bg-single

เฟดในพายุการเมือง : ดอกเบี้ย ดอลลาร์ และผลสะเทือนถึงไทย

09.09.2025

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

เฟดในพายุการเมือง

: ดอกเบี้ย ดอลลาร์ และผลสะเทือนถึงไทย

ผมกลับมานั่งที่บอสตันอีกครั้ง หลังจากอยู่กรุงเทพฯ หลายสัปดาห์

ฮาร์วาร์ดในฤดูร้อนยังสวยเหมือนเดิม เด็กๆ พายเรือคายักบนแม่น้ำชาร์ลส์ นักศึกษานั่งอ่านหนังสือบนสนามหญ้า

แต่ในห้องเรียนของผม สิ่งที่ถกเถียงกันไม่ใช่แสงแดด หากเป็นเรื่องราวที่กำลังสั่นสะเทือนระบบการเงินโลก-เฟด (Federal Reserve) กำลังถูกบีบทางการเมืองอย่างเปิดเผย

และครั้งนี้การต่อสู้ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่เกิดบนโซเชียลมีเดีย

สำหรับคนไทยอย่างเรา นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เราเองก็เคยเห็นรัฐบาลส่งสัญญาณกดดันผู้ว่าการธนาคารกลาง

แต่พอภาพเดียวกันเกิดขึ้นในสหรัฐ ประเทศที่ถูกยกเป็นต้นแบบของความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจ

คำถามคือ หากเฟดยังถูกการเมืองบีบคั้นได้ แล้วโลกทั้งโลกที่พึ่งพาดอลลาร์จะมั่นคงได้จริงหรือ?

โต๊ะ 12 เสียงที่ชี้ชะตาโลก

หลายคนอาจไม่รู้ว่า การขึ้นหรือลดดอกเบี้ยสหรัฐไม่ใช่คำสั่งจากประธานาธิบดี แต่เป็นการโหวตที่ FOMC (Federal Open Market Committee) โต๊ะเล็กที่มีเพียง 12 เสียง แต่แต่ละเสียงคือ “เสียงแห่งชะตาเศรษฐกิจโลก”

7 เสียง จากผู้ว่าการ (Board of Governors) ที่ทำเนียบขาวแต่งตั้ง ผ่านการเห็นชอบของวุฒิสภา วาระยาว 14 ปี

1 เสียงถาวร จากประธานเฟดนิวยอร์ก เพราะที่นั่นคือศูนย์กลางตลาดดอลลาร์และพันธบัตรโลก

4 เสียงหมุนเวียน จากอีก 11 ธนาคารภูมิภาค เช่น บอสตัน ชิคาโก แอตแลนตา ดัลลัส แคนซัสซิตี

นี่คือการออกแบบเพื่อกันไม่ให้เสียงจากวอลล์สตรีตหรือทำเนียบขาวครอบงำทั้งหมด-เสียงจากไร่ข้าวโพดในไอโอวาหรือโรงงานในมิดเวสต์ก็ต้องมีที่นั่งบนโต๊ะด้วย

บุคคลในพายุ : พาวเวลล์และคุก

ชื่อแรกคือ เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานเฟดคนปัจจุบัน ซึ่งน่าสนใจตรงที่เขาไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์สายตำราเหมือนประธานเฟดหลายรุ่นก่อนหน้า แต่เรียนกฎหมายจาก Georgetown University Law Center

หลังจากนั้นเข้าสู่วงการการเงินเอกชน โดยทำงานที่บริษัทการลงทุนชื่อดัง Dillon, Read & Co. ก่อนจะก้าวไปเป็นพาร์ตเนอร์ที่บริษัทกองทุนเอกชน The Carlyle Group หนึ่งใน private equity ใหญ่ที่สุดในโลก

พาวเวลล์ยังเคยรับตำแหน่ง Under Secretary of the Treasury for Domestic Finance ในสมัยรัฐบาล George H.W. Bush ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งทำให้เขาได้ประสบการณ์ตรงกับการดูแลระบบการเงิน การออกพันธบัตร และการจัดการวิกฤตสถาบันการเงินบางส่วนที่ลุกลามในยุคนั้น

สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “นักปฏิบัติ” ที่เข้าใจทั้งโลกตลาดและโลกนโยบาย

ในปี 2012 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แต่งตั้งเขาเข้าสู่คณะกรรมการเฟด แม้เขาจะเป็นพรรครีพับลิกัน แต่ก็ได้รับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภาอย่างท่วมท้น แสดงถึงความเชื่อมั่นในความเป็นกลางของเขา

ต่อมาในปี 2018 โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกเขาเป็นประธานเฟด-ด้วยความหวังว่าเขาจะเชื่อฟังคำสั่งทางการเมืองได้ง่ายเพราะ “ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์หัวแข็ง”

แต่ผลกลับตรงกันข้าม พาวเวลล์แสดงความเป็นอิสระชัดเจน และยืนยันว่าเฟดจะไม่ตัดสินใจลดดอกเบี้ยเพียงเพื่อรับใช้ผลการเลือกตั้ง

