่าการ กกท. คนที่ 14 มีอะไรให้น่าติดตามอย่างมากว่า “ใคร” จะได้นั่งผู้ว่าการ กกท.คนใหม่
จะเป็นสุภาพบุรุษ หรือจะเป็นสุภาพสตรี คนแรกของวงการกีฬา อยู่ที่ความสามารถ บวกกับแบ๊กอัพของ “ใคร” จะดีกว่ากัน
สุดท้ายที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบในขั้นตอนสุดท้าย จะเห็นตามมติบอร์ด กกท.หรือท้วงติง เป็นเรื่องน่าติดตามยิ่งนัก
แค่รายการเรียกน้ำย่อยจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการกีฬาแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ ทันทีที่เห็นรายชื่อ 10 ผู้สมัครชิงตำแหน่ง พร้อมกับส่งสัญญาณตรงถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ ได้โปรดคัดสรรผู้นำที่ “มีฝีมือในการบริหาร แตกฉานในศาสตร์การกีฬา”
และที่สำคัญคือ โปรดเฟ้นหาผู้มีวิสัยทัศน์ ที่มองเห็นว่า “กีฬา” คือเครื่องมือสร้างชาติ และ “คนกีฬา” คือหัวใจของความสำเร็จ เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยคนต่อไป ก็เริ่มสนุกแล้ว
คอยจับตากันแบบห้ามกะพริบตาว่าเวลาที่เหลือไม่ถึง 2 เดือน “ใคร” จะเป็นผู้ถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้ว่าการ กกท. คนที่ 14″…
