บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
เฟดในพายุการเมือง
: ดอกเบี้ย ดอลลาร์ และผลสะเทือนถึงไทย
ผมกลับมานั่งที่บอสตันอีกครั้ง หลังจากอยู่กรุงเทพฯ หลายสัปดาห์
ฮาร์วาร์ดในฤดูร้อนยังสวยเหมือนเดิม เด็กๆ พายเรือคายักบนแม่น้ำชาร์ลส์ นักศึกษานั่งอ่านหนังสือบนสนามหญ้า
แต่ในห้องเรียนของผม สิ่งที่ถกเถียงกันไม่ใช่แสงแดด หากเป็นเรื่องราวที่กำลังสั่นสะเทือนระบบการเงินโลก-เฟด (Federal Reserve) กำลังถูกบีบทางการเมืองอย่างเปิดเผย
และครั้งนี้การต่อสู้ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่เกิดบนโซเชียลมีเดีย
สำหรับคนไทยอย่างเรา นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เราเองก็เคยเห็นรัฐบาลส่งสัญญาณกดดันผู้ว่าการธนาคารกลาง
แต่พอภาพเดียวกันเกิดขึ้นในสหรัฐ ประเทศที่ถูกยกเป็นต้นแบบของความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจ
คำถามคือ หากเฟดยังถูกการเมืองบีบคั้นได้ แล้วโลกทั้งโลกที่พึ่งพาดอลลาร์จะมั่นคงได้จริงหรือ?
โต๊ะ 12 เสียงที่ชี้ชะตาโลก
หลายคนอาจไม่รู้ว่า การขึ้นหรือลดดอกเบี้ยสหรัฐไม่ใช่คำสั่งจากประธานาธิบดี แต่เป็นการโหวตที่ FOMC (Federal Open Market Committee) โต๊ะเล็กที่มีเพียง 12 เสียง แต่แต่ละเสียงคือ “เสียงแห่งชะตาเศรษฐกิจโลก”
7 เสียง จากผู้ว่าการ (Board of Governors) ที่ทำเนียบขาวแต่งตั้ง ผ่านการเห็นชอบของวุฒิสภา วาระยาว 14 ปี
1 เสียงถาวร จากประธานเฟดนิวยอร์ก เพราะที่นั่นคือศูนย์กลางตลาดดอลลาร์และพันธบัตรโลก
4 เสียงหมุนเวียน จากอีก 11 ธนาคารภูมิภาค เช่น บอสตัน ชิคาโก แอตแลนตา ดัลลัส แคนซัสซิตี
นี่คือการออกแบบเพื่อกันไม่ให้เสียงจากวอลล์สตรีตหรือทำเนียบขาวครอบงำทั้งหมด-เสียงจากไร่ข้าวโพดในไอโอวาหรือโรงงานในมิดเวสต์ก็ต้องมีที่นั่งบนโต๊ะด้วย
บุคคลในพายุ : พาวเวลล์และคุก
ชื่อแรกคือ เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานเฟดคนปัจจุบัน ซึ่งน่าสนใจตรงที่เขาไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์สายตำราเหมือนประธานเฟดหลายรุ่นก่อนหน้า แต่เรียนกฎหมายจาก Georgetown University Law Center
หลังจากนั้นเข้าสู่วงการการเงินเอกชน โดยทำงานที่บริษัทการลงทุนชื่อดัง Dillon, Read & Co. ก่อนจะก้าวไปเป็นพาร์ตเนอร์ที่บริษัทกองทุนเอกชน The Carlyle Group หนึ่งใน private equity ใหญ่ที่สุดในโลก
พาวเวลล์ยังเคยรับตำแหน่ง Under Secretary of the Treasury for Domestic Finance ในสมัยรัฐบาล George H.W. Bush ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งทำให้เขาได้ประสบการณ์ตรงกับการดูแลระบบการเงิน การออกพันธบัตร และการจัดการวิกฤตสถาบันการเงินบางส่วนที่ลุกลามในยุคนั้น
สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “นักปฏิบัติ” ที่เข้าใจทั้งโลกตลาดและโลกนโยบาย
ในปี 2012 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แต่งตั้งเขาเข้าสู่คณะกรรมการเฟด แม้เขาจะเป็นพรรครีพับลิกัน แต่ก็ได้รับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภาอย่างท่วมท้น แสดงถึงความเชื่อมั่นในความเป็นกลางของเขา
ต่อมาในปี 2018 โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกเขาเป็นประธานเฟด-ด้วยความหวังว่าเขาจะเชื่อฟังคำสั่งทางการเมืองได้ง่ายเพราะ “ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์หัวแข็ง”
แต่ผลกลับตรงกันข้าม พาวเวลล์แสดงความเป็นอิสระชัดเจน และยืนยันว่าเฟดจะไม่ตัดสินใจลดดอกเบี้ยเพียงเพื่อรับใช้ผลการเลือกตั้ง
