บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล
จะลดคลั่งชาติ
และจำกัดชาตินิยมไม่ให้เลยเถิดได้อย่างไร
ในสภาวะที่ลัทธิชาตินิยมท่วมท้น คำถามน่าคิดก็คือ เราสามารถรักชาติและชาตินิยมโดยไม่คลั่งชาติได้หรือไม่
ผมเข้าใจคำถามที่มาจากความปรารถนาดีเช่นนี้ แต่ต้องขอออกตัวว่าผมคงไม่มีความสามารถกำหนดนิยามที่ถูกต้องของทั้งรักชาติ ชาตินิยม และคลั่งชาติได้ เพราะมันปนกันเหลื่อมซ้อนทับกันไปหมด
อีกทั้งผมเคยอธิบายในบทความก่อนหน้านี้ (“ลัทธิพวกพ้องกับลัทธิชาตินิยม”) แล้วว่า ผมไม่แน่ใจว่า 1) ความรักชาติกับชาตินิยมต่างกันมากนักหรือไม่ และ 2) ชาตินิยมกับคลั่งชาติต่างกันมากนักตรงไหน หลายคนเห็นว่าคู่แรกเป็นความต่างกันที่ดีกรีความเข้มข้น ส่วนคู่หลังต่างกันที่ขาดสติหรือไม่ ขอรับความเห็นเหล่านั้นไว้พิจารณา แม้ว่าจะยังมีคำถามโต้แย้งได้ก็ตาม
บทความนี้ขออภิปรายเพิ่มเติมปัญหาว่าจะไม่ให้ชาตินิยมกลายเป็นคลั่งชาติได้อย่างไร โดยพยายามเสนอประเด็นที่ต่างออกไป ไม่เกี่ยวกับดีกรีความเข้มข้นหรือขาดสติเลย
มีสองประเด็นใหญ่ที่ต้องพิจารณา ขอเริ่มจากชาตินิยมของประชาชนเป็นประเด็นแรก
ประวัติศาสตร์ของลัทธิชาตินิยมในสังคมไทยที่มีการปลุกเร้าอย่างได้ผล มีสองประเภท คือ ราชาชาตินิยม (royal nationalism) และเสนาชาตินิยม (militaristic nationalism)
อย่างแรกคือ การปลุกความรักและคลั่งชาติเพื่อปกป้องและเชิดชูสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษของชาติไทยตามความเชื่อของพวกกษัตริย์นิยมอนุรักษนิยมส่วนใหญ่ ปกติมีการปลูกฝังอุดมการณ์ราชาชาตินิยมผ่านทางตำราและวัฒนธรรมสาธารณะ แต่มีการปลุกหนักหน่วงเป็นพิเศษในบางสถานการณ์การเมือง เช่น หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาจน กระทั่งขึ้นสูงสุดในเหตุการณ์ 6 ตุลา และในการรัฐประหารบางครั้ง
ส่วนอย่างหลังคือ การปลุกชาตินิยมภายใต้การนำของทหาร อันที่จริงอย่างหลังนี้มีลักษณะให้คนในชาติทั่วไปสำนึกในความเป็นเจ้าของของชาติ จึงใกล้เคียงกับชาตินิยมประชาชน แต่ถูกปลุกเร้าด้วยกองทัพหรือรัฐบาลใต้การครอบงำของกองทัพ เพื่อการกระทำหรือภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทหารเพื่อการรักษาความมั่นคงภายใน เพื่อป้องกันประเทศหรือเพื่อไปแย่งดินแดนจากประเทศอื่น เช่น ในการรัฐประหารหลายครั้ง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อรณรงค์เอาดินแดนกัมพูชาตะวันตกจากฝรั่งเศส ในช่วงสงครามเย็นป้องกันคอมมิวนิสต์
ส่วนชาตินิยมประชาชนที่หลายคนพูดถึงกันนั้น ผมเข้าใจว่าหมายถึงความตระหนักในความเป็นสมาชิกของสังคมหรือ “บ้าน” เดียวกัน จึงสมานฉันท์ในหมู่ประชาชนให้คิดและทำเพื่อส่วนรวมของ “บ้าน” เรา โดยไม่จำเป็นต้องมีศัตรูหรือรังเกียจประเทศอื่นหรือคนอื่น บางคนเรียกว่า “รักชาติ” ไม่ใช่ชาตินิยม (ขอเก็บไว้ก่อนว่านิยามเหล่านี้ถูกหรือไม่)
ชาตินิยมของประชาชนมีบทบาททางการเมืองเด่นชัดเพียงไม่กี่ครั้งและมักจะปะปนอยู่กับชาตินิยมสองประเภทแรก เช่น ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และหลังเหตุการณ์นั้นซึ่งปลุกเร้าให้ไทยเป็นเอกราชเป็นอิสระจากการครอบงำของจักรวรรดินิยมอเมริกา แต่ในหลายสิบปีที่ผ่านมาการกล่าวถึงชาตินิยมประชาชนมักเป็นคำวิจารณ์ว่าอย่าตกเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำที่ปลุกเร้าชาตินิยมสองประเภทแรก
ทำไมสองประเภทแรกจึงเป็นอุดมการณ์หลักในสังคมไทย ในขณะที่ชาตินิยมประชาชนเติบโตน้อยกว่ามาก
