บทความต่างประเทศ
โลกหนุนรัฐปาเลสไตน์
สะท้อนความต้องการเสรีภาพ
ณ ตอนนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่ยืดเยื้อมาเกือบสองปีได้เข้าสู่ช่วงเวลาที่สำคัญ
เมื่อประชาคมโลกแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ บนเวทีประชุมสหประชาชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
สั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาที่แข็งกร้าวจากทั้งสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ในขณะที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง
โดยเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา มีรายงานว่า 4 ชาติตะวันตก ได้แก่ สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และโปรตุเกส ได้ประกาศให้การรับรองสถานะความเป็นรัฐของปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ
การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นผลลัพธ์จากความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นต่อการดำเนินสงครามในฉนวนกาซาของอิสราเอล และเป็นความพยายามที่จะฟื้นฟูแนวทางการแก้ปัญหาแบบสองรัฐ (Two-State Solution) ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติมาอย่างยาวนาน
นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่า การรับรองดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อ “รื้อฟื้นความหวังแห่งสันติภาพ”
ขณะที่นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ กล่าวว่าการตัดสินใจนี้จะเป็น “พลังให้ผู้ที่ต้องการยุติกลุ่มฮามาส” ในทำนองเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศโปรตุเกส เปาลู รังเจล เน้นย้ำว่าการรับรองนี้คือ “แนวทางพื้นฐานของนโยบายต่างประเทศ” และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงอย่างเร่งด่วน
หลังจากนั้น ผู้นำโลกหลายประเทศที่เดินทางมาร่วมประชุมสหประชาชาติ ต่างพากันออกมาแสดงจุดยืน ในการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งการประกาศดังกล่าวมีขึ้นในการประชุมที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูแอล มาครง แห่งฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับซาอุดีอาระเบีย ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ที่มีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วมด้วย ทั้งผู้นำจากตุรกี แคนาดา รวมไปถึงนายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ และอีกหลายชาติยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ลักเซมเบิร์ก มอลตา เบลเยียม และโมนาโก ที่ต่างร่วมแสดงจุดยืนสนับสนุนการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ
ซึ่งเป็นความพยายามร่วมกันของนานาชาติในการกดดันให้อิสราเอลยุติการใช้กำลังทางทหารในฉนวนกาซาและกลับสู่โต๊ะเจรจา
ขณะที่สหรัฐและอิสราเอล บอยคอตการประชุมดังกล่าว ซึ่งการแสดงจุดยืนของนานาชาติในครั้งนี้ได้รับการตอบโต้อย่างรุนแรงจากอิสราเอล
โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ประณามการเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็น “การให้รางวัลกับการก่อการร้าย” และย้ำอย่างหนักแน่นว่า “รัฐปาเลสไตน์จะไม่มีวันถูกก่อตั้งขึ้นทางตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน”
นอกจากนี้ นายอิตามาร์ เบน-กวิร์ รัฐมนตรีความมั่นคงของอิสราเอล ยังเสนอให้ประกาศอธิปไตยเหนือเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอิสราเอลที่จะไม่ยอมรับการแก้ไขปัญหาแบบสองรัฐ
ขณะที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของอิสราเอล ไม่ได้แสดงความเห็นต่อท่าทีของชาติพันธมิตรที่รับรองรัฐปาเลสไตน์ แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้เคยแสดงท่าทีที่ชัดเจนมาก่อนหน้านี้แล้วว่า คัดค้านเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ สหรัฐยังคงมีอำนาจในการใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) เพื่อสกัดกั้นการรับรองดังกล่าวได้
ซึ่งการใช้สิทธิดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ปาเลสไตน์ไม่สามารถเป็นสมาชิกเต็มตัวของสหประชาชาติได้จนถึงทุกวันนี้
และทำให้การรับรองดังกล่าว กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางการเมืองไป
ในทางตรงกันข้าม ทั้งกลุ่มฮามาสและประธานาธิบดีปาเลสไตน์ต่างแสดงความยินดีต่อการตัดสินใจของ 4 ชาติที่ให้การรับรอง
ฮามาสเรียกร้องให้มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อยุติสงครามและการผนวกเวสต์แบงก์
ขณะที่ประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส มองว่าการรับรองนี้จะ “ช่วยปูทางให้รัฐปาเลสไตน์อยู่เคียงข้างอิสราเอลอย่างมั่นคง สันติ และเป็นเพื่อนบ้านที่ดี” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหวังที่จะเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้
การที่นานาชาติหันมาให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาคมโลกที่จะเห็นสันติภาพและการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่แข็งกร้าวของอิสราเอลและสหรัฐ ที่ไม่ยอมรับการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการบรรลุเป้าหมายนี้
ซึ่งทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงตึงเครียดและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไปในอนาคต
เครดิตภาพ “รอยเตอร์”