เขามีสไตล์พูดที่เงียบสุขุม ไม่ค่อยเล่นการเมือง แต่การกระทำกลับชัดเจนว่า “ข้อมูลเศรษฐกิจต้องมาก่อนการเมือง” คนใกล้ชิดบอกว่าเวลาที่เขาเครียด เขาจะหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นเพลงแจ๊ซ นั่นคือด้านที่มนุษย์ธรรมดาในตัวประธานเฟดปรากฏออกมา
อีกคนที่กำลังอยู่ท่ามกลางพายุคือ ลิซา คุก (Lisa Cook) สตรีผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เป็นผู้ว่าการเฟด เรื่องราวชีวิตของเธอเต็มไปด้วยอุปสรรคและแรงบันดาลใจ
เธอเกิดที่เมือง Milledgeville รัฐจอร์เจีย ในครอบครัวคริสเตียนเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน
หลังเรียนปริญญาตรีด้านฟิสิกส์และปรัชญาที่ Spelman College (วิทยาลัยหญิงผิวสีเก่าแก่) เธอได้รับทุน Rhodes ไปศึกษาต่อที่ Oxford University และต่อด้วยปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จาก UC Berkeley
เส้นทางอาชีพของคุกคือการผสมผสานระหว่างวิชาการและนโยบาย
เธอเคยทำงานที่ Council of Economic Advisers ในทำเนียบขาวช่วงรัฐบาลโอบามา ทำงานใกล้ชิดกับนักเศรษฐศาสตร์ที่กำหนดนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐโดยตรง
เธอสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย Michigan และต่อมาอยู่ที่ Michigan State University
งานวิจัยของเธอมีชื่อเสียงในเรื่องเศรษฐกิจของนวัตกรรม, สิทธิพลเมือง และประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของชาวแอฟริกันอเมริกัน
โดยเฉพาะงานที่ชี้ให้เห็นว่าการเหยียดเชื้อชาติและความรุนแรงทางสังคมมีผลโดยตรงต่อการคิดค้นสิ่งใหม่และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เกร็ดที่คนพูดถึงมากคือ ช่วงที่เธอไปทำวิจัยฟูลไบรท์ที่รัสเซียในยุคหลังสงครามเย็น เธอเคยถูกเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติอย่างรุนแรงถึงขั้นถูกห้ามเข้าอาคาร และต้องต่อสู้ทั้งเพื่อทำงานวิชาการและเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
ประสบการณ์นั้นหล่อหลอมให้เธอหันมาศึกษาเรื่อง “โครงสร้างเศรษฐกิจที่ทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลัง” และต่อมาเธอก็กลายเป็นเสียงสำคัญในวงการเศรษฐศาสตร์สหรัฐที่เชื่อมโยงเสรีภาพเข้ากับนวัตกรรม
ปี 2022 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แต่งตั้งเธอเข้าสู่คณะกรรมการเฟด ทำให้เธอเป็นทั้งสตรีผิวสี และสตรีจาก Spelman คนแรกในตำแหน่งนี้
การแต่งตั้งนั้นได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นก้าวสำคัญของความหลากหลายและการเปิดโอกาสให้กับเสียงที่ไม่เคยถูกได้ยินบนโต๊ะใหญ่ของการเงินโลก
แต่เพียงโพสต์เดียวจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บน Truth Social ก็ประกาศว่าเธอถูก “ไล่ออก” ด้วยข้อหาทางกฎหมายที่เธอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ทั้งที่กฎหมายชัดเจนว่าผู้ว่าการเฟดจะถูกถอดออกได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควร (for cause) เท่านั้น
การโจมตีเช่นนี้ทำให้เธอกลายเป็น “สัญลักษณ์” ของความพยายามทางการเมืองที่จะสั่นคลอนสถาบัน
Jackson Hole
: เฟดเปิดประตูแต่ยังถือกุญแจ
ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ Powell ใช้เวที Jackson Hole Economic Symposium เมื่อปลายสิงหาคมเป็นจังหวะสำคัญ เขาส่งสัญญาณว่าเฟด “พร้อมจะลดอัตราดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน” ในการประชุมเดือนกันยายน หากข้อมูลตลาดแรงงานยังอ่อนแรง
