การปฏิรูปการลงทุนประกันสังคม : ทุนนอมินีชนชั้นนำข้ามชาติ กับเป้าพอร์ต 2.7 ล้านล้าน
ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
การปฏิรูปการลงทุนประกันสังคม
: ทุนนอมินีชนชั้นนำข้ามชาติ
กับเป้าพอร์ต 2.7 ล้านล้าน
สืบเนื่องจากบทความ “Thaksin Shinawatra’s Mystery Fixer Man” โดย John Berthelsen ซึ่งได้เผยแพร่ผ่านสื่อ https://www.asiasentinel.com/p/thaksin-shinawatra-mystery-fixer-man-benjamin-mauerberger
บทความดังกล่าวได้เผยรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับความพยายามในการซื้อหุ้นของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อ บางจากปิโตรเลียม ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานไทยรายใหญ่ที่ประกอบธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีก และพลังงานยั่งยืนผ่านบริษัทย่อยต่างๆ มากมาย
การนำเสนอบทวิเคราะห์นี้เกี่ยวพันกับการลงทุนของสำนักงานประกันสังคมอันเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศและเกี่ยวพันกับเงินมหาศาลของคนหาเช้ากินค่ำ
การที่จะทำให้สาธารณชนเห็นภาพของความเป็นไปที่ครบถ้วนจึงมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่น
ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้อธิบายให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น
Berthelsen ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า
“Bangchak Corporation, formerly Bangchak Petroleum, is a major Thai energy company in oil refining, retail, and sustainable energy through a flock of subsidiaries. The ‘South African’ is believed to be Mauerberger. The share transaction had to be canceled, however, according a February report by the Thai Isra News outlet, because the Thailand Social Security Fund, which owns 14 percent of Bangchak, refused to sell despite pressure from the Phua Thai government, which Thaksin controls from behind the scenes. That angered Hun Sen.”
การเผยแพร่ข้อมูลนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนของเครือข่าย “ทุนนอมินีชนชั้นนำสองประเทศ” ที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับการพยายามเข้าซื้อหุ้นบางจากจากกองทุนประกันสังคมไทย
สิ่งที่น่าสนใจคือ บทความดังกล่าวได้ระบุถึง “ชาวแอฟริกาใต้” ที่เชื่อกันว่าคือ เมาเออร์เบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของเครือข่ายการลงทุนข้ามชาติที่อาจมีการใช้ระบบนอมินีเพื่อปกปิดตัวตนผู้ลงทุนที่แท้จริง การทำธุรกรรมหุ้นดังกล่าวต้องยกเลิกไป ตามรายงานของสำนักข่าวอิศรา “เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากกองทุนประกันสังคมของไทย ซึ่งถือหุ้นบางจาก 14 เปอร์เซ็นต์ ปฏิเสธที่จะขาย แม้จะมีแรงกดดันจากรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งทักษิณควบคุมจากเบื้องหลัง สิ่งนี้ทำให้ฮุน เซน โกรธ”
ประเด็นนี้ผู้เขียนมิอาจให้ความเห็นว่าจริงเท็จประการใด แต่ในฐานะผู้ประกันตนหลายสิบล้านคนก็ย่อมสงสัยว่า มีความพยายามดังกล่าวหรือไม่?
ข้อมูลที่ Berthelsen นำเสนอนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปี 2567 เมื่อมีข้อเสนอซื้อหุ้นบางจากทั้งหมดที่ประกันสังคมถือครอง (Big Lot) มูลค่ามากกว่า 6,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 14% ของบริษัท
ซึ่งตรงกับข้อมูลที่บทความต่างประเทศได้เผยแพร่ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
และยังชี้ให้เห็นถึงขนาดและความซับซ้อนของเครือข่ายการลงทุนที่อาจมีอิทธิพลข้ามชาติเช่นกัน
เรื่องบางจากกับประกันสังคมไม่ใช่ความลับ เป็นเรื่องที่เรารับรู้ที่มากันทั่วไปตั้งแต่สิบปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2558 ประกันสังคมเข้าถือหุ้นบางจากมูลค่า 5,931 ล้านบาท
โดยจัดการลงทุนนี้เป็น “การลงทุนยุทธศาสตร์” หรือ “การลงทุนนอกแผนปกติ” ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนตามแผนปกติที่กำหนดสัดส่วนของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ แบบตายตัวเพื่อการบริหารความเสี่ยงและผลตอบแทน
ก่อนปี 2567 กรอบการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์มีสัดส่วน 2% ของเงินกองทุน (ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท) ก่อนปรับเพิ่มเป็น 3.5% (ประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท) ในปี 2567
อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ของการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ควรมีเป้าประสงค์เน้นผลประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกันตน เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยต่ำ หรือโครงการที่สร้างประโยชน์ตรงแก่ผู้ประกันตน
การที่หุ้นบางจากถูกจัดเข้าในพอร์ตการลงทุนยุทธศาสตร์จึงเป็นที่น่าตั้งคำถาม
เพราะหากหลักเกณฑ์นี้หลวมเกินไป หุ้นทุกตัวในตลาดก็อาจกลายเป็น “หุ้นยุทธศาสตร์” ได้
การที่หุ้นจากทาง ปตท. 5,931 ล้านบาท เข้าสู่พอร์ตประกันสังคมจึงเต็มไปด้วยข้อคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสมและความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการลงทุนเพื่อผู้ประกันตน และการเปิดช่องเรื่อง “หุ้นยุทธศาสตร์” ก็สร้างปัญหาอย่างมากในระยะยาว
ทั้งนี้ ในปี 2567 เมื่อมีข้อเสนอซื้อหุ้นบางจากที่ประกันสังคมถือครองทั้งหมด การเข้าซื้อในสัดส่วน 14% หมายถึงการพยายามเข้าซื้อกิจการบางจากซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ปั๊มน้ำมัน แต่ยังรวมถึงสิทธิ์ในโรงกลั่น และใบอนุญาตต่างๆ ที่เป็นที่สนใจของกลุ่มทุนพลังงาน
การถือครองในสัดส่วนนี้มีนัยสำคัญต่อการควบคุมกิจการ และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
อนุกรรมการบริหารการลงทุนสำนักงานประกันสังคม โดยเฉพาะตัวแทนผู้ประกันตน ได้ตั้งข้อสังเกตอย่างมากถึงรายชื่อกลุ่มที่เข้ามาทำข้อเสนอ
เนื่องจากกลุ่มนี้มีปัญหาในเรื่อง “การระบุตัวตนและไม่สามารถระบุว่าใครคือผู้ซื้อที่แท้จริง ซึ่งขัดกับหลักการบริหารความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล การยอมรับทางสังคม และผลกระทบทางสังคม”
ปัญหานี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของระบบนอมินีที่อาจถูกใช้เพื่อปกปิดตัวตนของผู้ลงทุนที่แท้จริง ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติ
ปัญหาการใช้ระบบนอมินีในการลงทุนไม่ใช่เรื่องใหม่ในเวทีโลก
กรณีของ 1Malaysia Development Berhad (1MDB) ของมาเลเซียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้เครือข่ายบริษัทนอมินีที่ซับซ้อนเพื่อซ่อนเงื่อนไขการลงทุนและการเคลื่อนย้ายเงิน ส่งผลให้เกิดการทุจริตขนาดใหญ่และสูญเสียเงินกองทุนของรัฐหลายพันล้านดอลลาร์
ในขณะที่ Government of Singapore Investment Corporation (GIC) และ Temasek Holdings ของสิงคโปร์ ได้มีการกำหนดนโยบายที่เข้มงวดในการเปิดเผยผู้ถือหุ้นที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner) และมีกลไกการกำกับดูแลที่โปร่งใส เพื่อป้องกันปัญหาเช่นนี้
ภายใต้กรอบ SAA (Strategic Asset Allocation) ระยะ 5 ปี มีข้อกำหนดสำคัญว่า การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์จำเป็นต้องให้ผลประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ประกันตน และหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นที่ไม่มีข้อตกลงผลประโยชน์ชัดเจน ด้วยเหตุนี้ หุ้นบางจากจึงถูกปรับสถานะเป็นหุ้นแบบปกติที่สามารถซื้อขายได้ตามกลไกตลาด
การตั้งข้อสังเกตสำคัญทั้งในระดับอนุกรรมการบริหารการลงทุนและคณะกรรมการชุดใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้การซื้อขายหุ้นบางจากไหลไปสู่กลุ่มทุนที่ไม่มีความโปร่งใส ไร้ซึ่งธรรมาภิบาล และไม่สามารถระบุตัวผู้ซื้อที่แท้จริงได้ เป็นการดำเนินการที่สำคัญในการป้องกันผลประโยชน์ของผู้ประกันตน
เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากบทความของ John Berthelsen ที่ระบุถึงการที่ “การทำธุรกรรมหุ้นดังกล่าวต้องยกเลิกไป เนื่องจากกองทุนประกันสังคมของไทย ซึ่งถือหุ้นบางจาก 14 เปอร์เซ็นต์ ปฏิเสธที่จะขาย แม้จะมีแรงกดดันจากรัฐบาลเพื่อไทย”
กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จึงมีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มทุนที่มีเป้าประสงค์จะเข้าซื้อและถือครองบางจากอาจเป็นกลุ่มทุนที่ไม่สามารถเปิดเผยได้
และจากไทม์ไลน์ของกระบวนการที่มีการพยายามผลักดันผ่านช่องทางต่างๆ จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอาจมีเครือข่ายการลงทุนที่อาจมีประวัติซับซ้อนมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย
การที่มีการกล่าวถึงว่า “สิ่งนี้ทำให้ฮุน เซน โกรธ” แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของเครือข่ายทางการเมืองและเศรษฐกิจที่อาจมีอิทธิพลข้ามชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง
“ความโชคดีของผู้ประกันตนคือ กรรมการและอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนได้ตรวจสอบและป้องกันเรื่องนี้อย่างจริงจัง”
ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลในระบบ การที่กรรมการและอนุกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ รวมถึงตัวแทนผู้ประกันตน สามารถยืนหยัดปฏิเสธข้อเสนอที่ไม่โปร่งใสได้
แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบธรรมาภิบาลที่ยังมีอยู่ภายใต้คณะกรรมการจากการเลือกตั้ง และเป็นการป้องกันผลประโยชน์ของผู้ประกันตนได้อย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อป้องกันปัญหาความไม่โปร่งใสเช่นนี้ในอนาคต จึงได้มีการเสนอมาตรการสำคัญหลายประการ
ประการแรก การจำกัดการลงทุนนอกยุทธศาสตร์ มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท (Non-SAA) ต้องเป็นการลงทุนที่สร้างผลประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ประกันตนเท่านั้น ไม่ใช่การลงทุนอื่นๆ
ประการที่สอง การซื้อขาย Big Lot ต้องมีการกำหนดให้มีการแสดงรายละเอียดผู้ถือหุ้นชั้นสุดท้าย (Ultimate Beneficial Owner) ไม่ให้ใช้ Nominee หรือบริษัทจดทะเบียนที่อาจอยู่นอกเขตอำนาจศาลไทยเป็นผู้ซื้อ การประเมินราคาและมูลค่าอย่างเข้มงวด และห้ามขายให้กับกลุ่มที่มีปัญหาด้านธรรมาภิบาล
ประการที่สาม การขายต้องเป็นการขายแบบ Auction Process โปร่งใส
ประการที่สี่ หากเป็นการขายในลักษณะที่สามารถเข้าควบคุมกิจการ ต้องป้องกันการขายที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนและผลประโยชน์สาธารณะ
ณ วันนี้ ประกันสังคมยังคงถือครองหุ้นบางจากในสัดส่วนเดิม มิได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเงื่อนไขและความกังวลที่ได้กำหนดไว้จากคณะกรรมการและอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง เป็นข้อกำหนดสำคัญในการป้องกันผลประโยชน์ของผู้ประกันตน การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกันตนและป้องกันไม่ให้เงินกองทุนไหลเข้าสู่กลุ่มที่อาจมีเป้าหมายที่ไม่โปร่งใส
ตราบใดที่ประกันสังคมยังอยู่ภายใต้ระบบราชการที่ไม่โปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อนจำนวนมหาศาลนี้จะซ่อนอยู่ภายในสำนักงานที่สามารถถูกแต่งตั้งทางตรงได้จากรัฐมนตรี ที่ยึดโยงกับสายบังคับบัญชาไม่ใช่ผู้ประกันตน
การปฏิรูปประกันสังคมออกนอกระบบราชการจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะกำหนดอนาคตของผู้ประกันตน 20 ล้านคน
การนำประกันสังคมสู่แสงสว่างจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะตัดสินใจได้ว่าเงิน 2.7 ล้านล้านบาทนี้ จะเป็นเครื่องมือสร้างสวัสดิการที่ยั่งยืนหรือจะกลายเป็นสนามเด็กเล่นของผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
กรณีหุ้นบางจากไม่ใช่เพียงบทเรียน แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นแล้ว
การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายทุนนอมินีชนชั้นนำข้ามชาติในสื่อสากลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเงินกองทุนของผู้ประกันตนไทยได้เข้าสู่สายตาของกลุ่มทุนระดับนานาชาติที่ไม่เปิดเผยตัวตน
การที่ข้อมูลจากแหล่งต่างประเทศสามารถทำนายและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยไม่เพียงแสดงถึงขนาดและความซับซ้อนของปัญหา
แต่ยังเป็นหลักฐานชัดเจนว่าระบบกำกับดูแลปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการป้องกันผลประโยชน์ของผู้ประกันตน
ผู้ประกันตน 20 ล้านคนไม่สมควรต้องเป็นเพียงผู้เฝ้าดูให้เงินกองทุนของตนเองถูกเล็งเป้าโดยเครือข่ายที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง
การปฏิรูปครั้งนี้จะตัดสินใจได้ว่าประกันสังคมจะเป็นของใครกันแน่
เป็นของผู้ประกันตนที่สมควรได้รับการดูแลอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
หรือจะกลายเป็นเครื่องมือสำหรับการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มที่ไม่เปิดเผยตัวตน
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐานของคนทำงานทุกคนที่จะได้รับความคุ้มครองที่สมควรจากเงินที่ตนเองสะสมไว้
หมายเหตุ : ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลทั่วไปที่หาได้จากทางตลาดหลักทรัพย์และประสบการณ์ตรงของผู้เขียน เปิดเผยเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ประกันตน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
