กางโรดแม็ป 4 เดือน รัฐมนตรี ศธ. แก้หนี้ครู-ปลุกผี ‘ว.เชิงประจักษ์’
| การศึกษา
เรียกเสียงฮือฮาไม่หยุด สำหรับนโยบายของนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งถือว่าทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ส่งผลให้การขับเคลื่อนงานต่างๆ มีความต่อเนื่อง
และยิ่งสอดประสานกันมากขึ้นเมื่อได้คนจากพรรคกล้าธรรม (กธ.) คือ นายองอาจ วงษ์ประยูร มานั่งแท่นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.
ล่าสุด ในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ครูแหม่มชิงประกาศภารกิจเร่งด่วน 4 เดือน ตามกรอบเวลาของรัฐบาล ซึ่งเดินเครื่องไปแล้ว ทั้งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ถึงแม้ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลจะไม่ระบุไว้โดยตรง แต่ก็รวมอยู่ในหนี้ภาคประชาชน
โดยขณะนี้การแก้หนี้ครู ด้วยรูปแบบการจัดตั้งสหกรณ์กลาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้ดำเนินการตามขั้นตอน และคาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบได้ภายในต้นเดือนตุลาคมนี้ รวมถึงการผลักดันกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ให้สำเร็จภายในรัฐบาลชุดนี้
เดินหน้าลดภาระครู กำลังดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยเร็วๆ นี้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จะประชุมเกลี่ยอัตรากำลังครูเกินเกณฑ์ จำนวน 1,706 ตำแหน่ง ให้ไปเป็นบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 38 ค. (2) สายสนับสนุน เพื่อลดภาระครูในส่วนของงานพัสดุ การเงิน ธุรการ
และย้ำเรื่องการส่งเสริมวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ถ้าเป็นไปได้ควรใส่ไว้ในการสอนเลย
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางเพิ่มค่าครองชีพ โดยทำให้ครูมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มเงินเดือน ให้เป็นภาระงบประมาณ โดยเปิดช่องให้ครูได้มีค่าตอบแทนวิทยฐานะ โดยมอบหมายให้ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ สนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทำผลงานเพื่อขอมีและเลื่อนวิทยฐานะให้มากที่สุด เขตพื้นที่ฯ ใดมีวิทยฐานะหลายคน ก็ควรถือให้เป็น KPI หรือดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ นั้นๆ
“การดำเนินการดังกล่าวคล้ายกับมหาวิทยาลัย ที่การขอตำแหน่งทางวิชาการมีเป็นจำนวนมาก เป็นฟันเฟืองส่งเสริมซึ่งกันและกัน อย่ามีการชักบันไดหนี เราต้องสร้างบันไดให้เยอะ และเป็นความภาคภูมิใจในวิชาชีพ แต่ก็ได้รับเสียงสะท้อนจากครูและผู้บริหารว่า การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ โดยเฉพาะผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ตกกันเยอะแทบจะไม่ผ่านเลย เพราะผู้ประเมินผลงานไม่ได้เป็นบุคลากรที่ผ่านงานจากสายงานการสอนนั้นๆ มาก่อน ดังนั้น ได้ปรับหลักเกณฑ์ให้ผู้ประเมินมาจากการเสนอชื่อของแต่ละองค์กรหลัก เป็นผู้ที่มีความเข้าใจเนื้องาน เป็นธรรมต่อผู้ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ อีกทั้งหลักเกณฑ์การประเมินควรมีความยืดหยุ่นสอดคล้องตามบริบทของสถานศึกษา ไม่เน้นงานวิจัยมากจนเกินไป”
“รวมถึงมีการกำหนดหลักเกณฑ์การทำวิทยฐานะในรูปแบบผลงานเชิงประจักษ์กลับมาใช้ใหม่ เพื่อเป็นทางเลือก” นางนฤมลกล่าว
ขณะที่นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. รับลูก โดยระบุว่า เร็วๆ นี้จะเสนอเรื่องการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ. โดยมีแนวคิดนำผลงานเชิงประจักษ์ หรือ ว.ประจักษ์ กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับลักษณะของผลงานที่สามารถนำมาใช้ประกอบการประเมินเพื่อขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ
“ขณะนี้ยังไม่มีการนำวิธีการดังกล่าวกลับมาใช้ แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและทบทวน โดยสิ่งที่ต้องดำเนินการอันดับแรก คือ การศึกษาและย้อนกลับไปดูอดีตว่า การใช้หลักเกณฑ์เชิงประจักษ์เกิดปัญหาใดบ้าง และปัญหาเหล่านั้นมีลักษณะอย่างไร และนำไปสู่การฟ้องร้องหรือข้อขัดแย้งในประเด็นใด รวมทั้งต้องหาสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมในที่สุดจึงมีการยกเลิกการใช้เกณฑ์ดังกล่าว” นายธนูกล่าว
หากจะมีการนำหลักเกณฑ์เชิงประจักษ์กลับมาใช้อีกครั้ง ก็จำเป็นต้องมีการแก้ไขจุดบกพร่อง และอุดช่องโหว่ที่เคยก่อให้เกิดปัญหา เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิม อีกทั้งยังต้องตระหนักว่าหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะในทุกรูปแบบล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ดังนั้นการจะนำผลงานเชิงประจักษ์กลับมาใช้ จึงจำเป็นต้องมุ่งพัฒนาและต่อยอดในส่วนที่เป็นจุดแข็ง และแก้ไขในส่วนที่เป็นจุดอ่อน เพื่อให้ตอบโจทย์การประเมินผลงานที่มีความหลากหลาย ที่สามารถสะท้อนคุณภาพการทำงานที่แท้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบัน ก.ค.ศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือเกณฑ์ PA (ว 9/2564) เพียงแนวทางเดียว ซึ่งแม้จะเป็นเกณฑ์ที่มีความชัดเจน แต่ก็อาจยังไม่ครอบคลุมความแตกต่างและความหลากหลายของบริบทการทำงานในแต่ละพื้นที่ได้เพียงพอ นโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. รวมถึงทิศทางของ ก.ค.ศ.จึงมีความตั้งใจที่จะเปิดกว้าง และพยายามสร้างหลักเกณฑ์การประเมินที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่
แนวทางดังกล่าวจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำให้สามารถเลือกช่องทางที่เหมาะสมกับศักยภาพและลักษณะงานของตนเองได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถผลิตผลงานที่นำมาใช้ในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะได้อย่างมีคุณภาพและเป็นธรรม โดยจะมีการหยิบยกเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.อย่างเป็นทางการ เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสม
ดูจากโรดแม็ป 4 เดือนของทีมรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรมแล้ว หากสามารถดำเนินการตามแผนที่วางไว้ได้จริง เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์กับครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ไม่น้อย
แต่การปรับเปลี่ยน หรือดำเนินการในเรื่องใด ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ไม่ควรดูแค่สิทธิประโยชน์ของครูเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นการปรับเปลี่ยนที่สะท้อนถึงคุณภาพการเรียนการสอนและคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง
ที่สำคัญต้องไม่ใช่การปรับเปลี่ยนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อหวังผลทางการเมือง!!
เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว คงฉุดรั้งการศึกษาไทยให้ตกต่ำลงไปอีก…