น่าจะเป็นเพราะสำนึกถึงความเป็นชาติเกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นนำจารีตของสังคมไทยที่ผันตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่และการสร้างความเป็นชาติก่อนพลังการเมืองอื่นๆ ชาตินิยมของสยามจึงผูกพันเหนียวแน่นกับ “ราชาชาติ” หมายถึงชุมชนจินตกรรมที่อาศัยกษัตริย์เป็นองค์ประกอบหลักในการสื่อสร้าง (mediation) ความเป็นชาตินั่นเอง
ต่อมาสำนึกความเป็นชาติแพร่กระจายไปในกลไกของรัฐหรือระบบราชการของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สามัญชนในระบบราชการโดยเฉพาะในกองทัพ จึงสำนึกถึงความเป็นชาติและชาตินิยมเป็นกลุ่มคนลำดับถัดมา ชาตินิยมของคนทั้งสองกลุ่มนี้เกิดขึ้นในขณะที่สำนึกถึงความเป็นชาติในหมู่ประชาชนทั่วไปนอกระบบราชการยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมากอยู่ในหมู่ปัญญาชนชาวกรุงเท่านั้น
ทั้งหมดนี้เป็นประวัติศาสตร์ซึ่งต่างจากการเกิดสำนึกความเป็นชาติและลัทธิชาตินิยมในหลายประเทศซึ่งพัฒนาเป็นชาติไปก่อนหน้า ซึ่งมักเกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นกระฎุมพีหรือชนชั้นล่างที่รักบ้านเมืองแบบคนสามัญปกติที่ไม่รู้จักหน้าค่าตากัน
แถมอุปสรรคของสำนึกความเป็นชาติแบบสมัยใหม่ของสามัญชนคือชนชั้นนำแบบจารีต ลัทธิชาตินิยมจึงเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนทั่วไปอย่างเข้มแข็งกว่าชนชั้นนำที่อยู่ในอำนาจ อย่างไรก็ตาม ชาตินิยมของประชาชนไม่จำเป็นจะต้องเป็นปฏิปักษ์ต่อเสนาชาตินิยม หรือกล่าวกับกันก็ได้ว่าเสนาชาตินิยมไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในเพียงชนชั้นนำทางทหาร ทั้งกลับมีลักษณะแพร่หลายในหมู่ประชาชนเป็นปกติอีกด้วย
กลับมาที่สังคมไทย ชาตินิยมของสามัญชนคนธรรมดาทั่วไปเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการปฏิวัติ 2475 ก็จริง แต่น่าจะมีพลังอำนาจไม่สูงนัก เช่น กระจุกตัวอยู่ในหมู่ปัญญาชนในเมืองและข้าราชการพลเรือน พลังของชาตินิยมแบบประชาชนจึงถูกตัดตอนจนอ่อนล้าหลังการรัฐประหาร 2490 ถึงแม้ว่าจะไม่ตายหรือถูกขจัดไปหมด ยังคงมีบทบาทให้เห็นได้อย่างต่อเนื่องในบางสถานการณ์บางวงการ จนกระทั่งพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในการลุกฮือของมวลชนเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 แม้ว่าชาตินิยมของประชาชนยังคงอยู่ตลอดมานับจากนั้น ก็ยังต้องต่อสู้อีกมากกว่าที่จะพัฒนาขึ้นที่เป็นทางเลือกที่ต่างจากชาตินิยมสองแบบหลัก
แต่คิดในอีกแง่หนึ่งถ้าหากชาตินิยมของประชาชนหมายถึงความรัก “บ้าน” ก็ไม่จำเป็นต้องเกิดคู่กับความรังเกียจคนข้างบ้านหรือขึ้นกับการเมือง ความรักชาติ (ตามที่ผมเข้าใจแบบยังสงสัยอยู่) เป็นลัทธิพวกพ้องที่ไม่อันตรายอย่างลัทธิชาตินิยม
ประเด็นใหญ่ประการที่สอง ดังได้เสนอไว้ก่อนหน้านี้ (“ลัทธิพวกพ้องกับลัทธิชาตินิยม”) ว่า ทั้งความรักชาติและชาตินิยมเป็นสำนึกรักพวกพ้องตามปกติของมนุษย์ คนคนหนึ่งมีอัตลักษณ์ที่ก่อให้เกิดลัทธิพวกพ้องหลายอย่างในเวลาเดียวกัน แต่มีความสำคัญไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าพวกพ้องหรือกลุ่มสังคมไหนจำเป็นสำหรับการอยู่รอดของเรา หรือทำให้ชีวิตของเรามีความหมายกว่ากัน ดังนั้น พวกพ้องซึ่งเป็นอัตลักษณ์ทางสังคมระดับสูงสุดของแต่ละยุคสมัย ได้แก่ บ้านเมือง ศาสนา (พระเจ้า) พระราชา และชาติ มักจะมีความสำคัญสูงเพราะเรามักเชื่อว่าจำเป็นต่อความอยู่รอดของเรา
มีพวกพ้องแบบอื่นหรือไม่ที่อาจเป็นอัตลักษณ์รวมหมู่ที่สำคัญจนสามารถทำให้ “ชาติ” ลดความสำคัญลง
ผมเห็นว่ามีอัตลักษณ์อีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในโลกมานานพอสมควรแล้ว แต่มีผู้คนรู้จักไม่มากนักจนกระทั่งประมาณไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้เอง เนื่องจากผู้คนไหลเทไปมา ไม่ว่าจะข้ามชาติด้วยความจำเป็น เช่น เป็นผู้อพยพเพราะสงครามหรือความยากจน ฯลฯ หรือจะด้วยโอกาสและความสมัครใจ เช่น การศึกษา งานอาชีพ และครอบครัวของคนต่างชาติต่างภาษากัน ฯลฯ
ชีวิตปกติที่มีลักษณะสากลหรือนานาชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงแค่ในประเทศตะวันตก แต่ผู้คนในเอเชียและแอฟริกาก็ตระหนักเช่นนี้มากขึ้นด้วย แม้แต่ญี่ปุ่นยังต้องเปลี่ยนกฎหมายเพราะคนข้ามชาติไม่ใช่แค่แรงงานระดับล่างอีกต่อไป แต่เป็นชีวิตปกติของสังคมทุกระดับมากขึ้นทุกที แม้ว่าจะยังกระจุกตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ ก็ตาม
นั่นคือพวกเขาตระหนักถึงการเป็น “พลเมืองโลก”
สำหรับคนเหล่านี้ “ชาติ” ลดความสำคัญลงเพราะชีวิตประจำวันต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนต่างชาติต่างภาษา และผูกพันกับความเป็นไปของโลกมากขึ้น
ชาตินิยมจะยังเข้มข้นในสังคมที่ชีวิตมีลักษณะนานาชาติจำกัดอย่างในสังคมไทย ซึ่งชีวิตประจำวันอย่างทั่วด้านต้องเกี่ยวข้องกับโลกและผู้คนจากนานาชาติมากขึ้นไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งถือว่าสั้นมาก ความเชื่อว่า “ชาติ” สำคัญสูงสุดสำหรับความอยู่รอดจึงยังเข้มข้นอยู่
ถ้าหากแนวโน้มที่ชีวิตปกติประจำวันต้องเกี่ยวข้องกับโลกน่าจะเข้มข้นและทั่วด้านมากขึ้นเรื่อยๆ สำนึกถึงการเป็นพลเมืองโลกน่าจะหลีกเลี่ยงได้ยาก ความสำคัญของ “ชาติ” น่าจะถูกท้าทายหรือต้องปรับให้สอดคล้องหรืออย่างน้อยต้องไม่ขัดแย้งกับการเป็นพลเมืองโลก
ดังนั้น การยกระดับสำนึกในความเป็นพลเมืองโลก จึงน่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยลดทอนความคับแคบและอันตรายของชาตินิยมลงไป จึงน่าจะเป็นสิ่งที่เราท่านผู้ตระหนักในอันตรายของลัทธิชาตินิยมลงมือเป็นฝ่ายกระทำได้
อารยธรรมของมนุษย์ได้พัฒนามามากจนเราตระหนักถึงความจำกัดคับแคบของลัทธิพวกพ้องทุกประเภท และสามารถจำกัดด้านลบของมันมิให้กลายเป็นอันตรายได้ ทั้งด้วยเหตุผล ความมีวุฒิภาวะ ฯลฯ ผมเห็นว่าลัทธิชาตินิยมทุกประเภท ทั้งมีสติและขาดสติล้วนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นชาติ จึงควรจะต้องถูกตั้งคำถาม ถูกท้าทายจากอัตลักษณ์ชนิดอื่นซึ่งอันตรายน้อยกว่าความเป็นชาติ และมีคุณค่าความหมายมากกว่าความเป็นชาติ
ไม่ว่าจะเป็น “บ้าน” หรือ “โลก” น่าจะช่วยให้ความรักชาติไม่กลายเป็นชาตินิยมที่ขาดสติ และไม่เสพติดชาตินิยมจนล้นเกิน
ความเห็นเช่นนี้ อาจมีคนเห็นว่าเป็นพวกโลกสวย เป็นไปไม่ได้ ก็ต้องขอบอกตามตรงว่าแน่นอน…นี่เป็นอุดมคติ อาจจะยังเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน แต่เราต้องกล้าฝัน กล้าลงมือกระทำการท้าทายชาตินิยม คนที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้นั้นก็เพราะขอบฟ้าของสมองจำกัดอยู่แค่กะลาของชาตินิยมในปัจจุบัน มองไม่เห็นว่าพลเมืองของหลายชาติในโลกปัจจุบัน มีความเป็นพลเมืองโลกกันมากขึ้นกว่าที่เราคิดไปนานแล้ว