เขามีสไตล์พูดที่เงียบสุขุม ไม่ค่อยเล่นการเมือง แต่การกระทำกลับชัดเจนว่า “ข้อมูลเศรษฐกิจต้องมาก่อนการเมือง” คนใกล้ชิดบอกว่าเวลาที่เขาเครียด เขาจะหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นเพลงแจ๊ซ นั่นคือด้านที่มนุษย์ธรรมดาในตัวประธานเฟดปรากฏออกมา

อีกคนที่กำลังอยู่ท่ามกลางพายุคือ ลิซา คุก (Lisa Cook) สตรีผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เป็นผู้ว่าการเฟด เรื่องราวชีวิตของเธอเต็มไปด้วยอุปสรรคและแรงบันดาลใจ

เธอเกิดที่เมือง Milledgeville รัฐจอร์เจีย ในครอบครัวคริสเตียนเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน

หลังเรียนปริญญาตรีด้านฟิสิกส์และปรัชญาที่ Spelman College (วิทยาลัยหญิงผิวสีเก่าแก่) เธอได้รับทุน Rhodes ไปศึกษาต่อที่ Oxford University และต่อด้วยปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จาก UC Berkeley

เส้นทางอาชีพของคุกคือการผสมผสานระหว่างวิชาการและนโยบาย

เธอเคยทำงานที่ Council of Economic Advisers ในทำเนียบขาวช่วงรัฐบาลโอบามา ทำงานใกล้ชิดกับนักเศรษฐศาสตร์ที่กำหนดนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐโดยตรง

เธอสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย Michigan และต่อมาอยู่ที่ Michigan State University

งานวิจัยของเธอมีชื่อเสียงในเรื่องเศรษฐกิจของนวัตกรรม, สิทธิพลเมือง และประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของชาวแอฟริกันอเมริกัน

โดยเฉพาะงานที่ชี้ให้เห็นว่าการเหยียดเชื้อชาติและความรุนแรงทางสังคมมีผลโดยตรงต่อการคิดค้นสิ่งใหม่และการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เกร็ดที่คนพูดถึงมากคือ ช่วงที่เธอไปทำวิจัยฟูลไบรท์ที่รัสเซียในยุคหลังสงครามเย็น เธอเคยถูกเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติอย่างรุนแรงถึงขั้นถูกห้ามเข้าอาคาร และต้องต่อสู้ทั้งเพื่อทำงานวิชาการและเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

ประสบการณ์นั้นหล่อหลอมให้เธอหันมาศึกษาเรื่อง “โครงสร้างเศรษฐกิจที่ทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลัง” และต่อมาเธอก็กลายเป็นเสียงสำคัญในวงการเศรษฐศาสตร์สหรัฐที่เชื่อมโยงเสรีภาพเข้ากับนวัตกรรม

ปี 2022 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แต่งตั้งเธอเข้าสู่คณะกรรมการเฟด ทำให้เธอเป็นทั้งสตรีผิวสี และสตรีจาก Spelman คนแรกในตำแหน่งนี้

การแต่งตั้งนั้นได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นก้าวสำคัญของความหลากหลายและการเปิดโอกาสให้กับเสียงที่ไม่เคยถูกได้ยินบนโต๊ะใหญ่ของการเงินโลก

แต่เพียงโพสต์เดียวจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บน Truth Social ก็ประกาศว่าเธอถูก “ไล่ออก” ด้วยข้อหาทางกฎหมายที่เธอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ทั้งที่กฎหมายชัดเจนว่าผู้ว่าการเฟดจะถูกถอดออกได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควร (for cause) เท่านั้น

การโจมตีเช่นนี้ทำให้เธอกลายเป็น “สัญลักษณ์” ของความพยายามทางการเมืองที่จะสั่นคลอนสถาบัน

Jackson Hole

: เฟดเปิดประตูแต่ยังถือกุญแจ

ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ Powell ใช้เวที Jackson Hole Economic Symposium เมื่อปลายสิงหาคมเป็นจังหวะสำคัญ เขาส่งสัญญาณว่าเฟด “พร้อมจะลดอัตราดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน” ในการประชุมเดือนกันยายน หากข้อมูลตลาดแรงงานยังอ่อนแรง

เป็นครั้งแรกที่เฟด “เปิดประตู” ลดดอกเบี้ยในปีนี้

แต่สิ่งสำคัญกว่าคือคำที่ตามมา Powell ย้ำว่าการตัดสินใจทุกครั้งจะขึ้นกับ “ข้อมูล” ไม่ใช่ “แรงการเมือง”

เขาเดินไต่เชือกเส้นบางระหว่างเงินเฟ้อ (inflation) ที่ยังสูงกว่ากรอบ 2% และการจ้างงานที่เริ่มชะลอ ผลคือ ตลาดตีความว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ย 0.50% ภายในสิ้นปี

แต่ Powell ก็ยังถือกุญแจอยู่ในมือ สำหรับนักลงทุน

สิ่งนี้หมายถึงเฟดไม่ใช่ “กำแพงแข็ง” แบบที่ตลาดเคยคิด แต่เป็น “กำแพงยืดหยุ่น” ที่พร้อมปรับหากจำเป็น แต่ยังไม่ยอมให้การเมืองเข้ามาเขียนสูตร

ตลาดกำลังสะท้อนความไม่มั่นใจ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดการเงินโลกกำลังสะท้อนความกลัวนี้ออกมาอย่างซับซ้อน

หุ้นสหรัฐ : S&P500 ที่ ~6,480 จุด และ Nasdaq ~21,526 จุด ขึ้นเล็กน้อย แต่ขึ้นแบบ “ไร้เสถียรภาพ” เพราะนักลงทุนไม่รู้จะเชื่อใคร

พันธบัตร : 10-Year Treasury Yield ยืนที่ 4.28% – เท่ากับว่า “ราคาของเงิน” ในโลกยังแพงและไม่แน่นอน

ทองคำ : พุ่งไป 3,378 ดอลลาร์/ออนซ์ แปลว่าคนแห่หาที่หลบภัย แม้หุ้นยังเขียว

บิตคอยน์ : จากที่เคยพุ่งแรง กลับผันผวนและอ่อนลงเล็กน้อย นักลงทุนยังไม่มั่นใจว่า crypto คือ safe haven ได้จริงหรือไม่

จีน : Shanghai Composite พุ่ง +36% นับจากต้นปี แต่นักวิเคราะห์ HSBC บอกว่า “disconnect จากความจริง” เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจยังชะลอ บริษัท EV และโซลาร์รายใหญ่ยังขาดทุน

ไทย : SET Index แกว่ง 1,360-1,400 จุด ต่ำกว่าประเทศอาเซียนอื่น ทั้งเพราะการเมืองในประเทศ และความไม่แน่นอนเรื่องค่าเงินบาท

ไทย : เมื่อดอกเบี้ยสหรัฐขยับ Thailand ก็สั่น

สําหรับไทย ผลกระทบจากเฟดไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวัน

ค่าเงินบาท : หากเฟดลดดอกเบี้ย ดอลลาร์จะอ่อน บาทจะแข็ง การส่งออกไทย-คิดเป็นกว่า 60% ของ GDP-จะเสียความสามารถแข่งขันทันที ทุกๆ 1% ที่บาทแข็ง GDP ไทยอาจหด 0.3-0.5%

ต้นทุนกู้ยืม : การลดดอกเบี้ยเฟดอาจทำให้ต้นทุนการกู้ระยะสั้นของไทยลดลงเล็กน้อย แต่ถ้าความน่าเชื่อถือเฟดถูกการเมืองบั่นทอน ดอกเบี้ยระยะยาวอาจพุ่งขึ้นแทน ซึ่งกระทบไทยที่มีหนี้สาธารณะ ~61% ของ GDP และบริษัทเอกชนที่กู้ดอลลาร์

หนี้ครัวเรือน : ไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 90% ของ GDP การเคลื่อนไหวดอกเบี้ยของเฟดหมายถึงต้นทุนผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และสินเชื่อ SME ที่เปลี่ยนทันที

ภาคส่งออกหลัก : รถยนต์และชิ้นส่วน (20% ของการส่งออก), อิเล็กทรอนิกส์ (15%), ยางพารา-ล้วนเสี่ยงหากเงินบาทแข็ง เพราะราคาของไทยจะดูแพงกว่าคู่แข่งเวียดนามและอินโดนีเซีย

กล่าวอีกแบบ หากเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ นั่นอาจช่วยตลาดหุ้นสหรัฐ แต่ราคาที่ไทยต้องจ่ายคือรายได้ส่งออกที่หายไป และ GDP ที่ถูกบีบลง

สหรัฐกำลังเจอบททดสอบใหญ่ที่สุดของเฟดในรอบศตวรรษ และไทยควรเรียนรู้ว่า เสถียรภาพทางการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว มันคือเส้นชีวิตที่เชื่อมโยงกับค่าเงินบาท ต้นทุนกู้ยืม และการส่งออกไม่ว่าเฟดจะลดหรือคงดอกเบี้ย ผลกระทบก็ส่งตรงถึงเรา

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง เพื่อให้การตัดสินใจเหล่านั้นมีน้ำหนักพอที่จะสร้างความมั่นใจทั้งในวอชิงตันและกรุงเทพฯ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี
ยุทธศาสตร์คืนอาเซียน ของกองทัพเมียนมา
E-DUANG | จับตา ความแน่วแน่ DE กับ AI PASSPORT
CRINK : พันธมิตร 4 สหาย ท้าทายโลกตะวันตก!
ความคาดหวังที่มีต่อ ‘ผู้ว่าฯ กทม.’ | ปราปต์ บุนปาน
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 4) เรื่อง ปัญหา JBC | สุรชาติ บำรุงสุข