bg-single

AI ที่ช่วยโหมไฟไม่ให้มอดดับ

07.10.2025

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

AI ที่ช่วยโหมไฟไม่ให้มอดดับ

อาการหมดพลัง อ่อนล้า ไม่อยากทำงาน รู้สึกหมดหวัง หมดแรงจูงใจ ไม่รู้ว่าตัวเองจะเดินหน้าต่อไปยังไงจนอาจจะนำไปสู่โรคซึมเศร้าเป็นอาการที่คนจำนวนมากได้ประสบพบเจอในชีวิตการทำงานไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่ง

แม้ว่าคำว่าหมดไฟ หรือ burnout จะใช้ได้กับแง่มุมอื่นของชีวิตด้วย แต่หลักๆ เวลาพูดถึง burnout เราก็มักจะหมายถึง occupational burnout หรือการหมดไฟในการทำงานเป็นหลัก

อาการหมดไฟมักจะเกิดจากความเครียดเรื้อรังที่ต้องพบเจอในชีวิตการทำงานเป็นประจำ อย่างเช่น การต้องทำงานหนักเกินไป ทำงานนานเกินไป ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน สถานการณ์การทำงานที่ตึงเครียด เต็มไปด้วยเดดไลน์และการแข่งขัน หรือการทำงานไปโดยไม่เห็นจุดหมายปลายทางไม่รู้ว่าทำงานไปเพื่ออะไร

ปัญหาคนทำงานหมดไฟถึงจะดูเป็นเหมือนปัญหาส่วนตัวที่แต่ละคนต้องเผชิญและแก้ไขกันไปเอง

แต่อันที่จริงแล้วมันเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่านั้น นั่นคือ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจด้วย

เพราะหากพนักงานหมดไฟก็จะทำให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กรลดน้อยลงด้วย

ในยุคที่ Gen AI อย่าง ChatGPT ดูเหมือนจะช่วยแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง มันก็เลยถูกนำมาทดลองใช้แก้ปัญหาการหมดไฟ ช่วยป้องกันไฟไม่ให้มอดดับ และช่วยเติมไฟให้กลับมาคุกรุ่นได้อีกครั้ง

บริษัทหลายแห่งเริ่มทดลองนำ ChatGPT หรือ Copilot มาช่วยป้องกันไม่ให้พนักงานไปถึงจุดที่ตัวเองรู้สึกหมดไฟโดยเริ่มจากการต้องระบุให้ได้ก่อนว่าใครมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการหมดไฟบ้าง

ผลการสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2025 เก็บข้อมูลจากคนทำงานด้านไอทีกว่า 200 คน เมื่อใช้ระบบ AI วิเคราะห์ก็สามารถระบุตัวได้ว่ามี 30 เปอร์เซ็นต์ของคนในกลุ่มนี้ที่เสี่ยงจะเกิดอาการหมดไฟโดยดูจากปัจจัยต่างๆ อย่างเช่น ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน หรือการมีส่วนร่วมในระดับที่ต่ำ

เมื่อพบว่าใครมีโอกาสที่จะหมดไฟได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถวางกลยุทธ์ในการรับมือได้

AI ช่วยลดความเครียดให้พนักงานได้ด้วยการทำหน้าที่คล้ายๆ กับผู้ดูแลส่วนตัวที่ปรับข้อมูลให้เหมาะสำหรับคนนั้นๆ โดยเฉพาะ อย่างเช่น ช่วยกระตุ้นเตือนเรื่องสำคัญๆ อย่างการเตือนให้พักเบรกสั้นๆ หรือช่วยจัดสรรโหลดงานในทีมให้มีความสมดุลมากขึ้น

ทำหน้าที่คล้ายๆ กับเพื่อนคู่คิด ช่วยจัดสรรชีวิตให้คนทำงานและเฉลี่ยไม่ให้งานไปหนักที่ใครคนใดคนหนึ่งมากจนเกินไป

เครื่องมือ AI ช่วยวิเคราะห์รูปแบบการทำงานของเราได้ เช่น วิเคราะห์จำนวนอีเมลที่เราต้องอ่านและตอบในแต่ละวัน ความบ่อยของการเข้าประชุม หรือการทำงานล่วงเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าเรามีชีวิตการทำงานที่กำลังพอดี ไม่หนักเกินไปจนกลายเป็นโอเวอร์เวิร์ก

ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ถ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่าย HR อย่างเดียวก็คงจะไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง แต่ไม่หลุดรอดสายตาของ AI ไปได้แน่นอน

นอกจากนี้ AI ก็ยังสามารถใช้ในการช่วยแบ่งเบางานที่พนักงานต้องรับผิดชอบได้ด้วย งานหลายๆ อย่างที่เราทำกันทุกวันนี้เป็นงานที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย แต่ก็ต้องมีคนทำ อาจจะเป็นงานที่กินเวลาทำนาน ซ้ำซาก จำเจ ไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ ซึ่ง AI สามารถรับงานประเภทนี้ไปทำแทนได้สบายๆ

เมื่อพนักงานใช้ AI มาช่วยแบ่งเบางานออกไปก็จะมีเวลาว่างไปทำอะไรที่ซับซ้อนและสร้างสรรค์มากขึ้น สภาพจิตใจก็ดีขึ้น ภาวะหมดไฟก็ไม่ถามหา ไม่ต้องลาออก บริษัทก็ไม่ต้องเสียเงินค่าหาและเทรนพนักงานคนใหม่มาแทนที่

อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่มีแต่ข้อดีล้วนๆ เพราะการใช้ AI มาช่วยป้องกันภาวะหมดไฟก็อาจจะมาพร้อมความเสี่ยงที่จะเป็นต้นตอของปัญหาคนทำงานหมดไฟเสียเอง

ข้อมูลจาก Quantum Workplace ที่มาจากคนทำงานมากกว่า 700,000 คน จาก 8,000 องค์กรทั่วสหรัฐ ระบุว่าพนักงานที่ใช้ AI บ่อยๆ นี่แหละมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะหมดไฟสูงที่สุด

การใช้ AI ในการทำงานทุกวัน ทั้งวัน จะทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้าคล้ายๆ กับการต้องเข้าฟิตเนสนาน 9 ชั่วโมง โดยเฉพาะคนที่ใช้เครื่องมือ AI ไม่ค่อยคล่อง ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับงานที่ทำเข้าไปอีก

หรือบางคนใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิผลให้กับงานที่ตัวเองทำและช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น แต่พอทำงานเสร็จเร็วขึ้นก็รับโหลดงานเพิ่มขึ้น แทนที่จะได้พักหายใจหายคอก็กลายเป็นต้องรับภาระงานที่หนักอึ้งกว่าเก่า

ดังนั้น การที่องค์กรจะใช้ AI มาช่วยไม่ให้พนักงานหมดไฟก็จะต้องออกแบบการใช้งานดีๆ ไม่ให้หนีเสือปะจระเข้แบบนี้ได้

AI ไม่ได้เป็นยาครอบจักรวาลที่จะช่วยปัดเป่าปัญหาเรื่องนี้ออกจากบริษัทได้ด้วยตัวมันเองคนเดียว แต่ปัจจัยอื่นๆ ที่แวดล้อมชีวิตการทำงานของพนักงานก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมองค์กร พฤติกรรมของหัวหน้างาน หรือความตั้งใจที่บริษัทอยากให้พนักงานมีเวิร์กไลฟ์บาลานซ์ เป็นต้น

และอย่าลืมว่าสิ่งที่ AI ขาด แต่มนุษย์จะขาดไปเสียไม่ได้เลยก็คือความเห็นอกเห็นใจ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ การช่วยสนับสนุน เข้าอกเข้าใจ เป็นแรงใจให้กับคนที่เราทำงานด้วย

หากเราเอาจุดแข็งของ AI อย่างการเก็บและประมวลผลข้อมูลเพื่อระบุตัวคนที่มีความเสี่ยงหมดไฟ การใช้ AI มาทำงานที่ซ้ำซากน่าเบื่อแทนได้ มาผนวกรวมเข้ากับจุดแข็งของมนุษย์

ก็น่าจะช่วยป้องกันไม่ให้ไฟที่ริบหรี่มอดดับลงและช่วยเติมให้มันกลับมาลุกโชนได้อีกครั้ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน