ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
พลันที่ผู้ดำเนินรายการข่าวทางออนไลน์ได้หลุดคำว่า “อีซึมเศร้า” และ “อีกะเทย” ออกมาระหว่างวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่ ส.ส. กำลังถูกขานชื่อให้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
ปฏิกิริยาที่มีต่อเหตุการณ์ดังกล่าวค่อนข้างเป็นไปในทำนองเดียวกันที่ว่า เป็นการกระทำที่เกินเลยบรรทัดฐานทางสังคมไปมาก
ไม่ต้องพูดถึงจรรยาบรรณของสื่อสารมวลชนเสียด้วยซ้ำ เพราะท่าทางและถ้อยคำของพิธีกรคนดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อผู้รับชมรับฟังอย่างมาก
มิพักต้องพูดถึงเจ้าตัว ส.ส. ทั้งสองคนที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจะรู้สึกหรือเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง
คำดูหมิ่นเหยียดหยาม (pejorative) เป็นคำที่ใช้แสดงความคิดเห็นเชิงลบ เช่น การไม่เห็นด้วย การดูถูก รังเกียจ หมิ่นประมาท ฯลฯ
ในขณะที่หากเป็นคำดูหมิ่นเหยียดหยามที่มีเป้าหมายเฉพาะเป็นกลุ่มคนบางกลุ่ม เช่น ชาติพันธุ์ เพศสภาพ ฯลฯ โดยจะปรากฏในรูปของการดูหมิ่นอัตลักษณ์หรือสมาชิกภาพของกลุ่มคนนั้นๆ ภาษาอังกฤษมีคำเรียกเฉพาะคำดูหมิ่นเหยียดหยามลักษณะนี้ว่า slurs
ในหนังสือเรื่อง Bad Language (2019) ของเฮอร์แมน แคพเพเล็น (Herman Cappelen) และจอช เดฟเวอร์ (Josh Dever) ได้อธิบายถึง “ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามโดยทั่วไป” (pejoratives) และ “ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามเฉพาะ” (slurs) ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติหรืออัตลักษณ์ เช่น ศาสนาหรือเพศสภาพ ไว้ว่า เราสามารถพิจารณากลไกการทำงานของคำเหล่านี้ออกเป็น 4 ทัศนะ
อย่างแรกคือ ทัศนะที่เห็นว่าถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามนั้นมีเนื้อหาแบบพรรณนาทั่วไป (descriptive content views) คือมองว่าคำเหยียดหยามนั้นมีความหมายเชิงพรรณนาหรือบรรยายคุณลักษณะที่เป็นลบต่อกลุ่มเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน
เช่น ในสมัยก่อน สังคมไทยเราใช้คำว่า “เจ๊ก” ซึ่งจะหมายถึง “ชาวจีนอพยพที่เข้ามาในประเทศไทย ไม่มีการศึกษา ไม่รู้ธรรมเนียมประเพณีกิริยามารยาทของไทย ส่งผลให้วางตัวไม่เหมาะสมหรือไม่รู้กาลเทศะ พฤติกรรมเป็นที่น่ารังเกียจของคนไทย นอกจากนั้น คำนี้ยังมีนัยประหวัดไปถึงความตระหนี่ถี่เหนียว ค้ากำไรเกินควร ฯลฯ”
เรามักจะใช้คำนี้เพื่อดูถูกหยามเหยียดชาวจีนอพยพเข้ามาในไทยหรือคนไทยเชื้อสายจีน
ข้อดีของทัศนะนี้ที่มองว่าคำดูถูกเหยียดหยามนั้นมีเนื้อหาเชิงพรรณนาหรือบรรยายตามข้อเท็จจริง สามารถอธิบายได้ว่าทำไมประโยคอย่าง “เจ๊กส่วนใหญ่มีพฤติกรรมน่ารังเกียจ” จึงผิด เพราะแทบไม่มีหลักฐานว่าชาวจีนอพยพเข้ามาในไทยหรือคนไทยเชื้อสายจีนมี “พฤติกรรมน่ารังเกียจ” เพราะน่าจะเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ซึ่งไม่ต่างอะไรกับคนไทยที่มีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกันไป
แต่ข้อเสียของทัศนะแบบนี้ก็คือ ถ้าคุณเรียกชาวจีนอพยพเข้ามาในไทยหรือคนไทยเชื้อสายจีนว่า “เจ๊ก” ก็ดูเหมือนจะ “พูดถูก” ในเชิงพรรณนา ทั้งที่มันก็ยังถือเป็นคำเหยียดอยู่เหมือนเดิม
และปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ เมื่อเรานำคำดังกล่าวไปวางอยู่ในรูปประโยคปฏิเสธ เช่น “พวกเจ๊กไม่ได้มีพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ” แม้ผู้พูดจะตั้งใจกล่าวปฏิเสธ แต่ความรู้สึกดูถูกเหยียดหยามก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม
ทัศนะแบบสองคือ การมองว่าคำดูถูกเหยียดหยามนั้นมีข้อสมมุติฐานล่วงหน้า (presupposition) บางอย่างเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายนั้นอยู่ก่อนแล้ว หรือมีการเหมารวมเชิงลบเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย
คือไม่ได้พรรณนาความหมายโดยตรงอย่างที่ทัศนะแบบแรกกล่าว
แต่มีความหมายจากการประเมินค่าไว้ก่อนหน้านั้น
ตัวอย่างเช่น คำว่า “เจ๊ก” อาจหมายถึงเพียง “ชาวจีนอพยพหรือคนไทยเชื้อสายจีน” ก็จริง แต่ก็มีข้อสมมุติฐานล่วงหน้าอยู่แล้วว่าชาวจีนพวกนี้มีพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ
ข้อดีของทัศนะแบบนี้ก็คือ อธิบายได้ว่าทำไมการใช้คำดูหมิ่นเหยียดหยามจึงยังส่งผลต่อความรู้สึก แม้จะอยู่ในรูปการแฝงฝังอยู่ข้างในถ้อยคำก็ตาม
ส่วนข้อเสีย คำดูถูกเหยียดหยามในทัศนะแบบนี้จะมีความ “ยืนกรานอยู่” (persistent) มากกว่าข้อสมมุติฐานล่วงหน้าที่เราได้ยอมรับไว้ก่อน
เช่น ประโยค “ในปัจจุบันนี้หายากอย่างยิ่งแล้วที่ใครจะเรียกคนไทยเชื้อสายจีนว่าเจ๊ก”
จะเห็นว่าประโยคนี้ปฏิเสธว่าไม่มีคนจีนมีพฤติกรรมแบบนั้นแล้ว
แต่คำว่า “เจ๊ก” ในประโยคนี้ก็ยังมีผลให้รู้สึกได้ว่าเกิดการเหยียดหยามอยู่ดี
คือคำคำนี้ยังยืนกรานถึงการเหยียดอยู่ดี
ส่วนแบบที่สามคือ ทัศนะแบบการแสดงออก (Expressivist Views) ที่เสนอว่าคำดูหมิ่นเหยียดหยามนั้นมีความหมายทั้งแบบพรรณนา (descriptive meaning) และเนื้อหาเชิงการแสดงออก (expressive content)
เช่น “โอ๊ย!” มีแต่เนื้อหาเชิงการแสดงออก ส่วนคำว่า “หมาป่า” มีแต่ความหมายแบบพรรณนา แต่คำดูหมิ่นเหยียดหยามลักษณะเฉพาะ (slurs) จะมีทั้งสองอย่างคือมีทั้งเนื้อหาแบบพรรณนาและการแสดงออก
ทัศนะนี้จะอธิบายได้ว่าทำไมคำดูหมิ่นเหยียดหยามจึงสามารถสื่อทัศนคติที่รุนแรงได้อย่างทันที และทำไมความรู้สึกถูกเหยียดหยามจึงไม่หายไป แม้เราจะวางคำเหล่านี้ในรูปแบบอดีตก็ตาม
เช่น “ไอ้พวกเจ๊กเหี้ยนี่แต่ก่อนเคยจนมาทั้งนั้น” เพราะคำว่าเจ๊กในประโยคนี้ยังแสดงท่าทีถึงปัจจุบันอยู่นั่นเอง
เช่นเดียวกับคำว่า “อีซึมเศร้า” หรือ “อีกะเทย” เป็นการใช้คำดูถูกเหยียดหยามแบบแสดงออก เพราะตั้งใจสื่อให้เกิดการดูถูกเหยียดหยาม
อย่างไรก็ตาม ทัศนะนี้ก็จะมีกรณีที่ว่า “การใช้แบบไม่เจตนาเหยียด” (innocent uses) ด้วยเช่นกัน คือ ถ้อยคำที่ผู้พูดใช้นั้นเป็นคำจากวัฒนธรรมที่มีอคติ และแม้ว่าผู้พูดจะไม่ได้ตั้งใจแสดงทัศนคติรุนแรงก็ตาม เช่น “พวกเจ๊ก พวกจีน พวกไทย พวกลาว ก็คนไทยด้วยกันทั้งนั้น”
แต่คำว่าเจ๊กในที่นี้ก็ยังคงเป็นคำดูถูกเหยียดหยามอยู่ดี
แบบที่สี่ ทัศนะแบบการห้ามใช้ (Prohibitionist Views) พวกนี้มองว่าความพิเศษของคำดูหมิ่นเหยียดหยามนั้นไม่ได้อยู่ที่ “ความหมาย” แต่อย่างใด หากคำเหล่านี้ใช้ได้ก็เพียงเพราะมันเป็นคำที่มีกฎห้ามใช้ในสังคมก็เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น คำหยาบคำว่า “เหี้ย” สามารถใช้ได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นความหมายเชิงบวก เชิงลบ หรือจะเป็นการใช้แบบแสดงอารมณ์ ฯลฯ
