จาก ‘เก้าอี้พับ 6 ตุลา’ สู่ ‘เก้าอี้ว่าง’ ใน ‘Les Misérables’
ยิ้มเยาะเล่นหวัวเต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
ในงานเสวนาเปิดตัวหนังสือ “ห้วงแห่งความเงียบงัน : ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519” ซึ่ง “สุภัตรา ภูมิประภาส” แปลเป็นภาษาไทย จากหนังสือต้นฉบับภาษาอังกฤษ “Moments of Silence : The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok” ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้เขียน คือ “ธงชัย วินิจจะกูล” ได้กล่าวถึงนัยยะของปกหนังสือในฉบับภาษาไทย ผ่านการตีความที่ยึดโยงไปยังบริบทการเมืองไทยหลัง 6 ตุลาคม 2519 และบทเพลงจากละครเพลง-ภาพยนตร์เรื่อง “Les Misérables” เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า
“เล่มนี้ปกมีความสำคัญไปอีกแบบเพราะคุณตะวัน วัตุยา (เป็นผู้ออกแบบปก) ทีแรกเราก็นึก ถ้า (ใช้ภาพ) เก้าอี้มันควรเป็น ‘เก้าอี้พับ’ เพราะเป็นสัญลักษณ์ของการแขวนคอ ผมเองยังรู้สึกเลยว่า เอ๊ะ ทำไมไม่เอาเก้าอี้พับล่ะ?
“พอมาคิดอีกที ดีแล้วที่ไม่เอาเก้าอี้พับ ไม่ใช่ว่าเก้าอี้พับมีความหมายน้อยนะ แต่อันนี้มีความหมายไปอีกแบบ ผมแวบขึ้นมาว่าเก้าอี้อันนี้ทำให้ผมนึกถึงอะไร และสิ่งนี้มันอยู่ในฉบับแปล (ภาษาไทย) ที่ไม่อยู่ในต้นฉบับ (ภาษาอังกฤษ)
“เพราะต้นฉบับ (ภาษาอังกฤษ) ตอนที่ผมเขียนถึง ‘ความเงียบ’ อย่างหนึ่งเมื่อสมัยหลังป่าแตก พรรคพวกเพื่อนฝูงผมกลับมาด้วยความพ่ายแพ้ มันช้ำ 6 ตุลา เราไม่พูดถึงมัน เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่ตาย ตายไปทำไม ตายไปเพื่ออะไร
“มันเหมือนเป๊ะเลยกับ (เพลง) ‘Empty Chairs at Empty Tables’ ใน ‘Les Misérables’ แม้กระทั่งคำร้องเนี่ยมันแทบจะเขียนมาเพื่อ 6 ตุลาจริงๆ ทั้งที่ไม่มีทาง
“ตอนฉบับภาษาอังกฤษ ผมไม่สามารถลง (คำร้องของ) Empty Chairs at Empty Tables เต็มได้ เพราะติดต่อเขาก็แสนยาก แล้วเรียกค่าลิขสิทธิ์แพงโข บรรณาธิการก็ต้องเลี่ยงด้วยการให้เราใส่แค่ไม่กี่ประโยค ให้รู้ว่าเป็น Empty Chairs at Empty Tables เพราะส่วนหนึ่ง คนอ่านในโลกภาษาอังกฤษแทบทุกคนรู้จักเพลงนั้น
“แต่พอฉบับภาษาไทยผมขอเลย เพราะผมรู้ว่าอาจารย์เกษียร (เตชะพีระ) แปลเพลงนี้ไว้อย่างมหัศจรรย์มาก ผมขอให้คุณสุภัตรา (ภูมิประภาส – ผู้แปล) ติดต่ออาจารย์เกษียร ขอบทแปล (ภาษาไทย) ไม่ต้องบทจริง (ภาษาอังกฤษ) ก็ได้ เอามาลงไว้ และลงให้เต็ม
“เวลาอ่านถึงตรงนี้ ผมขอร้อง ขอพวกเราทุกคนอ่านช้าๆ อ่านทีละวรรค รู้จักใช่ไหมครับวรรคในกลอน กระทั่งอ่านดังๆ ได้ก็ดี
“นี่เป็นความต่างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง แล้วเป็นความต่างที่คุณตะวัน วัตุยา พอมาทำปกรูปเก้าอี้นี้ แทนที่ผมจะคิดถึงเก้าอี้พับ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทน 6 ตุลาทั้งหมด ผ่านภาพการแขวนคอ ผมคิดว่าภาพของคุณตะวันที่มาเป็นภาพปก ทำให้ผมนึกถึงบทกลอนอันนี้

ด้วยวิโยคโศกล้ำเกินคำกล่าว
ด้วยเจ็บปวดรวดร้าวไม่รู้สิ้น
เก้าอี้ว่าง โต๊ะร้าง น้ำตาริน
เมื่อเพื่อนข้าดับดิ้นลับอำลา
คือที่นี่ที่พูดถึงการปฏิวัติ
คือที่นัดจุดไฟหัวใจกล้า
คือที่ร้องวันพรุ่งนี้จงมีมา
เพียงแต่ว่าวันพรุ่งนี้ไม่มีเลย
จากเจ้าโต๊ะตัวซุ่มอยู่มุมห้อง
พวกเขาเห็นแสงทองส่องผ่าเผย
โลกทั้งใบเกิดใหม่ให้ชื่นเชย
เพื่อนลุกขึ้นร้องเย้ยเสียงกังวาน
ข้าได้ยินเสียงเพื่อนสะเทือนหู
คำต่อคำพรั่งพรูเปล่งประสาน
กลายเป็นเพลงสวดศพส่งวิญญาณ
อยู่บนฐานที่มั่นอันเดียวดาย
โอ้เพื่อนรัก โปรดให้อภัยข้า
ที่ยังมีชีวิตมาแต่เพื่อนหาย (ที่ยังมีชีวิตมาแต่เพื่อนหาย)
ด้วยวิโยคโศกศัลย์เกินบรรยาย
ด้วยเจ็บปวดเหลือร้ายไม่รู้พอ
พรายเงาหน้าโผล่มาที่หน้าต่าง
พรายเงาร่างทอดตนบนพื้นหอ
เก้าอี้ว่าง โต๊ะร้าง น้ำตาคลอ
เพื่อนเพื่อนหนอแต่นี้ไปไม่พบกัน
โอ้เพื่อนรัก โปรดเถิดหนาอย่าถามไถ่
เพื่อนพลีชีพเพื่ออะไรคาที่มั่น
เก้าอี้ว่าง โต๊ะร้าง ช่างเงียบงัน
เพราะเสียงเพลงเพื่อนนั้นไม่มีแล้ว
“คุณจะไม่สามารถพบกลอนบทนี้ในภาษาอังกฤษ ให้ตายในฐานะคนเขียน ผมก็ยังขออนุญาตคุณสุภัตรานะ ผมว่าฉบับภาษาอังกฤษผมเขียนดีกว่า แต่สำหรับฉบับแปลมันมีความวิเศษของมันไปอย่างหนึ่ง
“อย่างน้อย (ก็) จุดเล็กๆ อันนี้ อันนี้คือบทกวีที่ผมเห็นว่ามหัศจรรย์ คุณลองอ่านดูจะพบความมหัศจรรย์ และผมหวังว่ายังมีอีกหลายประเด็นที่คุณจะค้นพบเองในฉบับแปล”