เป็นครั้งแรกที่เฟด “เปิดประตู” ลดดอกเบี้ยในปีนี้
แต่สิ่งสำคัญกว่าคือคำที่ตามมา Powell ย้ำว่าการตัดสินใจทุกครั้งจะขึ้นกับ “ข้อมูล” ไม่ใช่ “แรงการเมือง”
เขาเดินไต่เชือกเส้นบางระหว่างเงินเฟ้อ (inflation) ที่ยังสูงกว่ากรอบ 2% และการจ้างงานที่เริ่มชะลอ ผลคือ ตลาดตีความว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ย 0.50% ภายในสิ้นปี
แต่ Powell ก็ยังถือกุญแจอยู่ในมือ สำหรับนักลงทุน
สิ่งนี้หมายถึงเฟดไม่ใช่ “กำแพงแข็ง” แบบที่ตลาดเคยคิด แต่เป็น “กำแพงยืดหยุ่น” ที่พร้อมปรับหากจำเป็น แต่ยังไม่ยอมให้การเมืองเข้ามาเขียนสูตร
ตลาดกำลังสะท้อนความไม่มั่นใจ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดการเงินโลกกำลังสะท้อนความกลัวนี้ออกมาอย่างซับซ้อน
หุ้นสหรัฐ : S&P500 ที่ ~6,480 จุด และ Nasdaq ~21,526 จุด ขึ้นเล็กน้อย แต่ขึ้นแบบ “ไร้เสถียรภาพ” เพราะนักลงทุนไม่รู้จะเชื่อใคร
พันธบัตร : 10-Year Treasury Yield ยืนที่ 4.28% – เท่ากับว่า “ราคาของเงิน” ในโลกยังแพงและไม่แน่นอน
ทองคำ : พุ่งไป 3,378 ดอลลาร์/ออนซ์ แปลว่าคนแห่หาที่หลบภัย แม้หุ้นยังเขียว
บิตคอยน์ : จากที่เคยพุ่งแรง กลับผันผวนและอ่อนลงเล็กน้อย นักลงทุนยังไม่มั่นใจว่า crypto คือ safe haven ได้จริงหรือไม่
จีน : Shanghai Composite พุ่ง +36% นับจากต้นปี แต่นักวิเคราะห์ HSBC บอกว่า “disconnect จากความจริง” เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจยังชะลอ บริษัท EV และโซลาร์รายใหญ่ยังขาดทุน
ไทย : SET Index แกว่ง 1,360-1,400 จุด ต่ำกว่าประเทศอาเซียนอื่น ทั้งเพราะการเมืองในประเทศ และความไม่แน่นอนเรื่องค่าเงินบาท
ไทย : เมื่อดอกเบี้ยสหรัฐขยับ Thailand ก็สั่น
สําหรับไทย ผลกระทบจากเฟดไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวัน
ค่าเงินบาท : หากเฟดลดดอกเบี้ย ดอลลาร์จะอ่อน บาทจะแข็ง การส่งออกไทย-คิดเป็นกว่า 60% ของ GDP-จะเสียความสามารถแข่งขันทันที ทุกๆ 1% ที่บาทแข็ง GDP ไทยอาจหด 0.3-0.5%
ต้นทุนกู้ยืม : การลดดอกเบี้ยเฟดอาจทำให้ต้นทุนการกู้ระยะสั้นของไทยลดลงเล็กน้อย แต่ถ้าความน่าเชื่อถือเฟดถูกการเมืองบั่นทอน ดอกเบี้ยระยะยาวอาจพุ่งขึ้นแทน ซึ่งกระทบไทยที่มีหนี้สาธารณะ ~61% ของ GDP และบริษัทเอกชนที่กู้ดอลลาร์
หนี้ครัวเรือน : ไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 90% ของ GDP การเคลื่อนไหวดอกเบี้ยของเฟดหมายถึงต้นทุนผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และสินเชื่อ SME ที่เปลี่ยนทันที
ภาคส่งออกหลัก : รถยนต์และชิ้นส่วน (20% ของการส่งออก), อิเล็กทรอนิกส์ (15%), ยางพารา-ล้วนเสี่ยงหากเงินบาทแข็ง เพราะราคาของไทยจะดูแพงกว่าคู่แข่งเวียดนามและอินโดนีเซีย
กล่าวอีกแบบ หากเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ นั่นอาจช่วยตลาดหุ้นสหรัฐ แต่ราคาที่ไทยต้องจ่ายคือรายได้ส่งออกที่หายไป และ GDP ที่ถูกบีบลง
สหรัฐกำลังเจอบททดสอบใหญ่ที่สุดของเฟดในรอบศตวรรษ และไทยควรเรียนรู้ว่า เสถียรภาพทางการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว มันคือเส้นชีวิตที่เชื่อมโยงกับค่าเงินบาท ต้นทุนกู้ยืม และการส่งออกไม่ว่าเฟดจะลดหรือคงดอกเบี้ย ผลกระทบก็ส่งตรงถึงเรา
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง เพื่อให้การตัดสินใจเหล่านั้นมีน้ำหนักพอที่จะสร้างความมั่นใจทั้งในวอชิงตันและกรุงเทพฯ