คำดูหมิ่นเหยียดหยามไม่จำเป็นต้องมีความหมายเฉพาะ แต่สิ่งที่ทำให้มันมีพลังก็คือ การละเมิดกฎการห้ามใช้ในทางสังคม
คำอย่างเช่น “อีซึมเศร้า” หรือ “อีกะเทย” เป็นคำดูหมิ่นเหยียดหยามเพราะคนไทยหรือคนทั่วโลกเขาห้ามใช้กัน ไม่มีใครต้องการให้คนอื่นเรียกตนเองด้วยคำเหล่านี้
การใช้คำดูถูกเหยียดหยามจึงแสดงถึงการละเมิดเจตนาของผู้ถูกเรียก
และนั่นเองที่ทำให้ถ้อยคำมีน้ำหนักเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามซึ่งบางครั้งอาจจะทำร้ายคนให้เจ็บปวดมากกว่าการตบหน้าจริงๆ เสียด้วยซ้ำ
จุดแข็งของทัศนะแบบนี้คือสามารถอธิบายได้ว่าทำไมแม้แต่การเอ่ยถึงถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามในเครื่องหมายอัญประกาศก็ยังเป็นที่รังเกียจ ซึ่งแตกต่างจากถ้อยคำทั่วไป
ส่วนจุดอ่อน ทัศนะทำนองนี้อาจตีความกลับหัวกลับหางก็เป็นได้ เพราะสุดท้ายแล้วเราควรเข้าใจคำดูถูกเหยียดหยามอย่างไรกันแน่ระหว่าง “คำนั้นถูกห้ามเพราะมันคือถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม” หรือ “คำนั้นเป็นถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามเพราะมันถูกห้ามใช้ในสังคม”
จะเห็นได้ว่า จากทัศนะทั้ง 4 แบบข้างต้น ทัศนะแบบแรกคือ คำดูหมิ่นเหยียดหยามนั้นมีเนื้อหาเชิงพรรณนาหรือบรรยายตามข้อเท็จจริง
กับทัศนะแบบที่สอง คำนั้นส่งผลให้เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยามได้ก็เพราะมีการยอมรับข้อสมมุติล่วงหน้าไว้ก่อน หรืออาจจะเกิดจากภาพการเหมารวมก่อนหน้านี้ ทั้งสองทัศนะนั้นจะให้ความสำคัญกับความหมาย (semantic) ฝังอยู่ในตัวของถ้อยคำ
ส่วนแบบที่สาม ที่เห็นว่าถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามได้เพราะเป็นผู้พูดต้องการการแสดงทัศนคติของตนออกมาเพื่อให้เกิดผลบางอย่าง (pragmatic)
ส่วนแบบที่สี่ ถ้อยคำภาษาส่งผลให้เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยามได้ก็เพราะเป็นสิ่งที่สังคมห้ามไว้ (social norms)
ทั้งแคพเพเล็นและเดฟเวอร์ตระหนักดีว่าไม่มีมุมมองใดสมบูรณ์แบบ ต้องใช้ทัศนะแต่ละแบบผสมผสานกันทำความเข้าใจคำดูหมิ่นเหยียดหยามเหล่านี้
จุดประสงค์ไม่เพียงแต่ทำความเข้าใจว่าภาษาและถ้อยคำที่ดูหมิ่นเหยียดหยามมันทำงานอย่างไรเท่านั้น
แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นความพยายามทำความเข้าใจคนที่ใช้ถ้อยคำเหล่านี้ดูหมิ่นเหยียดหยามคนอื่นได้อย่างไร
หากพิจารณากรณีของคำว่า “อีซึมเศร้า” หรือ “อีกะเทย” ของพิธีกรคนดัง ก็จะพบว่ามีลักษณะการใช้ตามทัศนะแบบที่สามและแบบที่สี่
คือการแสดงออกว่าดูหมิ่น และยิ่งเป็นคำที่สังคมห้ามใช้ตามแบบที่สี่ยิ่งทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามหลายซับหลายซ้อนเข้าไปอีก
สังคมที่เราพร่ำบ่นถึงความแตกต่างหลากหลาย ความเสมอภาค เสรีภาพ จะเป็นไปไม่ได้เลย หากเรายังยอมให้มีการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามลักษณะนี้เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ
มิหนำซ้ำยังเกิดขึ้นในแวดวงสื่อสารมวลชนไปอีก
สำหรับคนที่ได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยามก็ไม่ต่างอะไรจากการถูกตบหน้าด้วยภาษานั่นแหละ
หากเรายอมให้มีการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามได้และกลายเป็นเรื่องปกติ
สังคมแห่งความรุนแรงในทุกระดับก็จะตามมาอย่างแน่นอน
